วัน: 9 มิถุนายน 2026

กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ

โอกาสทองสำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันอยากทำงานในหน่วยงานสืบสวนสอบสวนชั้นนำของไทยมาถึงแล้ว เมื่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ ประจำปี 2569 เพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งว่างรวมทั้งสิ้น 68 อัตรา ถือเป็นการเปิดรับสมัครที่น่าสนใจมากสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวเข้าสู่เส้นทางราชการในสายงานคดีพิเศษ

รายละเอียดการรับสมัคร กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ

สำหรับการรับสมัครในรอบนี้ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้กำหนดช่วงเวลาเปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ https://dsi.thaijobjob.com ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ซึ่งถือว่าสะดวกมากสำหรับผู้ที่สนใจสมัครงาน โดยตำแหน่งที่เปิดรับแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

ตำแหน่งที่เปิดรับใน กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ ครั้งนี้

  • เจ้าหน้าที่คดีพิเศษปฏิบัติการ (ด้านปฏิบัติการพิเศษ, ด้านกิจการต่างประเทศ, ด้านการเงินการธนาคาร, ด้านเทคโนโลยีฯ และทั่วไป) รวมกว่า 60 อัตรา โดยมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ 18,150 – 19,970 บาท
  • ตำแหน่งสายงานสนับสนุน ได้แก่ พนักงานธุรการปฏิบัติงาน, เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน และเจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน เงินเดือนเริ่มต้น 13,920 – 15,320 บาท

เงื่อนไขสำคัญที่ผู้สมัครต้องทราบคือ สำหรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่คดีพิเศษปฏิบัติการ ผู้สมัครจำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับงานของ DSI มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปีนับตั้งแต่สำเร็จการศึกษา ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจในกระบวนการทำงานจริง

การสอบในครั้งนี้จะใช้การสอบข้อเขียนแบบปรนัยรวม 200 คะแนน เพื่อวัดความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ดังนั้นหากใครที่กำลังมองหาโอกาสเติบโตในสายงานนี้ ควรเร่งเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบที่กำลังจะมาถึง

การได้เป็นส่วนหนึ่งของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นอกจากจะได้รับความมั่นคงในอาชีพราชการแล้ว คุณยังมีโอกาสได้ใช้ความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคม หากคุณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศ อย่าพลาดโอกาสนี้เด็ดขาด เพราะตำแหน่งดีๆ แบบนี้ไม่ได้เปิดรับบ่อยครั้งครับ

ที่มา – กรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดสมัครสอบแข่งขันบรรจุราชการ ตำแหน่งว่างครั้งแรก 68 อัตรา

ประธาน กกต. เผยขั้นตอนประเมินผลงาน “แสวง” รอความเห็นกฤษฎีกาตีความ ปัดดันเลขาฯ กกต. เป็นหนังหน้าไฟ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยล่าสุด นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับ ประธาน กกต. เผยขั้นตอนประเมินผลงาน “แสวง” รอความเห็นกฤษฎีกาตีความ ปัดดันเลขาฯ กกต. เป็นหนังหน้าไฟ เพื่อความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักข้อกฎหมายที่ถูกต้อง

ประธาน กกต. เผยขั้นตอนประเมินผลงาน “แสวง” รอความเห็นกฤษฎีกาตีความ ปัดดันเลขาฯ กกต. เป็นหนังหน้าไฟ

สำหรับการประเมินผลงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. นั้น ทางประธาน กกต. เปิดเผยว่าขณะนี้ต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตีความอำนาจหน้าที่ของ กกต. แต่ละชุดว่ามีสิทธิ์ในการประเมินผลงานอย่างไรบ้าง เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบที่วางไว้ โดย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนจะทำอย่างรอบคอบที่สุด

บทบาทของเลขาฯ กกต. กับกระแสหนังหน้าไฟ

หลายคนตั้งคำถามว่า นายแสวง บุญมี ตกอยู่ในสถานะ ประธาน กกต. เผยขั้นตอนประเมินผลงาน “แสวง” รอความเห็นกฤษฎีกาตีความ ปัดดันเลขาฯ กกต. เป็นหนังหน้าไฟ จริงหรือไม่ ซึ่งประธาน กกต. ปฏิเสธประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยชี้แจงว่าเลขาธิการ กกต. ทำหน้าที่ในบทบาทของท่านเองตามที่กฎหมายมอบหมาย ไม่ได้มีการผลักให้ใครไปรับหน้าแทนทั้งสิ้น ซึ่งการทำงานในคณะกรรมการเป็นการรับผิดชอบร่วมกัน

  • ความคืบหน้าเรื่องการประเมินผลงานเลขาธิการ กกต.
  • การขอคำปรึกษาจากกฤษฎีกาเพื่อความถูกต้องทางกฎหมาย
  • ความชัดเจนเรื่องคดีฮั้ว สว. ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการประเมิน

นอกจากนี้ ประธาน กกต. ยังให้ความมั่นใจว่า ต่อให้ผลการประเมินจะเป็นอย่างไร ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อคดีความสำคัญอย่างคดีฮั้ว สว. อย่างแน่นอน ย้ำว่า ประธาน กกต. เผยขั้นตอนประเมินผลงาน “แสวง” รอความเห็นกฤษฎีกาตีความ ปัดดันเลขาฯ กกต. เป็นหนังหน้าไฟ ทั้งหมดเป็นกระบวนการบริหารจัดการภายในที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน ไม่มีการแช่แข็งคดีอย่างที่หลายฝ่ายกังวลใจ

บทเรียนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การทำงานในองค์กรอิสระท่ามกลางสายตาประชาชน ต้องอาศัยทั้งกฎหมาย ความโปร่งใส และการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนหรือข้อครหาในอนาคต เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อกฤษฎีกาตอบกลับมาแล้ว กระบวนการประเมินผลจะมีทิศทางอย่างไรต่อ

ที่มา – ประธาน กกต. เผยขั้นตอนประเมินผลงาน “แสวง” รอความเห็นกฤษฎีกาตีความ ปัดดันเลขาฯ กกต. เป็นหนังหน้าไฟ

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวกรณีข้อพิพาทที่ดินในจังหวัดบุรีรัมย์กันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นที่คนพูดถึงกันมากคือเรื่อง กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง เพื่อไขข้อข้องใจให้กับประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องเอกสารบันทึกการประชุมที่อาจทำให้หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายครับ

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่รุกที่รถไฟ

ทางกรมที่ดินได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายชัย ชิดชอบ เคยเช่าที่ดินเขากระโดงจากการรถไฟฯ นั้น เป็นเรื่องที่มีการทำสัญญาอาศัยจริงในปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่เศษ แต่อย่างไรก็ตาม กรมที่ดินขอยืนยันว่าการออกเอกสารสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าวในส่วนอื่นๆ นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ของการรถไฟฯ แต่อย่างใด

รายละเอียดการตรวจสอบแนวเขตรางรถไฟ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น กรมที่ดินได้แจกแจงรายละเอียดระยะของแนวเขตรางรถไฟเอาไว้ดังนี้ครับ:

  • กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ในพื้นที่เหล่านี้ กรมที่ดินยืนยันว่าไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด และสำหรับกรณี กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง อย่างตรงไปตรงมานั้น ทางกรมฯ ได้ย้ำว่าการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่โดยรอบทำตามระเบียบกฎหมายทุกขั้นตอนครับ

ปัจจุบันปัญหาเรื่องที่ดินที่เป็นข้อพิพาทระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่นั้น ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ประชาชนควรติดตามผลพิจารณาจากศาลจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่ายครับ เราในฐานะผู้ติดตามข่าวสารก็คงต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ตัดสินข้อเท็จจริงในลำดับต่อไป เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องครับ

ที่มา – กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่เคยออกเอกสารสิทธิล้ำที่รถไฟ

“ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อ “ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทหน้าที่การทำงานของรองผู้ว่าฯ กทม. ในทีมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งนางสาวทวิดาก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวอย่างชัดเจนถึงสาเหตุที่ต้องออกมาให้ข้อมูลแทน เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนที่อาจจะเกิดขึ้น

“ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ อ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับบทบาทของนายชัชชาติและนางสาวทวิดาในการบริหารงาน อย่างไรก็ตาม นางสาวทวิดา กมลเวชช ได้อธิบายว่าในฐานะรองประธานคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (บอร์ด กก.) เธอมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการประชุมร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย ซึ่งการที่เธอตอบคำถามแทนบ่อยครั้ง ก็เพราะเธอเป็นผู้มีประสบการณ์นั่งประชุมบอร์ด กทม. มาตลอด 4 ปีเต็ม

เหตุผลเบื้องหลังที่ “ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด

นางสาวทวิดาย้ำว่า สาเหตุที่เธอต้องเป็นคนให้รายละเอียดเรื่องระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อนหลายร้อยขั้นตอนหรือเรื่องที่เกี่ยวกับระบอบอากงนั้น เป็นเพราะความต้องการให้ข้อมูลข่าวสารมีความถูกต้องแม่นยำที่สุด โดยเธอได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าฯ ในส่วนงานดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งการทำงานในทีมของอาจารย์ชัชชาติไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของกระบวนการทำงานที่เป็นระบบชัดเจน

  • การชี้แจงเพื่อป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน
  • ประสบการณ์ในการเข้าประชุมบอร์ด กทม. กว่า 49 ครั้ง
  • ย้ำชัดว่าไม่มีระบอบอากงในการบริหารงาน
  • บทบาทผู้ช่วยที่เน้นการทำงานและทำนโยบายจริง

ท้ายที่สุด การโต้ตอบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของนางสาวทวิดา การที่เธอมีความเข้าใจในระเบียบราชการอย่างลึกซึ้งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของทีมบริหาร กทม. ชุดนี้ ซึ่งประชาชนเองก็ควรจับตาดูการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในระยะยาวต่อไป หากคุณชื่นชอบการติดตามข่าวสารการเมืองที่เจาะลึก อย่าลืมติดตามอัปเดตสถานการณ์สำคัญในกรุงเทพมหานครให้ต่อเนื่องครับ

ที่มา – “ทวิดา” ตอบกลับ “อ.ธนพร” แจงแทนเรื่องระบอบอากง เพราะประชุมบอร์ด กทม. เองตลอด รู้หลักเกณฑ์ชัด

ศาลสหรัฐฯ ชี้ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B มูลค่า 100,000 ดอลลาร์ของทรัมป์ ผิดกฎหมาย

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารการเมืองในสหรัฐฯ คงจะคุ้นเคยกับนโยบายที่เน้นนโยบายเข้มงวดด้านคนเข้าเมืองในสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ล่าสุดมีประเด็นร้อนแรงเกิดขึ้น เมื่อศาลสหรัฐฯ ชี้ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B มูลค่า 100,000 ดอลลาร์ของทรัมป์ ผิดกฎหมาย โดยมองว่าเป็นการจัดเก็บภาษีที่เกินขอบเขตอำนาจบริหารที่ทำได้เอง

ศาลสหรัฐฯ ชี้ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B มูลค่า 100,000 ดอลลาร์ของทรัมป์ ผิดกฎหมาย

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับวีซ่าประเภท H-1B ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับแรงงานทักษะสูง โดยเพิ่มขึ้นไปแตะหลัก 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อราย ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคาเดิมที่เคยจ่ายกันอยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 ดอลลาร์เท่านั้น แน่นอนว่าเรื่องนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติอย่างมหาศาล

ทำไมการขึ้นราคานี้ถึงถูกตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย?

ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ ลีโอ โซโรคิน ได้ให้เหตุผลสำคัญในคำตัดสินว่า แม้รัฐบาลจะพยายามอ้างว่าเป็นบทลงโทษทางการเงินหรือมาตรการจำกัดการเข้าเมือง แต่ในทางปฏิบัติศาลสหรัฐฯ ชี้ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B มูลค่า 100,000 ดอลลาร์ของทรัมป์ ผิดกฎหมาย เพราะมันมีลักษณะเป็น “ภาษี” ซึ่งประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในการประกาศเก็บภาษีเองโดยปราศจากการอนุมัติจากสภาคองเกรส นับเป็นก้าวย่างสำคัญที่ยืนยันว่าถึงแม้จะเป็นผู้นำสหรัฐฯ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน

  • ผลกระทบต่อบริษัทเทคฯ: ธุรกิจสูญเสียโอกาสในการดึงดูดบุคลากรแถวหน้าของโลก
  • การคัดค้านจากหลายรัฐ: อัยการสูงสุดจาก 20 รัฐรวมตัวกันฟ้องคดีนี้
  • ยอดผู้สมัครลดฮวบ: ตั้งแต่ประกาศใช้ มีผู้ชำระค่าธรรมเนียมเพียงแค่ 85 รายเท่านั้น

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร ทางทำเนียบขาวในขณะนั้นเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยระบุว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อไป เพราะเชื่อว่าประธานาธิบดีมีอำนาจในการตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ อย่างไรก็ดี นี่ถือเป็นบทเรียนทางกฎหมายที่น่าสนใจมากว่าด้วยเรื่องของอำนาจบริหารและการใช้อำนาจที่เกินขอบเขต

สำหรับใครที่ติดตามสถานการณ์วีซ่า H-1B คงต้องจับตาดูว่านโยบายเหล่านี้จะถูกปรับเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต เพราะท้ายที่สุดแล้ว การดึงดูดทักษะและความสามารถระดับโลกยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมในสหรัฐฯ ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดก็ตาม

ที่มา – ศาลสหรัฐฯ ชี้ค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B มูลค่า 100,000 ดอลลาร์ของทรัมป์ ผิดกฎหมาย

“ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

“ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนกรุงเทพฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการตรวจสอบการทุจริตในโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ล่าสุด “แบงค์ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” สส. กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ด้วยการตั้งคำถาม 12 ข้อ เพื่อให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชี้แจงให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าบทสรุปของเรื่องนี้อาจจบลงเพียงแค่ค่าปรับ 600 บาทเท่านั้น

เปิดปม “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการตั้งคำถามเชิงรุกถึงกระบวนการสอบสวนที่ผ่านมา โดยศุภณัฐระบุว่า ตนเองไม่สามารถนิ่งเฉยได้เมื่อเห็นผลสรุปการสอบสวนที่ดูเหมือนจะเบาหวิว ทั้งที่มีการกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น โดยประเด็นหลักที่ศุภณัฐต้องการคำตอบคือ:

  • คณะกรรมการสอบสวนที่ชุดที่ผู้ว่าฯ แต่งตั้งขึ้น เป็นคนมีมติให้ปรับเพียง 600 บาท จริงหรือไม่?
  • เหตุใดผลสรุปดังกล่าวจึงผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าฯ มาได้?
  • ความคืบหน้าของอีก 17 โครงการที่เหลือ ซึ่งมีการยื่นตรวจสอบไปนานกว่า 2 ปี เหตุใดจึงยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติม?

ศุภณัฐยังได้ย้ำชัดเจนว่า “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม. ในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบในฐานะผู้แทนประชาชน เพื่อให้ความจริงปรากฏว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริต และเหตุใดมาตรการลงโทษจึงดูเบาจนน่าตกใจเช่นนี้

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นที่จับตามองว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะสามารถตอบคำถามทั้ง 12 ข้อนี้ให้สังคมกระจ่างได้มากน้อยเพียงใด เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อภาพลักษณ์การบริหารงาน แต่ยังสะท้อนถึงการใช้งบประมาณภาษีของคนกรุงเทพฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างโปร่งใส ซึ่งประชาชนทุกคนต่างรอคอยคำตอบที่จริงใจและตรงไปตรงมาครับ

ที่มา – “ศุภณัฐ” จี้ “ชัชชาติ” แจงให้ชัด 12 ข้อ ปมทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย กทม.

คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวต่างประเทศช่วงนี้ คงต้องตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นที่เวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อมีการรายงานข่าว คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน ออกจากบ้านเรือนริมชายฝั่งอย่างเร่งด่วน นี่ถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรงและน่ากลัวมากครับ

สถานการณ์ระทึกเมื่อคลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อพิกัดชายฝั่งของกรุงเวลลิงตันต้องเผชิญกับพายุและกระแสลมแรงจัด ส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่สูงถึง 11 เมตรซัดเข้าหาฝั่งโดยตรง ทำให้ทางการต้องประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งอพยพประชาชนในโซนเสี่ยงภัย เช่น โอวิโร เบย์ และไอส์แลนด์ เบย์ ออกจากพื้นที่ทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

นอกจากคลื่นยักษ์ที่น่ากลัวแล้ว สภาพอากาศโดยรวมในเวลลิงตันยังเลวร้ายอย่างหนัก โดยสรุปผลกระทบได้ดังนี้ครับ:

  • การจราจรทางอากาศ: เที่ยวบินหลายเที่ยวต้องถูกยกเลิกเนื่องจากกระแสลมแรงถึง 128 กม./ชม.
  • ความเสียหายทางกายภาพ: แรงลมแรงมากจนทำให้มีผู้คนถูกพัดล้ม และเครื่องบินขนาดเล็กในสนามบินยังถูกแรงลมพัดจนเอียงตะแคง
  • มาตรการป้องกัน: ตำรวจต้องเข้าควบคุมพื้นที่และตั้งจุดกั้นถนน เพื่อไม่ให้ผู้คนฝ่าฝืนเข้ามาใกล้ชายฝั่ง

หากย้อนกลับไปในปี 2021 พื้นที่แห่งนี้เคยประสบภัยคลื่นสูงราว 6.5 เมตรมาแล้ว แต่ครั้งนี้ถือว่าทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิมเกือบเท่าตัว ซึ่งเป็นสิ่งเตือนใจให้เราเห็นว่าธรรมชาติมีความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยากขึ้นทุกที

ในฐานะเพื่อนร่วมโลก เราได้แต่หวังว่าประชาชนทุกคนจะปลอดภัย และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานอย่างหนักในสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้ครับ สำหรับใครที่วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวแถบชายฝั่งเวลลิงตันในช่วงนี้ แนะนำให้ตรวจสอบพยากรณ์อากาศและติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิดเสมอ เพราะความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งครับ

ที่มา – คลื่นยักษ์สูง 11 เมตรซัดนิวซีแลนด์! สั่งอพยพประชาชนหลายร้อยคน

ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว ยาต้านไวรัส HIV ไม่ขาดแคลน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวคราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลมาฝากกันครับ โดยเฉพาะใครที่ใช้สิทธิประกันสังคมและกังวลเรื่องการรับยาต่อเนื่อง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นที่ว่า ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว ยาต้านไวรัส HIV ไม่ขาดแคลน หลังจากที่มีกระแสข่าวผู้ประกันตนได้รับยาไม่ครบจนเกิดความลำบากครับ

ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว ยาต้านไวรัส HIV ไม่ขาดแคลน จริงหรือ?

หลายคนอาจจะตกใจกับข่าวที่แชร์กันในโซเชียลมีเดียว่าผู้ประกันตนรายหนึ่งต้องเดินทางมาโรงพยาบาลถึง 7 รอบเพื่อให้ได้รับยาต้านไวรัสให้ครบตามสั่ง แต่ล่าสุดทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาชี้แจงชัดเจนแล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากเรื่องยาขาดแคลนระดับประเทศ แต่คาดว่าเป็นปัญหาจากการบริหารจัดการภายในของบางโรงพยาบาลเท่านั้นครับ

รายละเอียดการตรวจสอบ ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว ยาต้านไวรัส HIV ไม่ขาดแคลน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าโดยปกติแล้วการจัดสรรยาในระบบประกันสังคมนั้นยังคงดำเนินไปได้ด้วยดีครับ ไม่มีการขาดแคลนยาอย่างที่เป็นข่าวลือ การที่ผู้ป่วยบางรายได้รับยาไม่ครบอาจเกิดจากความผิดพลาดในระบบการจัดการของสถานพยาบาลคู่สัญญาในบางแห่ง ซึ่งทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งปรับปรุงแก้ไขจุดนี้อยู่ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับยาอย่างต่อเนื่องและปลอดภัยที่สุดครับ

  • หากท่านพบปัญหาการรับยา สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่ สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์กลุ่มงานยา โทร 02-956-2500
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนยา เพราะระบบยังคงจัดส่งยาได้ตามปกติ
  • รัฐบาลยืนยันในการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ติดเชื้อใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ

รัฐบาลไทยยืนยันเสมอครับว่าจะเดินหน้ารณรงค์ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV และดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม ผ่านทั้งสิทธิประกันสังคมและกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกคนจะเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด หากใครมีความกังวลหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงนะครับ เพื่อสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเอง

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาตรวจสอบรวดเร็วแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยลดความตื่นตระหนกและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยว่าพวกเขาจะยังคงได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้และดูแลสุขภาพตัวเองอยู่ครับ

ที่มา – ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว “ยาต้านไวรัส HIV” ไม่ขาดแคลน คาดเกิดจากการบริหารจัดการจ่ายยา

แห่เอาใจช่วย เสือโคร่ง บะลาโกล ยึดครองพื้นที่ว่าง อาณาเขตเดิมของ ศรีโกสา

แห่เอาใจช่วย เสือโคร่ง บะลาโกล ยึดครองพื้นที่ว่าง อาณาเขตเดิมของ ศรีโกสา

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าคนรักสัตว์ป่าและนักอนุรักษ์ทั่วประเทศ เมื่อสถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าของ “บะลาโกล” เสือโคร่งยอดนักสู้ที่ต้องเอาใจช่วยกันอย่างหนัก ซึ่งภารกิจของเจ้าเสือโคร่งตัวนี้คือการขยับขยายถิ่นฐาน ยึดครองพื้นที่ว่างที่เป็นอาณาเขตเดิมของ “ศรีโกสา” เพื่อหวังสร้างครอบครัวและขยายเผ่าพันธุ์ให้ยั่งยืน

เส้นทางของ บะลาโกล เสือโคร่งตาเดียวแห่งป่าตะวันตก

สำหรับประวัติของเสือโคร่งตัวนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะ บะลาโกล เป็นเสือโคร่งตาเดียวที่มีการโยกย้ายถิ่นฐานโดยความช่วยเหลือของมนุษย์ จากผืนป่าตะวันตกมายังกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่กลางปี 2566 หลังจากผ่านการสำรวจและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่มาสักพัก ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเข้ายึดครองพื้นที่ขนาดกว่า 331 ตร.กม. ซึ่งเป็นบ้านเก่าของศรีโกสาที่ว่างเว้นไป

สาเหตุที่เราต้อง แห่เอาใจช่วย เสือโคร่ง บะลาโกล ยึดครองพื้นที่ว่าง อาณาเขตเดิมของ ศรีโกสา ก็เพราะว่าหากเขาสามารถยึดครองพื้นที่นี้ได้สำเร็จ จะเป็นโอกาสทองในการพบปะกับตัวเมียอีก 3 ตัวในละแวกนั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของเสือโคร่งในป่าฝั่งตะวันออกให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจ:

  • บะลาโกลมีการขยายตัวของกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์แข็งแรงมาก
  • ความมั่นใจที่เห็นได้ชัดจากพิกัดของกล้องดักถ่าย ยืนยันว่าเขาพร้อมทำหน้าที่จ่าฝูง
  • ร่างกายไม่ใช่ปัจจัยลบในการใช้ชีวิต แต่เขากลับใช้สัญชาตญาณสัตว์ป่าได้อย่างยอดเยี่ยม

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่เจ้า แห่เอาใจช่วย เสือโคร่ง บะลาโกล ยึดครองพื้นที่ว่าง อาณาเขตเดิมของ ศรีโกสา จะส่งผลดีอย่างไร? คำตอบคือ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการฟื้นฟูระบบนิเวศโดยธรรมชาติ หากเสือโคร่งสามารถขยายอาณาเขตได้เองตามวิถีชีวิต มันคือเครื่องพิสูจน์ถึงความสมบูรณ์ของป่าไม้และเหยื่อในพื้นที่นั้นๆ

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนรักสัตว์ป่า เราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าบะลาโกล สู้ต่อไปในบ้านหลังใหม่ ขอให้เขาสามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองได้อย่างสง่างาม เพื่ออนาคตของประชากรเสือโคร่งไทยครับ

ที่มา – แห่เอาใจช่วย เสือโคร่ง “บะลาโกล” ยึดครองพื้นที่ว่าง อาณาเขตเดิมของ “ศรีโกสา”