วัน: 6 มิถุนายน 2026

“สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก

“สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่อง “สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก เพื่อหวังจะสลายอิทธิพลของกลุ่มบ้านใหญ่และนายทุนที่ฝังรากลึกในระบบการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

ทำไมต้องยกเลิก สส.เขต?

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือข้อเสนอให้ยุติการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และเปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด นายสุรเดชให้เหตุผลว่าระบบเขตเอื้อให้เกิด “บ้านใหญ่” หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การคอร์รัปชันและการแบ่งเค้กผลประโยชน์ หากเราเปลี่ยนมาใช้บัญชีรายชื่อเพียงอย่างเดียว การพัฒนาประเทศจะเป็นไปอย่างทั่วถึง ไม่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่พรรคการเมืองต้องการฐานเสียง

นอกจากนี้ ในประเด็น “สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก ยังรวมไปถึงการปรับโครงสร้างคณะรัฐมนตรี โดยเสนอให้มีเพียงนายกรัฐมนตรีที่เป็น สส. ส่วนรัฐมนตรีที่เหลือควรมาจากผู้เชี่ยวชาญคนนอกที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เพื่อป้องกันการบีบบังคับต่อรองตำแหน่งจากกลุ่มนายทุนพรรคการเมือง

  • สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.): ต้องมาจากประชาชนเพื่อยึดโยงกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างแท้จริง
  • วุฒิสภา (สว.): ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ยกเลิกระบบกลุ่มวิชาชีพ เพื่อความโปร่งใส
  • องค์กรอิสระ: ควรให้สถาบันตุลาการเป็นผู้คัดเลือก เพื่อความเป็นกลางสูงสุด

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่แบบนี้จะช่วยสลายอิทธิพลนายทุนและลดปัญหาคอร์รัปชันได้จริงหรือไม่? เป็นที่น่าติดตามว่าแนวทาง “สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก จะได้รับการตอบรับหรือนำมาเป็นหนึ่งในข้อเสนอสำคัญเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

ที่มา – “สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก มีนายกฯ คนเดียวที่มาจาก สส.

ทลายออฟฟิศเว็บพนันย่านบางแสน เงินหมุนทะลุ 50 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกันมาบ้างแล้ว แต่ล่าสุดมีเหตุการณ์สุดระทึกที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชลบุรี เมื่อตำรวจบุก ทลายออฟฟิศเว็บพนันย่านบางแสน เงินหมุนทะลุ 50 ล้าน ซึ่งถือว่าเป็นเครือข่ายใหญ่ที่แอบแฝงตัวอยู่ในคอนโดมิเนียมใจกลางแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง งานนี้บอกเลยว่าไม่ใช่แค่งานสืบสวนธรรมดา แต่มีความดุเดือดชนิดที่ว่าคนร้ายยอมทิ้งหลักฐานลงมาจากชั้น 8 เลยทีเดียว

เบื้องลึกปฏิบัติการทลายออฟฟิศเว็บพนันย่านบางแสน เงินหมุนทะลุ 50 ล้าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยศูนย์ไซเบอร์ สืบภาค 2 ได้รับรายงานว่ามีการใช้ห้องพักในคอนโดหรูย่านบางแสนเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งพนันออนไลน์ ทีมเจ้าหน้าที่นำโดย พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โอสถานนท์ เข้าตรวจค้นทันทีเมื่อพบเป้าหมายชัดเจน ผลการตรวจค้นพบผู้ต้องหาคือ นายเอกกมล และนายอรรถชัย ซึ่งมีท่าทีพิรุธพยายามทำลายหลักฐานด้วยการโยนคอมพิวเตอร์และมือถือลงจากตึกชั้น 8 จนไปตกใส่รถชาวบ้านได้รับความเสียหาย เรียกได้ว่าเป็นการทลายออฟฟิศเว็บพนันย่านบางแสน เงินหมุนทะลุ 50 ล้านที่โกลาหลสุดๆ

ของกลางที่ยึดได้และเส้นทางการเงินมหาศาล

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยึดของกลางได้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น:

  • เครื่องคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กหลายเครื่อง
  • โทรศัพท์มือถือที่ใช้สำหรับแชทตอบลูกค้าและคุมระบบ
  • อุปกรณ์ระบุตัวตนและข้อมูลบัญชีม้าที่เกี่ยวข้อง

เงินหมุนเวียนในเครือข่ายนี้มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธุรกิจสีเทานี้ขยายตัวได้รวดเร็วมากผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงที่กระแสการแข่งขันฟุตบอลโลกกำลังจะมาถึง บรรดาเว็บผีเหล่านี้มักจะฉวยโอกาสโฆษณาชวนเชื่อให้คนเข้าเล่นพนันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้: การพนันออนไลน์ไม่เคยทำให้ใครรวยจริง มีแต่จะนำพาหนี้สินและปัญหาครอบครัวมาให้ ตำรวจยืนยันว่าจะขุดรากถอนโคนเครือข่ายนี้ให้ถึงต้นตอ ไม่ว่าจะเป็นผู้สั่งการหรือบัญชีม้า เพื่อไม่ให้เหลือที่ยืนสำหรับสิ่งผิดกฎหมายในสังคมไทย และหากใครมีเบาะแส อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับ

ที่มา – ทลายออฟฟิศเว็บพนันย่านบางแสน เงินหมุนทะลุ 50 ล้าน ทำลายหลักฐาน โยนคอมฯ ลงมาจากคอนโด

ข่าวร้ายแฟนบอล! จูลิโอ เอนซิโซ บาดเจ็บก่อนลุยบอลโลก

ข่าวร้ายแฟนบอล! จูลิโอ เอนซิโซ บาดเจ็บก่อนลุยบอลโลก

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาแฟนบอลปารากวัยต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้ เมื่อ จูลิโอ เอนซิโซ บาดเจ็บก่อนลุยบอลโลก ในแมตช์อุ่นเครื่องล่าสุดที่ทีมถล่มเอาชนะนิการากัวไปได้ 4-0 ท่ามกลางความดีใจของแฟนบอลที่ได้เห็นฟอร์มทีมที่เหนือกว่า แต่กลับมีข่าวร้ายเข้ามาแทรกซึมทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที

เอนซิโซ กองหน้าดาวรุ่งวัย 22 ปี อดีตดาวเตะจากไบรท์ตันที่ปัจจุบันโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับสทราซบูร์ ต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่นาทีที่ 25 ของการแข่งขัน ภาพที่เห็นนักเตะหนุ่มรายนี้ร้องไห้ขณะถูกหามเปลออกจากสนาม สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้รับชมเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือทัวร์นาเมนต์สำคัญที่ปารากวัยไม่ได้สัมผัสมาตั้งแต่ปี 2010

สถานการณ์ จูลิโอ เอนซิโซ บาดเจ็บก่อนลุยบอลโลก

ทางด้าน กุสตาโว อัลฟาโร เฮดโค้ชของทีมได้ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความกังวลว่า “เราหวังว่ามันจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง และเป็นเพียงผลกระทบจากการปะทะเท่านั้น เราต้องการให้เขากลับมาฟิตสมบูรณ์ให้ทันเวลา” โดยอาการบาดเจ็บของนักเตะรายนี้เกิดขึ้นทั้งบริเวณสีข้างและหลังส่วนล่าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกล้ามเนื้อต้นขา ทำให้เจ้าตัวเกรงว่าจะเล่นต่อไม่ไหวจนต้องถอนตัวออกจากสนามในที่สุด

ผลกระทบต่อทีมชาติปารากวัย

การที่ จูลิโอ เอนซิโซ บาดเจ็บก่อนลุยบอลโลก ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการทำทีมของกุสตาโว อัลฟาโร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเอนซิโซคือฟันเฟืองสำคัญในรอบคัดเลือกที่ผ่านมา เขาทำไปถึง 3 ประตูและ 2 แอสซิสต์ นอกจากนี้ฟอร์มการเล่นในระดับสโมสรฤดูกาลล่าสุดที่ทำไปถึง 12 ประตู ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเขาพร้อมแค่ไหนสำหรับเวทีระดับโลกครั้งนี้

ขณะนี้ทีมแพทย์กำลังเร่งประเมินอาการอย่างใกล้ชิดก่อนที่ปารากวัยจะลงสนามนัดแรกพบกับสหรัฐอเมริกาเจ้าภาพ ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ที่ลอสแอนเจลิส แฟนบอลปารากวัยทั่วโลกคงต้องร่วมลุ้นร่วมเชียร์ให้เขาหายทันเวลา เพราะฝีเท้าของพ่อหนุ่มคนนี้คือความหวังหลักที่จะพาทัพปารากวัยไปได้ไกลในเวิลด์คัพครั้งนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นบททดสอบจิตใจครั้งใหญ่ของนักเตะดาวรุ่ง หากเขาพลาดโอกาสนี้ไปก็นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง แต่ในอีกแง่หนึ่ง นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นความสามัคคีของทีมในการก้าวข้ามอุปสรรค หากเขาลงเล่นไม่ได้ ตำแหน่งนี้ใครจะขึ้นมาแทน? นี่คือโจทย์ยากที่โค้ชต้องเร่งแก้ไขในเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ตม.ลุยตรวจ ร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง ปมร้อน รับเฉพาะเงินหยวน

ตม.ลุยตรวจ ร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง ปมร้อน รับเฉพาะเงินหยวน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากมีอินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนออกมาแชร์ประสบการณ์ชวนอึ้งว่า พบร้านอาหารจีนแห่งหนึ่งในย่านห้วยขวางที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาด คือไม่ยอมรับเงินไทย แต่กลับรับเฉพาะเงินหยวนเท่านั้น งานนี้ทำเอาชาวเน็ตไทยถึงกับตั้งคำถามว่าทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ? จนกระทั่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต้องรีบลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงในทันที

เมื่อกระแสข่าวดังกล่าวถูกแชร์ออกไปจนเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ ตม.ลุยตรวจ ร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง ปมร้อน รับเฉพาะเงินหยวน ขึ้นมาทันที โดยเจ้าหน้าที่ได้วางแผนตรวจสอบร้านอาหารเป้าหมายย่านถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ซึ่งพบว่าเป็นร้าน “ซินซิน หลานโจว นู้ดเดิ้ล” เพื่อดูว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่

สรุปผลการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย

จากการปฏิบัติการร่วมกันระหว่าง กก.สืบสวน บก.ตม.1 ร่วมกับกรมการจัดหางานและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เจ้าหน้าที่ได้ยกระดับการตรวจค้นร้านอาหารในบริเวณดังกล่าวรวมกว่า 5 ร้าน ซึ่งผลการดำเนินงานมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • พบต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายรวม 6 ราย
  • ในร้านที่เป็นประเด็น ตรวจพบผู้กระทำผิดฐานหลบหนีเข้าเมือง 1 ราย
  • ตรวจพบความผิดตาม พ.ร.ก. การทำงานของบุคคลต่างด้าวอีก 1 ราย
  • ในส่วนของการจดทะเบียนบริษัท ทางเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีการทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายไทยหรือไม่

เหตุการณ์ ตม.ลุยตรวจ ร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง ปมร้อน รับเฉพาะเงินหยวน ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของร้านอาหารร้านเดียว แต่สะท้อนให้เห็นว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ความสำคัญกับการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติเปิดธุรกิจเป็นจำนวนมาก เพื่อป้องกันการละเมิดกฎหมายและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง

หากเพื่อนๆ พบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย การทำธุรกิจที่ไม่โปร่งใส หรือพบเบาะแสแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในละแวกที่พักอาศัย อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายไทยคือสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเท่าเทียม หากพบเบาะแสสามารถโทรแจ้งสายด่วน 1178 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

แม้ว่าการทำธุรกิจกับชาวต่างชาติจะเป็นเรื่องดีที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การเคารพกฎหมายและใช้สกุลเงินบาทตามที่กฎหมายกำหนดถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ เราหวังว่าเหตุการณ์ ตม.ลุยตรวจ ร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง ปมร้อน รับเฉพาะเงินหยวน ในครั้งนี้จะช่วยเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ประกอบการทุกรายหันมาตรวจสอบการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้อง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนและราบรื่นในสังคมไทยครับ

ที่มา – ตม.ลุยตรวจ ร้านอาหารจีนย่านห้วยขวาง ปมร้อน รับเฉพาะเงินหยวน เงินไทยไม่รับ

เปิดโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ สร้างวัคซีนออนไลน์ให้ประชาชน

ในยุคที่โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันภัยอันตรายจากมิจฉาชีพก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความสูญเสียให้แก่พี่น้องประชาชนจำนวนมาก ล่าสุดทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้มีการเปิดโครงการ ครูต้นแบบไซเบอร์ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการให้ความรู้แก่ประชาชนโดยตรง

เจาะลึกโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ วัคซีนดิจิทัลของคนไทย

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนโครงการนี้ว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่การไล่ตามจับคนร้ายเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับประชาชน นี่คือจุดกำเนิดของ ครูต้นแบบไซเบอร์ ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้ เปรียบเสมือนวัคซีนที่ฉีดเข้าไปสร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ให้กับคนในชุมชน

ทำไมถึงต้องมีโครงการครูต้นแบบไซเบอร์?

การให้ความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์อาจไม่เพียงพอในบางกลุ่มเป้าหมาย โครงการนี้จึงเน้นการทำงานแบบ Face-to-Face หรือการลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชน เพื่อพูดคุย ให้คำแนะนำ และเตือนภัยอย่างเข้าถึงตัว โดยสิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากการอบรมจากครูต้นแบบ มีดังนี้:

  • เทคนิคการสังเกตกลโกงมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ๆ
  • วิธีตั้งค่าความปลอดภัยบนสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย
  • ขั้นตอนการแจ้งเหตุเมื่อตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์
  • การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม

โครงการ ครูต้นแบบไซเบอร์ นี้จะมีการจัดอบรมต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุมชนสัมพันธ์กว่า 1,498 คน จากสถานีตำรวจทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ถือเป็นการบูรณาการที่เข้าถึงจุดอ่อนและปัญหาจริงของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุด

ในภาพรวม การสร้างสังคมที่รู้เท่าทันภัยออนไลน์เป็นหน้าที่ของทุกคน แต่การมีกำลังหลักอย่างตำรวจมืออาชีพลงไปให้ความรู้ถึงหน้าบ้าน จะช่วยยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยขึ้นอย่างมหาศาล หากท่านพบเห็นกิจกรรมของโครงการนี้ในชุมชน อย่าลืมเข้าไปขอรับการอบรม เพราะความรู้เหล่านี้คือวัคซีนที่คุ้มครองเงินในกระเป๋าของคุณได้ดีที่สุดครับ

ที่มา – เปิดโครงการ “ครูต้นแบบไซเบอร์” มุ่งสร้างวัคซีนออนไลน์ถึงตัวประชาชน ลดปัญหาถูกหลอกลวง

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 7 มิถุนายน 2569

สวัสดีครับทุกคน! สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางหรือต้องใช้รถใช้ถนนเป็นประจำ ไม่ควรพลาดการอัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 7 มิถุนายน 2569 อย่างเด็ดขาด เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าราคาน้ำมันในแต่ละวันนั้นมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อให้คุณวางแผนค่าใช้จ่ายได้แม่นยำ วันนี้เราจึงขอสรุปข้อมูลราคาน้ำมันจากปั๊มชื่อดังทั่วไทยไม่ว่าจะเป็น ปตท., บางจาก, เชลล์, พีที, ซัสโก้ และคาลเท็กซ์ มาให้เช็กกันแบบชัดๆ ครับ

อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 7 มิถุนายน 2569

การติดตามข่าวสารเรื่องราคาพลังงานเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะการอัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 7 มิถุนายน 2569 จะช่วยให้ผู้ขับขี่ตัดสินใจได้ว่าจะเติมน้ำมันช่วงไหนถึงจะคุ้มที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้เบนซิน ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ซึ่งราคาขายปลีกอาจแตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละสถานีบริการน้ำมัน

รายละเอียดราคาน้ำมันล่าสุด

สำหรับข้อมูลอัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 7 มิถุนายน 2569 มีรายละเอียดราคาในแต่ละปั๊มดังนี้ครับ:

  • บางจาก: GSH95S EVO อยู่ที่ 42.60 บาท/ลิตร, GSH91S EVO อยู่ที่ 42.23 บาท/ลิตร, ไฮดีเซล S อยู่ที่ 40.80 บาท/ลิตร
  • ปตท.: เบนซิน 52.19 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.60 บาท/ลิตร, ดีเซล 40.80 บาท/ลิตร
  • เชลล์: ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.10 บาท/ลิตร, วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • พีที: แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.60 บาท/ลิตร, ดีเซล 40.80 บาท/ลิตร
  • ซัสโก้: เบนซิน 95 อยู่ที่ 52.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.60 บาท/ลิตร
  • คาลเท็กซ์: แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน 42.60 บาท/ลิตร, ดีเซล เทครอน 40.80 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาที่ปรากฏข้างต้นเป็นเพียงราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ในบางพื้นที่ ดังนั้นก่อนตัดสินใจแวะเติมน้ำมัน แนะนำว่าตรวจสอบราคาที่หน้าตู้จ่ายอีกครั้งเพื่อความถูกต้องนะครับ การประหยัดน้ำมันด้วยการขับขี่รถด้วยความเร็วที่เหมาะสม และการบำรุงรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยลดรายจ่ายในยุคที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนเช่นนี้

ที่มา – อัปเดตราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 7 มิถุนายน 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี น้ององุ่น ตามกฎหมายเยาวชนเคร่งครัด

เป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีการเสียชีวิตของ “น้ององุ่น” เด็กหญิงวัย 7 ขวบในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการโดยเน้นย้ำเรื่อง ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด

เหตุการณ์น่าเศร้านี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อน้ององุ่นได้หายตัวไปจากบ้านพักในอำเภอสังขละบุรี จนกระทั่งมาพบร่างในอีกไม่กี่วันถัดมา ซึ่งจากการสืบสวนอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 7 ทำให้ทราบตัวผู้ก่อเหตุในที่สุด โดยเป็นเรื่องที่น่าตกใจเมื่อพบว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดยังเป็นเยาวชน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษว่า ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด ตามกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็ก

รายละเอียดและบทสรุปของรูปคดี

จากการแถลงการณ์พบว่าเหตุการณ์นี้มีผู้เยาว์สองรายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่:

  • ด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาในคดี “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา”
  • นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ

ความคืบหน้าล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อปิดคดี ทั้งในแง่ของการรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์หลักฐาน โดยยึดหลักความโปร่งใสและยุติธรรมตามคำสั่งของท่าน ผบ.ตร. ที่ว่า ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดข้อผิดพลาดในการดำเนินคดีกับตัวเยาวชนผู้ก่อเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยในการดูแลเด็กและเยาวชน รวมถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมในอนาคต เราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด เพื่อคลี่คลายความเสียใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ที่มา – ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด

ฟังรายการ Off the Ball กับ Grant Stott และ JJ Bull

ฟังรายการ Off the Ball กับ Grant Stott และ JJ Bull

หากคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของรายการวิทยุแนวไลฟ์สไตล์และกีฬาที่เต็มไปด้วยสีสัน คุณไม่ควรพลาดโอกาสในการ ฟังรายการ Off the Ball กับ Grant Stott และ JJ Bull ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตอนที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ รายการนี้ออกอากาศผ่านทาง BBC Radio Scotland โดยนำเสนอการพูดคุยที่สนุกสนาน เจาะลึกกระแสสังคม และสร้างรอยยิ้มให้กับผู้ฟังเสมอมา

ทำไมคุณถึงต้องฟังรายการ Off the Ball กับ Grant Stott และ JJ Bull

รายการนี้โดดเด่นด้วยเคมีที่ลงตัวระหว่างผู้จัดรายการและแขกรับเชิญพิเศษ ในตอนล่าสุดนี้ ฟังรายการ Off the Ball กับ Grant Stott และ JJ Bull ถือเป็นการผสมผสานระหว่างมุมมองกีฬาที่เฉียบขาดกับการแสดงความคิดเห็นเชิงบันเทิงที่หาจากรายการอื่นได้ยาก ทั้งสองท่านได้พาผู้ฟังไปพบกับแง่มุมใหม่ๆ ของโลกฟุตบอลที่นอกเหนือไปจากการแข่งขันในสนาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเบื้องหลังนักเตะ หรือประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่กำลังเป็นไวรัลในโลกโซเชียล

ความพิเศษของแขกรับเชิญและมุมมองในรายการ

ในการดำเนินรายการช่วงนี้ ฟังรายการ Off the Ball กับ Grant Stott และ JJ Bull คุณจะได้พบกับแขกรับเชิญในวงการสื่อและวงการบันเทิงที่จะมาช่วยเติมเต็มความสนุก ทำให้การพูดคุยในช่วงบ่ายวันเสาร์ของคุณไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ร้านกาแฟ ระหว่างเดินทาง หรือพักผ่อนอยู่ที่บ้าน การเปิดฟังรายการนี้จะช่วยให้คุณอัปเดตเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนและเป็นกันเองมากที่สุด

  • การพูดคุยที่เป็นธรรมชาติเหมือนนั่งคุยกับเพื่อน
  • เจาะลึกสถานการณ์ฟุตบอลและกีฬาที่คุณควรรู้
  • มุมมองที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก
  • เพลงและคอนเทนต์ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี

นอกจากเนื้อหาเรื่องฟุตบอลและกีฬาที่เข้มข้นแล้ว รายการยังเน้นความบันเทิงที่เข้าถึงง่าย ทำให้ผู้ฟังทุกกลุ่มสามารถเพลิดเพลินไปกับบทสนทนาได้ หากคุณต้องการพลังบวกและการพักผ่อนที่ผ่อนคลาย เราขอแนะนำให้คุณลองหาเวลาว่างสักช่วงเวลากดติดตามและฟังรายการนี้ดูสักครั้ง รับรองว่าคุณจะติดใจในเสน่ห์ของทั้งคู่

สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน รายการนี้คือ ‘ยาวิเศษ’ ที่ช่วยให้วันหยุดเสาร์หลังจบการทำงานมีความหมายมากขึ้น ด้วยการผสมผสานความรู้ความชำนาญเข้ากับอารมณ์ขัน หากวันนี้คุณยังไม่มีแพลนทำอะไรเป็นพิเศษ ลองให้ Grant และ JJ เป็นเพื่อนคู่คิดและสร้างเสียงหัวเราะให้กับคุณผ่านเสียงวิทยุกันเถอะครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวร้อนแรงว่า กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากพบว่ามีการชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลสำคัญอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

สถานการณ์ล่าสุด: กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กรมสรรพากรได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างอิงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานนั้นถูกต้องตามกฎหมาย และถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ดังนั้น หนี้ภาษีดังกล่าวจึงเป็นภาระที่ต้องเร่งดำเนินการจัดเก็บให้ครบถ้วน

รายละเอียดการดำเนินการเชิงรุกจากภาครัฐ

ทางด้านนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ได้เปิดเผยว่า กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการในหลายขั้นตอน ดังนี้:

  • มีการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ทำการสืบสวนทรัพย์สินทุกประเภทของนายทักษิณทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามทรัพย์สินจากต่างแดน

แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาหรือดำเนินการตามสิทธิอุทธรณ์ในอดีต แต่เมื่อศาลได้ตัดสินให้เป็นที่ยุติแล้ว กรมสรรพากรจึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย ก็เพื่อเป็นแนวทางสุดท้ายหากพบว่ายอดเงินภาษีที่ชำระเข้ามายังไม่เพียงพอต่อยอดการประเมิน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการปฏิบัติกับภาษีอากรในรายอื่นๆ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

มุมมองต่อเหตุการณ์นี้

การดำเนินการของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างบรรทัดฐานความเท่าเทียมทางกฎหมาย หากใครมีหนี้ภาษีต่อแผ่นดินก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะมีสถานะหรือบทบาทอย่างไรในสังคม สำหรับกรณีนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในขั้นสุดท้ายจะมีการชำระหนี้ได้ครบถ้วนหรือไม่ หรือจะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามที่ได้มีการประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างชัดเจน

ที่มา – กรมสรรพากร ขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากชำระภาษีไม่ครบถ้วน