วัน: 6 มิถุนายน 2026

คุมตัว เสือ ดุสิต เข้าเรือนจำ หลังศาลไม่ให้ประกันตัว

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการคุมตัว “เสือ ดุสิต” เข้าเรือนจำ เจ้าตัวยังยิ้มได้ เบ่งกล้ามโชว์เพื่อนที่มาให้กำลังใจ หลังจากที่ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือเสือ ดุสิต โดยเป็นไปตามคำร้องคัดค้านของพนักงานสอบสวน สภ.บางกรวย ที่เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุซ้ำ

คุมตัว “เสือ ดุสิต” เข้าเรือนจำ เจ้าตัวยังยิ้มได้ เบ่งกล้ามโชว์เพื่อนที่มาให้กำลังใจ

เหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่ทำการควบคุมตัวเสือ ดุสิต ขึ้นรถเพื่อส่งไปยังเรือนจำจังหวัดนนทบุรีนั้น สร้างความประหลาดใจให้กับผู้ที่เฝ้าติดตามข่าวเป็นอย่างมาก แม้จะต้องอยู่ในสถานะผู้ต้องขัง แต่เขากลับยังคงยิ้มแย้มและโบกมือทักทายเพื่อนฝูงที่มาให้กำลังใจ พร้อมตะโกนบอกไม่ต้องประกันตัว และแสดงท่าทางเบ่งกล้ามโชว์ เรียกได้ว่าท่าทีของ คุมตัว “เสือ ดุสิต” เข้าเรือนจำ เจ้าตัวยังยิ้มได้ เบ่งกล้ามโชว์เพื่อนที่มาให้กำลังใจ ในครั้งนี้กลายเป็นภาพจำของเหตุการณ์นี้ไปเลยทีเดียว

บทบาทของ กัน จอมพลัง กับการยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียหาย

ทางด้าน “กัน จอมพลัง” ซึ่งเป็นผู้เข้ามาให้ความช่วยเหลือ น.ส.มิรา ผู้เสียหาย ได้ร่วมกับทนายความเดินทางมายังศาลเพื่อติดตามคดีอย่างใกล้ชิด โดยมีการเตรียมพร้อมคัดค้านการประกันตัวหากมีการยื่นอุทธรณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เสียหายจะได้รับความปลอดภัยสูงสุด กัน จอมพลัง ได้ย้ำชัดว่า พฤติกรรมที่ทำร้ายร่างกายผู้หญิงและสร้างความหวาดกลัวเช่นนี้เป็นสิ่งที่สังคมไม่ควรสนับสนุน โดยเฉพาะการที่มีการข่มขู่จะปล่อยคลิปภาพลับของผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นการซ้ำเติมเหยื่อที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งทางร่างกายและจิตใจ

  • ผู้เสียหายยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
  • ไม่มีการหวนกลับไปหา ไม่มีการรีเทิร์นอย่างแน่นอน
  • ได้รับความคุ้มครองและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นหลังจากมีหน่วยงานเข้ามาดูแล

ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี หลังจากนี้จะเป็นกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลต่อไป ซึ่งผู้เสียหายเองก็ได้แสดงความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมและจะเดินหน้าสู้จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้ น.ส.มิรา ยังได้ฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาให้ในช่วงเวลาที่ลำบากที่สุดในชีวิต

บทเรียนในครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า การไม่นิ่งเฉยต่อความรุนแรงและการเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำอย่างถูกวิธี คือกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้น และเป็นกำลังใจให้กับผู้เสียหายทุกคนที่กำลังเผชิญกับอิทธิพลมืดให้กล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความถูกต้องครับ หากคุณหรือคนใกล้ชิดพบเจอกับปัญหาแบบเดียวกัน อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่มีใครสมควรถูกทำร้ายด้วยความรุนแรงครับ

ที่มา – คุมตัว “เสือ ดุสิต” เข้าเรือนจำ เจ้าตัวยังยิ้มได้ เบ่งกล้ามโชว์เพื่อนที่มาให้กำลังใจ

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพรัฐสภาในต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำงานของนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นแลนด์มาร์คท่องเที่ยวที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและมีความเป็นธรรมชาติ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจมาก นั่นคือการ โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมให้สภาเป็นพื้นที่ของประชาชนอย่างแท้จริง

โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

แนวคิดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนต้องการช่องทางทำกิน นายโสภณเล็งเห็นว่าอาคารรัฐสภาไทยมีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีความสวยงามโดดเด่น จึงตั้งใจที่จะปรับภูมิทัศน์ให้เป็นมากกว่าแค่สถานที่ประชุมกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนสามารถนำสินค้ามาวางจำหน่าย ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน และทำให้รัฐสภาไทยกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญไม่แพ้ต่างประเทศอย่างแน่นอน

เปลี่ยนสภาให้เป็นปอดแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ

นอกจากการเปิดโอกาสให้นำสินค้ามาจำหน่ายแล้ว อีกหนึ่งความตั้งใจสำคัญคือการทำให้รัฐสภาไทยเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับทุกคน โสภณ ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ควบคู่ไปกับการจัดพื้นที่ให้เป็นสถานที่ออกกำลังกายและที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวกรุงเทพฯ ถือเป็นการคืนความสุขและพื้นที่ดีๆ ให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่และพลังของจิตอาสาเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว

  • สร้างเศรษฐกิจ: เปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ
  • แลนด์มาร์คใหม่: ยกระดับรัฐสภาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและจุดเช็คอินของเมือง
  • ปอดของเมือง: พัฒนาพื้นที่สีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ได้มาออกกำลังกาย

การเดินหน้าในครั้งนี้ นายโสภณเน้นย้ำเรื่องความใกล้ชิดระหว่างรัฐสภากับประชาชน ในยุคที่ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับวาทกรรมทางการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการเห็นการทำงานที่จับต้องได้ ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพต้องเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ และทำประโยชน์ให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ในท้ายที่สุด โครงการนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการปฏิรูปบทบาทสภาให้มีความเป็นมิตรและเปิดกว้างมากขึ้น สำหรับใครที่เป็นพ่อค้าแม่ค้าหรือชาวชุมชนที่อยากมีพื้นที่โปรโมทสินค้า การติดตามข่าวสารจากทางรัฐสภาในระยะถัดไปนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและสร้างความหวังให้กับทุกคนที่ต้องการเห็นเศรษฐกิจในพื้นที่ขยับตัวได้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ที่มา – “โสภณ” ผุดโปรเจกต์ เปิดรัฐสภาให้ประชาชนนำสินค้ามาขาย ตั้งใจให้เป็นแลนด์มาร์คแบบรัฐสภาต่างประเทศ

เจ้าของสวนกับสายตัดทุเรียน ดวลปืนสนั่นดับ 1 เจ็บ 3

เจ้าของสวนกับสายตัดทุเรียน ดวลปืนสนั่นดับ 1 เจ็บ 3

เหตุการณ์สุดระทึกขวัญที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในฤดูกาลทำสวน เมื่อเกิดเหตุ เจ้าของสวนกับสายตัดทุเรียน ดวลปืนสนั่นดับ 1 เจ็บ 3 ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งสร้างความตกใจให้กับชาวสวนในละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ภายในสวนทุเรียน ก่อนจะบานปลายกลายเป็นความรุนแรงที่มีการใช้อาวุธปืนเข้าตัดสินปัญหาจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย

จากการรายงานพบว่าชนวนเหตุสำคัญของ เจ้าของสวนกับสายตัดทุเรียน ดวลปืนสนั่นดับ 1 เจ็บ 3 รายนี้ มาจากปัญหาความไม่เข้าใจกันเรื่องผลผลิตทุเรียน โดยฝั่งเจ้าของสวนมีความเห็นไม่ตรงกับทีมงานตัดเรื่องทุเรียนหล่นปนกับทุเรียนที่ตัด และปัญหาผลผลิตเสียหายเนื่องจากการเข้ามาตัดที่ล่าช้า ซึ่งความสะสมของปัญหาความขัดแย้งในรอบก่อนๆ ทำให้บรรยากาศการเจรจาในวันนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น

สาเหตุแห่งความขัดแย้งที่จบด้วยความสูญเสีย

ท่ามกลางคนงานกว่า 20 ชีวิตที่อยู่ในเหตุการณ์ เสียงปืนดังขึ้นหลายนัดจนทุกคนต้องวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ผลจากการ เจ้าของสวนกับสายตัดทุเรียน ดวลปืนสนั่นดับ 1 เจ็บ 3 ในครั้งนี้ นำมาซึ่งความสูญเสียครั้งใหญ่ นายจิตติพัฒน์ หรือเถ้าแก่เจ้าของสวนผู้ล่วงลับเสียชีวิตหลังจากถูกยิงที่ศีรษะ ในขณะที่ฝั่งทีมสายตัดและลูกหลานต่างได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเป็นบทเรียนที่ราคาแพงเกินกว่าจะประเมินค่าได้

  • ตรวจสอบปลอกกระสุนปืนขนาด 11 มม. และ 9 มม. ในที่เกิดเหตุรวม 14 ปลอก
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคลในเหตุการณ์
  • ผู้บาดเจ็บทั้ง 3 รายยังอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

หลายคนในละแวกนั้นต่างกล่าวถึงนายจิตติพัฒน์ว่าแม้จะเป็นคนปากร้ายและพูดจาตรงไปตรงมาจนบางครั้งดูเหมือนโผงผาง แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนจิตใจดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจสำหรับคนในพื้นที่อย่างมาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งเบญจา กำลังเร่งสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด

การทำธุรกิจหรือการร่วมงานกันในสวนทุเรียน ควรตั้งอยู่บนความประนีประนอมและการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อลดความขัดแย้ง เพราะท้ายที่สุดแล้วความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหาให้จบลงได้ มีแต่จะสร้างความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและครอบครัว หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยด้วยสติมากกว่าการใช้กำลังตัดสิน

ที่มา – เจ้าของสวนกับสายตัดทุเรียน ดวลปืนสนั่นดับ 1 เจ็บ 3 ลูกน้อง-คนงาน หนีตายจ้าละหวั่น

วิธีที่การดูบอลโลกอาจทำให้เกิดไฟฟ้ากระชากช่วงกลางดึก

วิธีที่การดูบอลโลกอาจทำให้เกิดไฟฟ้ากระชากช่วงกลางดึก

คุณเคยสงสัยไหมว่า การเชียร์บอลคู่ดึกจะส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าในบ้านเราอย่างไร? ล่าสุด บริษัทผู้ดูแลเครือข่ายไฟฟ้าในสหราชอาณาจักรออกมาเตือนว่า การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกอาจทำให้เกิดการดูบอลโลกที่อาจทำให้เกิดไฟฟ้ากระชากช่วงกลางดึกอย่างไม่คาดคิด ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้จากการที่ผู้คนพร้อมใจกันเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาแปลกๆ

ทำไมการดูบอลโลกที่อาจทำให้เกิดไฟฟ้ากระชากช่วงกลางดึกถึงน่ากังวล

โดยปกติแล้ว ช่วงเวลาดึกหรือเช้ามืดจะเป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำที่สุด แต่ด้วยตารางแข่งขันฟุตบอลโลกที่บางคู่ลงสนามตี 2 หรือดึกกว่านั้น ทำให้เกิดความผันผวนของพลังงานอย่างชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแข่งขันแต่ละนัดอาจทำให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นถึง 600MW ซึ่งเทียบเท่ากับความต้องการใช้ไฟฟ้าของเมืองใหญ่อย่างกลาสโกว์และลีดส์รวมกันเลยทีเดียว

พฤติกรรมระหว่างการแข่งขันที่เป็นต้นเหตุ

นอกจากการเปิดโทรทัศน์พร้อมกันนับล้านเครื่องแล้ว ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดการดูบอลโลกที่อาจทำให้เกิดไฟฟ้ากระชากช่วงกลางดึก ก็คือพฤติกรรมระหว่างพักครึ่ง เช่น:

  • การต้มน้ำเพื่อชงกาแฟหรือชาจิบแก้่วง
  • การเปิด-ปิดตู้เย็นเพื่อหยิบขนมและเครื่องดื่ม
  • การเปิดไมโครเวฟเพื่ออุ่นอาหารว่าง

เหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การกระชากของกระแสไฟฟ้าในระดับที่ระบบต้องเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ เหมือนที่คุณกำลังดื่มด่ำกับเกมการแข่งขัน แต่เบื้องหลังหน้าจอคือการทำงานหนักของวิศวกรไฟฟ้าในการรักษาสมดุลของระบบจ่ายไฟ

ย้อนกลับไปในอดีต เราเคยเห็นการพุ่งสูงขึ้นของพลังงานถึง 2,800MW ในช่วงดวลจุดโทษฟุตบอลโลกปี 1990 ซึ่งเทียบเท่ากับกาน้ำร้อนกว่าล้านใบทำงานพร้อมกัน! อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเรามีความโชคดีว่าเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าก้าวหน้าไปมาก และทีวีสมัยใหม่ก็ประหยัดพลังงานกว่าอดีตอย่างมหาศาล โดยคาดว่าไฟฟ้าระหว่างการชมบอลโลกครั้งนี้กว่า 40-50% จะมาจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม

แม้วิศวกรจะเตรียมรับมือด้วยแบตเตอรี่สำรองขนาดใหญ่และโซลูชันด้านพลังงานน้ำ แต่พวกเราในฐานะผู้ชมก็ควรตระหนักถึงการใช้ไฟฟ้าอย่างเหมาะสม การเตรียมตัวล่วงหน้าหรือจัดการเวลาให้ดีก็ช่วยลดภาระของระบบเครือข่ายไฟฟ้าในช่วงเวลาสำคัญได้เช่นกัน ไม่ว่าทีมไหนจะชนะหรือแพ้ สิ่งสำคัญคือการได้มีส่วนร่วมกับเกมโดยไม่ทำลายเสถียรภาพของพลังงานในระดับชาติ

ถ้าคุณเป็นคอบอลตัวจริง อย่าลืมวางแผนการรีฟิลขนมและเครื่องดื่มในช่วงพักครึ่งให้ดี เพื่อช่วยกันประหยัดพลังงานและผ่านการแข่งขันนี้ไปได้อย่างราบรื่นครับ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“ต่อศักดิ์” พ้อโดนโจมตี ยันไม่มีเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร “ชัชชาติ” รับ “อากง” เสียกำลังใจ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ “ต่อศักดิ์” พ้อโดนโจมตี ยันไม่มีเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร “ชัชชาติ” รับ “อากง” เสียกำลังใจ หลังจากที่มีการออกมาแฉถึง “ระบอบอากง” และการซื้อขายตำแหน่งในที่ทำงาน ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับความเชื่อมั่นในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

“ต่อศักดิ์” พ้อโดนโจมตี ยันไม่มีเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร “ชัชชาติ” รับ “อากง” เสียกำลังใจ

นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงกรณีที่ถูกพาดพิงถึงระบอบอากง โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น 100% และปฏิเสธข่าวลือเรื่องการมีเซฟเฮ้าส์ที่ย่านสุทธิสารเพื่อเก็บโทรศัพท์ผู้ใต้บังคับบัญชาเอาไว้อย่างสิ้นเชิง โดยเขากล่าวติดตลกว่า “เมียดุจะตาย จะกล้าไปมีเซฟเฮ้าส์ที่ไหน” พร้อมยืนยันว่าในการทำงานร่วมกันมีการสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มที่ ไม่มีการปิดกั้นหรือยึดเครื่องมือสื่อสารแน่นอน

เบื้องลึกความสัมพันธ์และการทำงานภายใต้ “ระบอบอากง”

สำหรับประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีการเชื่อมโยงว่าระบอบอากงคือตัวเขา นายต่อศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะตนมีอายุมากและมักจะดูแลน้องๆ เหมือนหลานในโรงงานหรือที่ทำงาน ทำให้ได้รับฉายาว่า “อากง” ซึ่งเขาเองก็แปลกใจที่มีการตีความไปในเชิงลบถึงขั้นเรื่องการทุจริต

  • การปฏิเสธเรื่องการซื้อขายตำแหน่งอย่างเด็ดขาด
  • การเปิดเผยว่าใช้เทคโนโลยี Notebook LM ในการประชุมมานานกว่าหนึ่งปี
  • ความเห็นใจจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่ออกมาให้กำลังใจ

ทางด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แม้จะยอมรับว่า “อากง” หรือนายต่อศักดิ์มีความเสียกำลังใจจากการถูกโจมตี แต่ก็ได้ให้คำแนะนำว่าต้องยึดมั่นในความจริงและสู้ต่อ เพราะการเมืองที่ดีย่อมต้องเริ่มต้นจากความซื่อสัตย์ การออกมาเคลื่อนไหวของฝ่ายกฎหมายในอนาคตจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองต่อไป

ท้ายที่สุด การเมืองควรเป็นเรื่องของการแข่งขันทางนโยบายที่สร้างสรรค์ มากกว่าการนำเรื่องราวที่ไม่มีมูลความจริงมาโจมตีกัน การถกเถียงด้วยเหตุผลและหลักฐานคือทางออกเดียวที่จะทำให้ภาคประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในตัวนักการเมืองอีกครั้ง “ต่อศักดิ์” พ้อโดนโจมตี ยันไม่มีเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร “ชัชชาติ” รับ “อากง” เสียกำลังใจ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการทำงานการเมืองในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่สะพัดรวดเร็ว

ที่มา – “ต่อศักดิ์” พ้อโดนโจมตี ยันไม่มีเซฟเฮ้าส์สุทธิสาร “ชัชชาติ” รับ “อากง” เสียกำลังใจ

“ชัชชาติ” ลั่นถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว หลังถูกแฉ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ “ชัชชาติ” ลั่นถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว หลัง “คริส” แฉระบบอากง ย้ำซื้อขายตำแหน่งรับไม่ได้ โดยประเด็นดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่ นายคริส โปตระนันท์ ออกมาตั้งคำถามถึงระบบอากงและกระบวนการซื้อขายตำแหน่งในกทม.

“ชัชชาติ” ลั่นถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว หลัง “คริส” แฉระบบอากง ย้ำซื้อขายตำแหน่งรับไม่ได้

ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาเรื่องระบบอากงนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และอากงที่ถูกกล่าวถึงอาจเป็นเพียงการสื่อสารที่เข้าใจผิด เพราะในทีมทำงานเน้นใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการจัดการข้อมูลมากกว่าการใช้อำนาจมืด ท่านยังย้ำอีกว่า “ชัชชาติ” ลั่นถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว หลัง “คริส” แฉระบบอากง ย้ำซื้อขายตำแหน่งรับไม่ได้ เพราะการทุจริตถือเป็นหายนะของการบริหารงานภาครัฐ

เปิดมุมมองการบริหารภายใต้ความโปร่งใส

ในการทำงานของกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติเน้นย้ำถึงหลักธรรมาภิบาล โดยการโยกย้ายตำแหน่งต่างๆ พิจารณาจากความสามารถและผลงานเป็นหลัก ไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์หรือการซื้อขายตำแหน่งตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนกรณีของ “ระบบอากง” นั้น ท่านมองว่าเป็นเรื่องตลก เพราะในทางปฏิบัติ ทีมงานทุกคนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีในการประชุมและสื่อสารกันอย่างชัดเจน

  • ไม่มีการใช้ระบบอิทธิพลหรือระบบอากงในการบริหารกทม.
  • การโยกย้ายผู้อำนวยการเขตมีเกณฑ์คะแนนชัดเจน (ผลงาน 30 คะแนน, ประสบการณ์ 50 คะแนน, และจริยธรรม 10 คะแนน)
  • ทีมผู้บริหารมุ่งเน้นการตรวจสอบโดย สก. ทุกพรรคการเมือง เพื่อความเป็นธรรม

ท้ายที่สุด การทำงานภายใต้การจับตามองของสังคมในรูปแบบ Check and Balance คือสิ่งที่ทำให้กทม. เดินหน้าไปต่อได้ หาก “ชัชชาติ” ลั่นถ้าทุจริตจริงคงตายไปนานแล้ว หลัง “คริส” แฉระบบอากง ย้ำซื้อขายตำแหน่งรับไม่ได้ นั่นเพราะท่านเชื่อมั่นในการยืนหยัดด้วยความสุจริต การเมืองท้องถิ่นที่จะเติบโตได้ต้องอาศัยความโปร่งใสและการยอมรับในหลักการทำงานที่เป็นธรรม มากกว่าการใส่ร้ายป้ายสีด้วยประเด็นที่ไม่เป็นความจริง

ที่มา – “ชัชชาติ” ลั่นถ้าทุจริตจริง คงตายไปนานแล้ว หลัง “คริส” แฉระบบอากง ย้ำซื้อขายตำแหน่งรับไม่ได้

‘ชัชชาติ’ ควง ‘แสนดี’ อ้อนฝั่งธนฯ กางแผนชูนโยบายสูงวัย ไฟฟ้าส่องสว่าง

บรรยากาศการหาเสียงกรุงเทพมหานครเริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ได้ลงพื้นที่เขตจอมทองและบางขุนเทียน พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการควงลูกชายคนเก่งอย่าง “น้องแสนดี” มาช่วยเดินสายหาเสียงด้วย ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

‘ชัชชาติ’ ควง ‘แสนดี’ อ้อนฝั่งธนฯ กางแผนชูนโยบายสูงวัย ไฟฟ้าส่องสว่าง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ‘ชัชชาติ’ ควง ‘แสนดี’ อ้อนฝั่งธนฯ กางแผนชูนโยบายสูงวัย ไฟฟ้าส่องสว่าง โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเป็นหลัก นายชัชชาติมองว่าพื้นที่ฝั่งธนบุรีมีประชากรหนาแน่นและมีสัดส่วนผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องยกระดับการดูแลให้ครอบคลุมและใกล้ชิดยิ่งขึ้น

รายละเอียดนโยบายที่น่าสนใจ

ในการเดินสายพบปะประชาชนครั้งนี้ นายชัชชาติได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตหลายด้าน ดังนี้:

  • ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจร: พัฒนาโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนให้เป็นศูนย์กลางกิจกรรม ลดภาวะติดบ้านติดเตียง
  • ความปลอดภัยในชุมชน: เร่งปรับปรุงระบบไฟฟ้าส่องสว่างในจุดเสี่ยง เพื่อให้คนในชุมชนเดินทางได้อย่างปลอดภัยในยามค่ำคืน
  • เศรษฐกิจชุมชน: ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้คนวัยเก๋าได้มีกิจกรรมทำร่วมกับเพื่อนในวัยเดียวกัน

สำหรับการลงพื้นที่ของน้องแสนดี นายชัชชาติเผยว่าเป็นกำลังใจที่สำคัญมาก แม้จะมีความกังวลเรื่องข้อกฎหมายในช่วงแรก แต่เมื่อทีมกฎหมายยืนยันว่าบุตรสามารถช่วยบิดาหาเสียงได้ จึงอนุญาตให้ลูกชายมาช่วยเดินสายทักทายประชาชน นอกจากนี้ นายชัชชาติยังให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องป้ายหาเสียงหรือการโฆษณาต่างๆ ที่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและไม่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกินความจำเป็น

ในส่วนของปัญหาโครงการเขื่อนสลายกำลังคลื่นบางขุนเทียน นายชัชชาติชี้แจงว่าเนื่องจากเป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว การเปลี่ยนแผนกะทันหันอาจกระทบต่อรักษาหน้าดิน ทีมงานจึงเน้นการทำงานที่เป็นไปได้จริงและรวดเร็วที่สุดเพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การลงพื้นที่ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของนายชัชชาติในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของกทม. ทั้งในเรื่องของผู้สูงอายุและสวัสดิภาพของคนในชุมชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมได้อย่างเต็มรูปแบบเพียงใด ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ผู้สมัครทุกท่านให้ความเคารพในกติกาและยึดมั่นในประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งครับ

ที่มา – ‘ชัชชาติ’ ควง ‘แสนดี’ อ้อนฝั่งธนฯ กางแผนชูนโยบายสูงวัย ไฟฟ้าส่องสว่าง

เจาะลึกปรากฏการณ์ ปลิงทะเลสีชมพู เกลื่อนหาดสวนสน จ.ระยอง

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับพี่น้องชาวระยองและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เมื่อมีรายงานการพบ ปลิงทะเลสีชมพู เกยตื้นเต็มชายหาดสวนสน จังหวัดระยอง สร้างความสงสัยให้กับผู้ที่พบเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบนิเวศทางทะเลของเรากันแน่ ทำไมถึงมีสัตว์น้ำชนิดนี้ขึ้นมาอยู่บนหาดจำนวนมหาศาลแบบนี้

เกิดอะไรขึ้นกับ ปลิงทะเลสีชมพู ที่หาดสวนสน?

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่ามี ปลิงทะเลสีชมพู ตัวน้อยขนาดเท่านิ้วโป้งผุดขึ้นมาเกลื่อนหาดเป็นระยะทางยาวกว่า 100 เมตร ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและกังวลใจให้กับทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาพักผ่อนในวันหยุด โดยปกติแล้วบริเวณหาดสวนสนเราจะคุ้นเคยกับการเห็นกุ้งตัวเล็กหรือเปลือกหอยตามธรรมชาติ แต่การปรากฏตัวของเจ้าสัตว์ทะเลสีชมพูรูปร่างประหลาดนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

มุมมองจากชาวประมงต่อการพบ ปลิงทะเลสีชมพู

นายวิชิต ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ได้วิเคราะห์ว่า สัตว์ชนิดนี้คือปลิงทะเลชนิดหนึ่งที่ชาวประมงเรียกว่า “ปลิงลูกยอ” โดยปกติมันจะอาศัยอยู่ตามแนวปะการัง การที่มันถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้นจำนวนมากเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่น่ากังวลว่าระบบนิเวศใต้น้ำอาจกำลังประสบปัญหาความเสื่อมโทรม หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและมรสุมในช่วงหน้าฝนที่พัดพาพวกมันเข้ามา

ด้านนักวิชาการจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำทะเลไปตรวจสอบคุณภาพ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด แต่ในขณะนี้ได้ฝากเตือนไปยังประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคนดังนี้:

  • ห้ามจับ: สัมผัสโดยตรงอาจทำให้เกิดอาการแพ้ตามผิวหนังได้
  • ห้ามเหยียบ: เพื่อความปลอดภัยของสัตว์ทะเล เพราะหลายตัวยังไม่ตาย หากคลื่นซัดกลับไปพวกมันอาจรอดชีวิตได้
  • สังเกตการณ์อยู่ห่างๆ: ให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของมันและรอผลสรุปจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญต่อไป

ปรากฏการณ์ ปลิงทะเลสีชมพู ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราหันกลับมามองและใส่ใจคุณภาพของท้องทะเลไทยให้มากขึ้น แม้เบื้องต้นอาจเป็นเหตุผลทางธรรมชาติจากมรสุม แต่การป้องกันไม่ให้มลพิษหลุดรอดลงสู่ทะเลเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อไม่ให้สัตว์ทะเลต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้อีกในอนาคต

ที่มา – “ปลิงทะเลสีชมพู” เกลื่อนหาดสวนสน จ.ระยอง นักวิชาการ เตือนห้ามจับ-ห้ามเหยียบ

ศุภมาส ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เชิงรุกช่วยผู้บริโภค

ศุภมาส ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เชิงรุกช่วยผู้บริโภค

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคผ่านแนวทางใหม่ที่เรียกว่า “ศุภมาส” ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เผยผลงาน 2 เดือน เชิงรุก-บูรณาการช่วยเหลือผู้บริโภค โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับเรื่องร้องเรียน มาเป็นการรุกเข้าถึงปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในยุคที่การซื้อขายสินค้าออนไลน์ทำได้ง่ายขึ้น แต่ก็แฝงมาด้วยภัยร้ายที่เสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบ

ก้าวสำคัญด้วยแนวทาง สคบ. พลัส

แนวคิด “สคบ. พลัส” ที่นางสาวศุภมาสได้ประกาศออกมานั้น ยึดหลักการทำงานที่ต้อง “รวดเร็ว เชิงรุก เด็ดขาด และพึ่งพาได้” ซึ่งเห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนในกรณีที่เป็นกระแสสังคม เช่น ปัญหาการร้องเรียนรถยนต์ EV ยี่ห้อ Volvo EX30 หรือการผิดสัญญาซื้อขายบ้านน็อกดาวน์ ซึ่ง สคบ. ไม่ได้เพียงแค่รับเรื่อง แต่ได้ประสานงานและดำเนินการฟ้องคดีแพ่งเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้บริโภคทั้งในส่วนของเงินค่าสินค้า ดอกเบี้ย รวมถึงค่าเสียหายจากการลงโทษผู้ประกอบการที่เอาเปรียบ

รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้การคุ้มครองสิทธิเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องหรือสินค้าไม่ได้มาตรฐาน สคบ. ภายใต้การกำกับดูแลของนางสาวศุภมาสได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อให้การจัดการปัญหาเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จและรวดเร็วที่สุด

  • เชิงรุก: เดินหน้าตรวจสอบและเข้าถึงปัญหาโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนร้องเรียนเพียงอย่างเดียว
  • เด็ดขาด: ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ประกอบธุรกิจที่ทุจริตหรือทำผิดสัญญาอย่างจริงจัง
  • พึ่งพาได้: สร้างระบบที่ผู้บริโภครู้สึกปลอดภัยและมีที่พึ่งยามถูกเอาเปรียบ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักดัน “กฎหมาย Lemon Law” เพื่อเข้ามาดูแลสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเข้ามาเป็นเกราะป้องกันชั้นดีให้กับประชาชน ทั้งในเรื่องการเปลี่ยนสินค้า การซ่อมแซม และการเชื่อนระยะเวลาชำระหนี้ในกรณีที่เป็นสินค้าเช่าซื้อ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ศุภมาส” ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เผยผลงาน 2 เดือน เชิงรุก-บูรณาการช่วยเหลือผู้บริโภค คือความตั้งใจจริงที่จะเปลี่ยนโฉมการคุ้มครองสิทธิในประเทศไทยให้เหนือระดับไปอีกขั้น

ในฐานะผู้บริโภค เราควรหมั่นศึกษาข้อมูลและสิทธิของตนเองไว้เสมอ และหากพบความไม่ปกติในการซื้อขายสินค้า อย่าลังเลที่จะติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะปัจจุบันภาครัฐได้เปิดช่องทางที่รวดเร็วและพร้อมให้คำปรึกษาแก่ทุกคนแล้ว การที่ “ศุภมาส” ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เผยผลงาน 2 เดือน เชิงรุก-บูรณาการช่วยเหลือผู้บริโภค ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลกำลังเดินมาถูกทางในการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนไทย

ที่มา – “ศุภมาส” ชูบทบาทใหม่ สคบ. พลัส เผยผลงาน 2 เดือน เชิงรุก-บูรณาการช่วยเหลือผู้บริโภค