วัน: 9 มิถุนายน 2026

Prada จับมือ Axiom Space เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

เมื่อแฟชั่นชั้นสูงโคจรมาพบกับวิศวกรรมอวกาศ นี่คือข่าวใหญ่ที่ทำเอาวงการดีไซน์และวิทยาศาสตร์ต้องหยุดกะพริบตา เมื่อแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Prada จับมือ Axiom Space เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อภารกิจสำรวจดวงจันทร์ครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ บอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่ชุดธรรมดา แต่เป็นผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับฟังก์ชันการทำงานขั้นสูงสุด

Prada จับมือ Axiom Space เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

การร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมลักชัวรีที่ข้ามพรมแดนสู่ห้วงอวกาศ ชุดดังกล่าวมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “Liquid Cooling and Ventilation Garment” (LCVG) โดย Prada ได้นำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์และเทคนิคการตัดเย็บที่แม่นยำมาใช้ เพื่อให้แน่ใจว่านักบินอวกาศจะรู้สึกสบายตัวที่สุดแม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุดในจักรวาล

ทำไมการที่ Prada จับมือ Axiom Space เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา ถึงกลายเป็นกระแสโลก?

นอกจากรูปลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยว ระบบภายในของชุดนี้ยังถือเป็นนวัตกรรมอวกาศแห่งอนาคต โดยมีคุณสมบัติเด่นดังนี้:

  • ระบบหล่อเย็นอัจฉริยะ: ชุด LCVG ติดตั้งเครือข่ายท่อน้ำเย็นที่ถักทอเข้ากับเนื้อผ้า เพื่อดูดซับความร้อนจากร่างกายนักบินได้ตลอด 8 ชั่วโมง
  • มาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง: มีการออกแบบระบบวงจรหล่อเย็นสำรองแบบคู่ (Dual Redundancy) ป้องกันเหตุขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติภารกิจ
  • การระบายอากาศที่เหนือกว่า: ระบบแยกท่อระบายลมช่วยให้การหายใจสะดวกยิ่งขึ้นในสภาพสุญญากาศ

ดร.โจนาธาน เซอร์เทน ซีอีโอของ Axiom Space ได้กล่าวชื่นชมการร่วมมือครั้งนี้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างอนาคตที่รวมเอาวิศวกรรมการบินเข้ากับงานฝีมือชั้นยอดได้อย่างไร้รอยต่อ และในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด นี่คือการยกระดับแบรนด์ Prada ให้ไปไกลกว่าแค่เสื้อผ้า แต่คือการสร้างภาพลักษณ์ของความล้ำหน้าและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ไม่ว่าจะเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐีที่สนใจท่องเที่ยวอวกาศ หรือการแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของแบรนด์ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ในอนาคตเราอาจได้เห็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอื่น ๆ ก้าวเข้าสู่สนามการแข่งขันอวกาศ แต่สิ่งที่ Prada ทำได้ในครั้งนี้คือการปูทางเป็นคนแรกๆ ในฐานะผู้นำเทรนด์ตัวจริง ไม่แน่ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แฟชั่นโชว์ครั้งต่อไปของเราอาจจะไม่ได้จัดขึ้นบนรันเวย์ในปารีส แต่อาจจะเป็นบนสถานีอวกาศก็เป็นได้ครับ แล้วคุณล่ะคิดว่าการที่แบรนด์หรูขยับตัวสู่โลกอวกาศแบบนี้ จะเปลี่ยนนิยามคำว่า “ความหรูหรา” ของเราไปในทิศทางไหนกันบ้าง?

ที่มา – “Prada” จับมือ “Axiom Space” เผยโฉมชุดซับในนักบินอวกาศนาซา

สงกรานต์ เตชะณรงค์ นำทีมทลายแก๊งลักตัดสายไฟ เสียหาย 10 ล้าน

สงกรานต์ เตชะณรงค์ นำทีมทลายแก๊งลักตัดสายไฟ เสียหาย 10 ล้าน

ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านไม่น้อย เมื่อ สงกรานต์ เตชะณรงค์ นำทีมทลายแก๊งลักตัดสายไฟ เสียหาย 10 ล้าน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่บุกจับกุมเครือข่ายโจรกรรมสายเคเบิลและสายไฟในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสารของประชาชนเป็นวงกว้าง

ปฏิบัติการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 โดย พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย และ พ.ต.ท.สงกรานต์ เตชะณรงค์ ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนเข้าตรวจค้นเป้าหมายเครือข่ายผู้ต้องหาลักตัดสายไฟจากเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือในหลายพื้นที่ ซึ่งการสืบสวนพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุทำเป็นขบวนการและสร้างความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

เบื้องหลังปฏิบัติการ สงกรานต์ เตชะณรงค์ นำทีมทลายแก๊งลักตัดสายไฟ เสียหาย 10 ล้าน

จากการเข้าตรวจค้นบ้านพักย่าน ต.นากลาง อ.สูงเนิน เจ้าหน้าที่พบตัวนายธนาวุฒิ หรือ “โย่ง” พร้อมของกลางเป็นเศษสายไฟจำนวนมากและอุปกรณ์ในการตัด รวมถึงยาเสพติด โดยกลุ่มผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ตระเวนก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 70 ครั้งตั้งแต่ต้นปี ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่อุกอาจและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินสาธารณะเป็นอย่างมาก

นอกจากการจับกุมตัวผู้ลงมือแล้ว เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปยังร้านรับซื้อของเก่าที่ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ซึ่งพบหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงชัดเจนว่าร้านดังกล่าวรับซื้อทองแดงที่ถูกปอกจากสายไฟเหล่านั้นไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง

  • เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนร้านรับซื้อของเก่าห้ามรับซื้อทรัพย์สินที่ผิดกฎหมาย
  • รวบรวมหลักฐานเพื่อเอาผิดผู้ร่วมขบวนการและผู้รับของโจร
  • เน้นย้ำความปลอดภัยของระบบสื่อสารพื้นฐานที่ชาวบ้านต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ การปราบปรามครั้งนี้ถือเป็นการเตือนภัยไปยังผู้ประกอบการร้านรับซื้อของเก่าทุกแห่ง ให้ตรวจสอบที่มาของสินค้าให้ดี หากพบความผิดปกติควรแจ้งเจ้าตำรวจทันที เพราะหากตรวจพบว่าร้านรับซื้อของโจร จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

สรุปแล้ว การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและทันท่วงที เพราะนอกจากจะจับคนผิดมาลงโทษได้แล้ว ยังเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อวิถีชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ สำหรับใครที่พบเห็นสิ่งผิดปกติใกล้บ้าน อย่าลืมเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ

ที่มา – “สงกรานต์ เตชะณรงค์” นำทีมบุกทลายแก๊งลักตัดสายไฟ เสียหายกว่า 10 ล้าน

วิโรจน์-เฉลิมพงศ์ ร้องสอบแชตไลน์อธิบดีปกครอง ช่วยน้ำเงินด้วย

วิโรจน์-เฉลิมพงศ์ ร้องสอบแชตไลน์อธิบดีปกครอง ช่วยน้ำเงินด้วย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่มีการเปิดเผยแชตไลน์หลุดอ้างว่าเป็นของอธิบดีกรมการปกครอง ที่มีการสั่งการผ่านข้อความระบุว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” ในช่วงที่มีการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่าสุด วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ เฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ได้เดินหน้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. และ กกต. เพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยมองว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบและผิดหลักความเป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการ

เปิดปมเหตุ วิโรจน์-เฉลิมพงศ์ ร้องสอบแชตไลน์อธิบดีปกครอง ช่วยน้ำเงินด้วย

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ข้อความที่หลุดออกมานั้นมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการสะท้อนถึงการทำงานที่อาจไม่ได้เป็นกลางตามหน้าที่ของข้าราชการ โดยไม่ต้องตีความให้ยากว่าคำว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” นั้นหมายถึงพรรคการเมืองใด ซึ่งหากมีการพิสูจน์ได้ว่าบุคคลระดับสูงในกรมการปกครองมีการสั่งการในลักษณะดังกล่าวจริง ย่อมถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้งอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ทางด้านของ นายเฉลิมพงศ์ แสงดี ยังได้ขยายประเด็นเพิ่มเติมถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่แผ่อิทธิพลไปในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต ที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับระบบการสั่งการข้าราชการชั้นผู้น้อยให้ช่วยสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากการร้องเรียนของ วิโรจน์-เฉลิมพงศ์ ร้องสอบแชตไลน์อธิบดีปกครอง ช่วยน้ำเงินด้วย ในครั้งนี้ ยังรวมไปถึงคำถามถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเหตุใดจึงไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง ทั้งที่ท่านเคยให้คำมั่นสัญญาว่าข้าราชการจะต้องวางตัวเป็นกลางและไม่นำความรู้สึกส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการทำงาน

  • เรียกร้อง ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ
  • ยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อให้มีการไต่สวนความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง
  • ตั้งคำถามถึงกระบวนการโยกย้ายข้าราชการที่ไม่ทำตามคำสั่ง “ระบอบสีน้ำเงิน”
  • เปิดพื้นที่ตรวจสอบแชตไลน์ทั้ง 77 จังหวัด เพื่อหาหลักฐานมัดตัวการใหญ่

สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการเมือง แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของระบบราชการไทยว่าจะสามารถรักษาความเป็นอิสระและเป็นกลางได้มากน้อยเพียงใด ในเมื่อมีการกล่าวหาว่าข้าราชการระดับสูงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล การตรวจสอบครั้งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคืนความยุติธรรมให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ถูกบีบบังคับให้ทำตามใบสั่ง และเป็นการปกป้องระบอบประชาธิปไตยให้มีความโปร่งใสยิ่งขึ้น ประชาชนทุกคนควรติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะสุดท้ายแล้วอำนาจรัฐต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่เป็นของพรรคการเมืองใดการเมืองหนึ่งเพียงอย่างเดียวครับ

ที่มา – “วิโรจน์-เฉลิมพงศ์” ร้อง ป.ป.ช.-กกต. สอบแชตไลน์อธิบดีปกครอง “ช่วยน้ำเงินด้วย”

โจทย์ปัญหากองกลางของอาริคสัน กับคำพูดที่ว่าคุณถูกจ้างมาตัดสินใจ

โจทย์ปัญหากองกลางของอาริคสัน กับคำพูดที่ว่าคุณถูกจ้างมาตัดสินใจ

ในโลกของฟุตบอล หลายครั้งที่เรามักเห็นนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์มารวมตัวกันในทีมเดียว แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้พวกเขาเล่นด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะกรณีของทีมชาติอังกฤษในยุค ‘Golden Generation’ ที่มี สเวน-โกรัน อาริคสัน เป็นกุนซือใหญ่ ซึ่งเขากลับต้องเผชิญกับ โจทย์ปัญหากองกลางของอาริคสัน อย่างหนักหน่วงในการหาจุดสมดุลระหว่างสองมิดฟิลด์ระดับโลกอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด และ แฟรงค์ แลมพาร์ด

วิเคราะห์ โจทย์ปัญหากองกลางของอาริคสัน ในยุคทอง

การมีนักเตะที่ดีที่สุดในโลกอยู่ในตำแหน่งเดียวกันเป็นความฝันของโค้ชหลายคน แต่สำหรับอาริคสัน มันกลายเป็นความปวดหัวที่ใครหลายคนมองว่าเขาไม่สามารถจัดระบบให้ทั้งสองคนเล่นคู่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเกิดคำถามมากมายว่าทำไมมิดฟิลด์ที่เก่งระดับโลกสองคนนี้ ถึงไม่สามารถนำความรุ่งโรจน์มาสู่ทีมชาติได้

เบื้องหลังการตัดสินใจที่ยากลำบาก

คำพูดที่ว่า ‘คุณถูกจ้างมาเพื่อตัดสินใจ’ กลายเป็นวลีเด็ดที่สะท้อนให้เห็นว่าหน้าที่ของกุนซือไม่ใช่แค่การใส่นักเตะเก่งๆ ลงไปในสนาม แต่คือการตัดสินใจเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดเพื่อผลลัพธ์ของทีม โจทย์ปัญหากองกลางของอาริคสัน รายนี้ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่มืออาชีพระดับสูงก็ยังต้องพบกับกำแพงที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้เมื่อเจอกับอีโก้และความทับซ้อนของสไตล์การเล่น

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้:

  • ความสมดุลในทีมสำคัญกว่ารายชื่อนักเตะที่โด่งดังเพียงอย่างเดียว
  • กุนซือต้องกล้าตัดสินใจ แม้จะหมายถึงการดร็อปนักเตะชื่อดัง
  • การสร้างระบบที่เอื้อต่อทุกคนคือหัวใจของความสำเร็จ

หลายคนมองย้อนกลับไปแล้วอดเสียดายไม่ได้ว่า หากในตอนนั้นเรามีความกล้าหาญในการจัดทัพมากกว่านี้ ประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่เรื่องของพรสรรค์ส่วนบุคคล แต่มันคือเรื่องของแท็กติกและการปรับจูนให้กลายเป็นทีมที่ไร้รอยต่อ

สุดท้ายแล้ว สำหรับผม ความล้มเหลวในเชิงระบบนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกสโมสรและทุกทีมชาติต้องจดจำไว้ว่า การมีวัตถุดิบที่ดีที่สุดในโลกไม่ได้การันตีความสำเร็จ หากคุณไม่สามารถร้อยเรียงมันเข้าด้วยกันด้วยการตัดสินใจที่ถูกต้องและเฉียบคมจริงๆ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา เป็นพระบุญสิน

เชื่อว่าหลายคนคงได้รับทราบข่าวการเคลื่อนไหวที่น่าอนุโมทนาบุญอย่างยิ่ง เมื่อ พลเอกบุญสิน พาดกลาง หรือที่เรารู้จักกันในนาม “แม่ทัพกุ้ง” ได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่ออุทิศตนศึกษาพระธรรมวินัย โดยมีจุดประสงค์อันยิ่งใหญ่ในการอุทิศส่วนกุศลให้กับเหล่านักรบผู้กล้าและพี่น้องประชาชนที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง

“แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา ได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ”

การตัดสินใจอุปสมบทครั้งนี้ของ “แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา ได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ” ณ วัดป่าศรีคุณาราม ถือเป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก ท่านได้เผยความตั้งใจจริงที่อยากจะตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยการละทิ้งทางโลกชั่วคราวเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและส่งผลบุญไปถึงดวงวิญญาณของผู้ที่พลีชีพในสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชาและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา

เบื้องลึกความตั้งใจของ “พระบุญสิน โชติปัญโญ”

ก่อนหน้านี้ไม่นาน พลเอกบุญสิน พาดกลาง ได้เข้ากราบลา พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา) เพื่อขออุปสมบท โดยหลวงปู่ได้เมตตามอบผ้าไตรและอัฐบริขารให้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ท่านตั้งใจจะปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดตลอด 1 พรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและอุทิศให้แก่ทหารกล้าอย่างแท้จริง

เหตุผลที่ลึกซึ้งในการตัดสินใจครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • เพื่อแสดงความเคารพต่อการเสียสละของทหารและประชาชนที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย
  • เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยและขัดเกลาจิตใจตามแนวทางพระพุทธศาสนา
  • เพื่อขออโหสิกรรมต่อสิ่งที่เคยล่วงเกินบุคคลอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนี้ ในเพจ “FC แม่ทัพกุ้ง พลเอกบุญสิน พาดกลาง” ยังได้เผยแพร่ภาพบรรยากาศการบวชที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความศรัทธา โดยท่านได้ฝากข้อความกราบขออโหสิกรรมกับทุกท่านที่เคยได้ล่วงเกิน ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ทำให้เห็นถึงความอ่อนน้อมและการเป็นแบบอย่างของผู้นำที่มีจิตใจงดงาม

บทเรียนที่เราได้รับจากกรณี “แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา ได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ” ในครั้งนี้ คือการตระหนักถึงคุณค่าของการเสียสละ แม้ในยามมียศถาบรรดาศักดิ์สูงสุด ก็สามารถวางลงได้เพื่อแสวงหาทางแห่งความสงบและทำประโยชน์ให้แก่ผู้ที่จากไป การอุปสมบทเป็นกุศโลบายที่ดีในการระลึกถึงผู้กล้าที่เสียสละเพื่อชาติ ให้เราในฐานะลูกหลานไทยต้องไม่ลืมพวกเขาเหล่านั้น

ที่มา – “แม่ทัพกุ้ง” บวชอุทิศแด่ทหารกล้า 1 พรรษา ได้รับฉายาว่า “พระบุญสิน โชติปัญโญ”

ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยมีความผันผวนสูง การบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ล่าสุดประเด็นเรื่อง ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยออกมาเสนอแนะให้ภาครัฐใช้ฐานข้อมูลเชิงลึกในการคัดกรอง เพื่อให้เม็ดเงินถึงมือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

เหตุผลที่ ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

การทบทวนหลักเกณฑ์รอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการตัดสิทธิ แต่เป็นการเพิ่มความละเอียดในการหาข้อมูลรายได้และภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน โดยเฉพาะกรณีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะบิดามารดา ซึ่งทาง ส.อ.ท. มองว่าควรมีการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้มีความเป็นธรรมและรอบด้านมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มเปราะบางตัวจริงหลุดรอดจากตาข่ายรองรับของรัฐ

ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงระบบสวัสดิการ

เพื่อให้การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐมีประสิทธิภาพ ทาง ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้:

  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลรายได้ อาชีพ และภาวะพึ่งพิงของประชาชนแบบเรียลไทม์
  • ปรับเกณฑ์การประเมินสิทธิให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่จริงของครอบครัวไทยยุคใหม่
  • เน้นการคัดกรองแบบ Targeted Welfare เพื่อลดภาระทางการคลังในระยะยาว
  • มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) เพื่อสร้างงานที่มั่นคง

หัวใจสำคัญของการที่ ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้รอคอยสวัสดิการ ไปสู่การเป็นแรงงานที่มีศักยภาพและมีรายได้เลี้ยงตนเองได้อย่างยั่งยืน ภาคอุตสาหกรรมเองก็พร้อมที่จะร่วมมือในการฝึกอบรมทักษะต่าง ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การมีระบบคัดกรองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จะเป็นรากฐานที่ดีในการใช้งบประมาณประเทศให้คุ้มค่าที่สุด

ที่มา – ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จี้ใช้ข้อมูลลึกคัดกรองตรงจุด

แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

เหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน หลังจากแรงสั่นสะเทือนระดับ 7.8 แมกนิจูดเข้าถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของเกาะมินดาเนา สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล โดยถือเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบเกือบครึ่งศตวรรษของประเทศ

สถานการณ์วิกฤตหลัง แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยในฟิลิปปินส์กำลังเร่งมือแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง อาคารบ้านเรือนหลายแห่งพังทลายลงมา ทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุ แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกเกือบ 500 รายที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง

ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่โครงสร้างพื้นฐานทั่วทั้งภูมิภาคยังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนัก ดังนี้:

  • บ้านเรือนกว่า 2,000 หลังได้รับความเสียหายหนัก บางส่วนถูกดินถล่มทับ
  • อาคารของรัฐจำนวน 117 แห่งไม่สามารถใช้งานได้
  • สนามบินนานาชาติเจเนอรัล ซานโตส จำเป็นต้องปิดให้บริการ ส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินภายในประเทศ
  • ระบบการศึกษาต้องหยุดชะงัก ชั่วคราวเนื่องจากโรงเรียนกว่า 6,000 แห่งต้องตรวจสอบความปลอดภัย

นับเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของทีมบรรเทาสาธารณภัยที่ต้องเร่งจัดการกับวิกฤตที่เกิดขึ้นในเขต “วงแหวนแห่งไฟ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่เป็นประจำ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้สั่งการให้เร่งส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยที่ต้องอาศัยอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะมีอาหารและที่อยู่อาศัยเพียงพอในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของธรรมชาติ และความสำคัญของการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เราขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวฟิลิปปินส์ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าความช่วยเหลือจากนานาชาติจะสามารถเข้ามาเยียวยาผู้ประสบภัยได้อย่างทันท่วงที ในฐานะเพื่อนบ้านเราควรสนับสนุนและส่งกำลังใจให้กันในยามเกิดภัยพิบัติเช่นนี้

ที่มา – แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ยอดตายพุ่ง 37 ราย ชาวบ้านกว่า 20,000 กลายเป็นคนไร้บ้าน

ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง

ในสถานการณ์การเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง คดีเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง เพื่อพิจารณารายละเอียดต่างๆ อย่างถี่ถ้วน โดยหวังคลายข้อสงสัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ากระบวนตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินการอย่างโปร่งใสที่สุด

ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญ โดยระบุว่า กกต. ได้เริ่มกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา การพิจารณาครั้งนี้ไม่ได้เน้นความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความละเอียดรอบคอบเป็นลำดับแรก ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง เพื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานจำนวนมหาศาลของผู้สมัครแต่ละรายอย่างเจาะลึก

เหตุผลที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ

การทำงานของ กกต. ในครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ประธาน กกต. ยอมรับว่าแม้สังคมจะคาดหวังความรวดเร็ว แต่เนื่องจากข้อมูลมีความซับซ้อนและการซักถามผู้ชี้แจงรายจังหวัดต้องใช้เวลามาก ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดเดียวก็ใช้เวลาพิจารณาไปกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กกต. ไม่ได้ทำงานแบบผักชีโรยหน้าหรือพิจารณาแบบรวบรัดแต่อย่างใด

  • ตรวจสอบเอกสารหลักฐานอย่างละเอียดในทุกจังหวัด
  • เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง
  • ลงมติพร้อมกันทีเดียวเพื่อความแม่นยำ
  • เน้นความรอบคอบเพื่อป้องกันข้อครหา

อย่างไรก็ตาม ประธาน กกต. ได้กล่าวยืนยันว่า แม้จะมีกรอบเวลา 12 ครั้ง แต่หากการพิจารณาเสร็จสิ้นก่อนกำหนดก็จะดำเนินการทันที เพียงแต่ต้องมั่นใจว่าไม่มีจุดบกพร่องใดๆ ตกหล่นไป ทั้งนี้ กกต. ชุดนี้มีความตั้งใจที่ทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานและเพื่อให้ผลการพิจารณาออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ชุดใหม่ที่จะต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า การทำงานที่เน้นความรอบคอบจะนำไปสู่ความยุติธรรมที่แท้จริง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการตัดสินในครั้งสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการเลือกตั้งไทยหรือไม่

ที่มา – ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง คาดลงมติรวดเดียว ขอให้มั่นใจไม่ทำงานรวบรัด

เร่งล่าตัวหัวขโมย ยกเค้าทองคำหนัก 40 บาท เงินไทย-ยูโร อีกกว่า 3 ล้านบาท

เร่งล่าตัวหัวขโมย ยกเค้าทองคำหนัก 40 บาท เงินไทย-ยูโร อีกกว่า 3 ล้านบาท

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่กะทู้ จังหวัดภูเก็ตต้องผวาไปตามๆ กัน เมื่อมีการแจ้งเหตุคนร้ายบุกงัดบ้านหรูในหมู่บ้านดัง ก่อเหตุอุกอาจเร่งล่าตัวหัวขโมย ยกเค้าทองคำหนัก 40 บาท เงินไทย-ยูโร อีกกว่า 3 ล้านบาท โดยทรัพย์สินที่หายไปมีมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 6 ล้านบาท ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังดำเนินการสืบสวนอย่างเต็มที่ในขณะนี้

รายละเอียดเหตุการณ์ เร่งล่าตัวหัวขโมย ยกเค้าทองคำหนัก 40 บาท เงินไทย-ยูโร อีกกว่า 3 ล้านบาท

เมื่อช่วงสายของวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.เฉลิมชัย เหิรสวัสดิ์ ผกก.สภ.กะทู้ ได้รับรายงานเหตุร้ายดังกล่าว โดยระบุว่าพบนายสมศักดิ์ ผู้ดูแลบ้านเข้าแจ้งความว่าพบร่องรอยการงัดแงะบ้านหรูในความดูแล ซึ่งเจ้าของตัวจริงกำลังพักอาศัยอยู่ต่างประเทศ ทรัพย์สินที่สูญหายไปประกอบด้วย:

  • ทองคำแท่งน้ำหนัก 33 บาท
  • ทองรูปพรรณน้ำหนัก 7 บาท
  • เงินสดธนบัตรไทยมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท
  • เงินสกุลยูโรคิดเป็นเงินไทยอีกกว่า 1 ล้านบาท

ความคืบหน้าในการติดตามคนร้ายในคดี เร่งล่าตัวหัวขโมย ยกเค้าทองคำหนัก 40 บาท เงินไทย-ยูโร อีกกว่า 3 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งการให้ชุดสืบสวน สภ.กะทู้ และ กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต เร่งดำเนินการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในทุกเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี รวมถึงประสานงานกับกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เพื่อเก็บรอยนิ้วมือแฝงและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด เพื่อใช้ในการมัดตัวผู้กระทำความผิด

นายสมศักดิ์ ผู้ดูแลบ้านเปิดเผยว่า ตนเองจะเข้ามาทำความสะอาดและดูแลตรวจสอบความเรียบร้อยของบ้านหลังนี้สัปดาห์ละครั้ง เพราะเจ้าของบ้านไปทำงานต่างประเทศ เมื่อเข้ามาถึงก็พบร่องรอยการงัดหน้าต่างและประตู ซึ่งบ่งบอกว่าคนร้ายมีการเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีและรู้จุดวางทรัพย์สินมีค่า ทำให้การก่อเหตุครั้งนี้ดูเป็นมืออาชีพและอุกอาจมาก

ในส่วนของมาตรการป้องกัน คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับผู้ที่มีบ้านพักอาศัยในพื้นที่ห่างไกลหรือบ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยประจำ ควรเพิ่มมาตรการความปลอดภัย เช่น การติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยที่เชื่อมต่อไปยังมือถือ หรือจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยที่มีความน่าเชื่อถือมาดูแลบ้านท่านแทน เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนหากขาดการป้องกันที่เพียงพอ

ทางตำรวจหวังว่าจะสามารถจับกุมคนร้ายได้โดยเร็วที่สุดเพื่อนำทรัพย์สินมหาศาลของผู้เสียหายกลับคืนมา และขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากใครพบเห็นบุคคลแปลกหน้าหรือรถต้องสงสัยที่เข้ามาในหมู่บ้านในวันเกิดเหตุ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.กะทู้ ทันทีครับ

ที่มา – เร่งล่าตัวหัวขโมย ยกเค้าทองคำหนัก 40 บาท เงินไทย-ยูโร อีกกว่า 3 ล้านบาท