วัน: 9 มิถุนายน 2026

“แสวง” ลั่นภูมิใจที่เป็นคน กกต. ไม่สนข่าวประเมินไม่ผ่าน

ในโลกของการเมืองไทยที่สถานการณ์มีความเข้มข้นตลอดเวลา ล่าสุดนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง หลังมีกระแสข่าวลือเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์จนอาจกระทบต่อเก้าอี้เลขาธิการ กกต. แต่เจ้าตัวกลับยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “แสวง” ลั่นภูมิใจที่เป็นคน กกต. ยันไม่เสียกำลังใจ ปมข่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินเก้าอี้เลขาฯ กกต. โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงานในระบบราชการ

“แสวง” ลั่นภูมิใจที่เป็นคน กกต. ยันไม่เสียกำลังใจ ปมข่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินเก้าอี้เลขาฯ กกต.

การแถลงผลงานในโอกาสครบรอบ 28 ปีของสำนักงาน กกต. นายแสวงได้ใช้โอกาสนี้ในการยืนยันความมุ่งมั่นในการทำงาน โดยระบุว่าตนยังคงมีไฟในการขับเคลื่อนองค์กรให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ แม้จะมีข่าวเชิงลบออกมา แต่ก็ไม่ทำให้ความตั้งใจลดน้อยลง คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ “แสวง” ลั่นภูมิใจที่เป็นคน กกต. ยันไม่เสียกำลังใจ ปมข่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินเก้าอี้เลขาฯ กกต. หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้รับคือความภูมิใจในบทบาทหน้าที่ตนเองอย่างแท้จริง

ก้าวสู่ปีที่ 29 ของ กกต. กับความท้าทายใหม่

เมื่อเรามองไปข้างหน้า กกต. ภายใต้การนำของนายแสวงเตรียมปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่:

  • การยกระดับเลือกตั้งด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
  • การเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
  • การพัฒนาระบบกำกับดูแลการเมือง
  • การสร้างพลเมืองประชาธิปไตยในยุคใหม่
  • การปรับองค์กรให้เป็นองค์กรดิจิทัลสมรรถนะสูง

นายแสวงเน้นย้ำเสมอว่า การเลือกตั้งที่ดีไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของกกต. ฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในสังคม การที่องค์กรจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคงได้นั้น ความโปร่งใสต้องมาคู่กับการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงการใช้อารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินผลงาน

บทสรุปจากเลขาฯ กกต.

แม้จะมีพายุข่าวลือโหมกระหน่ำ แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความมุ่งมั่นของนายแสวงที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง การที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เสียกำลังใจและยังคงภูมิใจในฐานะบุคลากรของ กกต. ถือเป็นสัญญาณว่าองค์กรยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อเป้าหมายสูงสุดคือประชาธิปไตยที่เป็นธรรมสำหรับคนไทยทุกคน เราในฐานะประชาชนควรร่วมจับตาดูแนวทางการปรับตัวของ กกต. ว่าจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้ทันตามความหวังของสังคมหรือไม่ และนี่ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน ไม่ใช่แค่คำพูด

ที่มา – “แสวง” ลั่นภูมิใจที่เป็นคน กกต. ยันไม่เสียกำลังใจ ปมข่าวไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินเก้าอี้เลขาฯ กกต.

“ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ

“ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการทำงานของท่านผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กับนโยบายสุดเข้มข้นอย่าง “ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ ทำในสิ่งถูกต้อง เพื่อคืนพื้นที่ทางเท้าให้กับคนกรุงเทพฯ โดยท่านยืนยันว่าถึงแม้มาตรการนี้อาจกระทบต่อกลุ่มผู้ค้าบางส่วน แต่เมืองต้องมีระเบียบเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว

มุมมองการจัดระเบียบและสิทธิ์ของประชาชน

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีผู้ค้าหาบเร่แผงลอยจำนวนมาก ซึ่งการจัดระเบียบถือเป็นวาระเร่งด่วน โดยเฉพาะย่านเศรษฐกิจอย่างสีลม โดยนายชัชชาติเน้นย้ำเรื่องความถูกต้องเป็นสำคัญ ท่านมองว่านโยบาย “ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ ทำในสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่การรังแกผู้ประกอบอาชีพ แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการหาเลี้ยงชีพและการใช้ทางเท้าที่ปลอดภัย

  • เร่งเพิ่มจุดผ่อนผันที่เหมาะสมและถูกกฎหมาย
  • ลดปัญหาการเรียกรับส่วยและค่าปรับที่ไม่เป็นธรรม
  • จัดหาพื้นที่ค้าขายใหม่ให้กับผู้ค้าที่ได้รับผลกระทบ
  • สร้างทางเท้าที่ทุกคนสามารถเดินได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

นายชัชชาติยังกล่าวชัดเจนว่า ตนไม่ได้ใจไม้ไส้ระกา แต่จำเป็นต้องยึดหลักเกณฑ์เพื่อให้เมืองน่าอยู่ขึ้น การให้เวลาพ่อค้าแม่ค้าในการเตรียมตัวย้ายออกภายใน 6 เดือน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและให้โอกาสในการปรับตัว ถือเป็นความตั้งใจที่ชัดเจนว่า “ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ ทำในสิ่งถูกต้อง เพราะผลลัพธ์ที่ตามมาคือเมืองที่มีระเบียบและเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกันมากขึ้น

ในอนาคต กทม. จะทุ่มเทให้กับการจัดหาพื้นที่รวบรวมเหล่าผู้ค้าไปอยู่ในจุดที่มั่นคงกว่า การค้าขายบนทางเท้าควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหรืออาชีพชั่วคราว การมีพื้นที่ที่จัดสรรอย่างจริงจังจะช่วยเสริมสร้างอาชีพให้มั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม

มุมมองของเราคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นระเบียบเป็นเรื่องที่เจ็บปวดแต่จำเป็น การมีผู้นำที่กล้าตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่หวั่นไหวต่อคะแนนเสียง จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด ท่านผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับนโยบายคืนทางเท้าครั้งนี้ ลองมาแบ่งปันความคิดเห็นกันดูครับ

ที่มา – “ชัชชาติ” ไม่กังวลคะแนนพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอยหาย เดินหน้าจัดระเบียบ ทำในสิ่งถูกต้อง

ทำไม Michael Olise ถึงก้าวเข้าใกล้รางวัล Ballon d’Or

ทำไม Michael Olise ถึงก้าวเข้าใกล้รางวัล Ballon d’Or

ในโลกของฟุตบอล แสงไฟมักจะส่องไปที่กองหน้าชื่อดังอย่าง Kylian Mbappe หรือเหล่าสตาร์ระดับโลก แต่ในเกมอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายก่อนลุยศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา Michael Olise แนวรุกพรสวรรค์จากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ได้ขโมยซีนและประกาศศักดาด้วยการทำแฮตทริกสุดสวยใส่ไอร์แลนด์เหนือ กลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนบอลทั่วโลกกำลังพูดถึงว่า ทำไม Michael Olise ถึงก้าวเข้าใกล้รางวัล Ballon d’Or ในอนาคตอันใกล้นี้

ฟอร์มการเล่นของแข้งวัย 24 ปีรายนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ย้อนกลับไปสมัยที่เขาค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกกับคริสตัล พาเลซ Olise ได้แสดงให้เห็นถึงความนิ่งและทัศนคติที่เหนือกว่าวัย จนกระทั่งย้ายมาพิสูจน์ตัวเองในระดับทวีปกับบาเยิร์น มิวนิก ซึ่ง Louis Saha อดีตกองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสได้เปรียบเปรยว่า การรักษาฟอร์มการเล่นให้สม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญ และหากเขายังคงเล่นได้ในระดับนี้ต่อไป การถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่อย่าง Ballon d’Or ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม

ทำไม Michael Olise ถึงก้าวเข้าใกล้รางวัล Ballon d’Or มากขึ้นทุกที

Didier Deschamps กุนซือทีมชาติฝรั่งเศสกล่าวชื่นชมในตัวลูกทีมคนนี้ว่า “Michael ก้าวกระโดดขึ้นมาอย่างมหัศจรรย์ เขาเป็นนักเตะที่มีความมั่นใจสูงและจบสกอร์ได้เฉียบขาดมาก” จากสถิติที่ไม่ทำประตูเลยใน 5 นัดแรก ปัจจุบันเขาก้าวขึ้นมาซัดไปแล้ว 7 ประตูจากการลงสนาม 12 นัด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่เด่นชัด ความถ่อมตัวแต่ดุดันในสนามของเขานี่เองที่ทำให้หลายคนเชื่อมั่นในตัวเขา

ศักยภาพของ Michael Olise กับเส้นทางลุ้นรางวัลระดับโลก

นอกจากเรื่องของทักษะส่วนตัวและความสามารถในการทำประตูแล้ว การที่เขาต้องเล่นท่ามกลางสตาร์อย่าง Mbappe หรือ Dembele ในทีมชาติฝรั่งเศส ยิ่งช่วยผลักดันให้ Olise ต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาอีกขั้น ทัศนคติที่มุ่งมั่นและการเรียนรู้ที่จะมีส่วนร่วมกับเกมรับ ส่งผลให้เขากลายเป็น “จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ” ของทัพตราไก่ในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ หากเขาสามารถพาฝรั่งเศสคว้าแชมป์ได้ เชื่อได้เลยว่าชื่อของเขาจะเข้าไปประดับในรายชื่อผู้ท้าชิงรางวัลส่วนตัวระดับสูงอย่างแน่นอน

แม้คู่แข่งในทีมชาติอย่าง Mbappe จะยังคงเป็นตัวเต็งเบอร์หนึ่งในสายตาหลายคน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ Olise แสดงออกมา ก็น่าจับตามองว่านี่อาจเป็นยุคสมัยใหม่ของนักเตะเลือดผสมที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาครองความยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวินัยในสนามหรือความคมในการปิดสกอร์ เขาได้พิสูจน์แล้วว่าเขามีครบทุกองค์ประกอบที่นักเตะระดับโลกพึงมี

ในตอนนี้แฟนบอลคงต้องจับตาดูว่าในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่กำลังจะมาถึง Olise จะสามารถรักษามาตรฐานอันร้อนแรงนี้เอาไว้ได้หรือไม่ หากผลงานยังคงกระฉูดแบบนี้ การก้าวไปยืนในจุดที่ได้รับเกียรติยศสูงสุดอย่าง Ballon d’Or ก็คงไม่ใช่แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป สำหรับคุณแล้วคิดว่าเขามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะเบียดแย่งรางวัลนี้มาครอบครองในอนาคต

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

โฆษกรัฐบาลแจงภาพ “อนุทิน” จับมือ “ฮุน มาเนต” แค่ทักทายตามมารยาท

โฆษกรัฐบาลแจงภาพ “อนุทิน” จับมือ “ฮุน มาเนต” แค่ทักทายตามมารยาท

กลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียลกันเลยทีเดียวครับ เมื่อมีภาพการพบปะกันระหว่างผู้นำไทยและกัมพูชาเผยแพร่ออกมา หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น หรือมีการหารือลับอะไรกันหรือเปล่า แต่ล่าสุดงานนี้ต้องบอกเลยว่าให้ใจเย็นๆ กันก่อน เพราะทางโฆษกรัฐบาลได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับประเด็น โฆษกรัฐบาลแจงภาพ “อนุทิน” จับมือ “ฮุน มาเนต” แค่ทักทายตามมารยาท ให้เราได้ทราบกันอย่างชัดเจนแล้วครับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการเข้าร่วมประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยในช่วงเวลาที่สื่อกัมพูชาได้นำเสนอภาพการจับมือกันระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลายฝ่ายอาจมองไปไกลถึงประเด็นทางการเมือง แต่ข้อเท็จจริงคือทั้งสองท่านเพียงแค่มาเจอกันในช่วงรอเวลาเปิดงานเท่านั้นครับ

เบื้องลึกเบื้องหลังการทักทายระหว่างผู้นำ

ทางโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เหตุการณ์ โฆษกรัฐบาลแจงภาพ “อนุทิน” จับมือ “ฮุน มาเนต” แค่ทักทายตามมารยาท นั้นเป็นเพียงเรื่องปกติของการพบปะในเวทีโลก โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้ครับ:

  • ไม่มีการประชุมทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างเป็นทางการในวาระนี้
  • เป็นการทักทายตามมารยาททางการทูตขณะรอเวลาเข้าพิธีเปิดการประชุม
  • ในบริเวณนั้นมีผู้นำจากหลายประเทศอาเซียนอยู่ร่วมกันมากมาย
  • การสนทนาเป็นเพียงการพูดคุยทั่วไปขณะรอเวลาขึ้นกล่าวสปีช

ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ และไม่มีนัยยะทางการเมืองแอบแฝงอย่างที่หลายคนกังวลครับ การที่ผู้นำของแต่ละประเทศได้ทักทายกันถือเป็นเรื่องปกติที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนบ้านในระดับภูมิภาค

หากเรามองในมุมของการทูต การที่นายกรัฐมนตรีของเราไปปรากฏตัวในเวทีระดับนานาชาติเช่นนี้ ย่อมแสดงถึงความพร้อมในการร่วมมือกับชาติอาเซียนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของภูมิภาค การจับมือทักทายจึงเป็นเพียงภาพสะท้อนของมารยาททางสังคมที่ผู้นำระดับโลกเขาทำกันเป็นเรื่องปกติครับ หลังจากนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การประชุม ASEAN Future Forum ในครั้งนี้ จะนำพาความร่วมมืออะไรใหม่ๆ มาสู่ประเทศไทยเราบ้าง

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้แฟนๆ นิวส์ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับประเด็น โฆษกรัฐบาลแจงภาพ “อนุทิน” จับมือ “ฮุน มาเนต” แค่ทักทายตามมารยาท ได้กระจ่างชัดเจนกันมากขึ้นนะครับ ใครมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง ลองคอมเมนต์พูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ

ที่มา – โฆษกรัฐบาลแจงภาพ “อนุทิน” จับมือ “ฮุน มาเนต” แค่ทักทายตามมารยาท

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

วงการเทคโนโลยีโลกกำลังสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ OpenAI ผู้สร้างสรรค์ ChatGPT ได้ออกมาประกาศข่าวใหญ่ว่าทางบริษัทได้ดำเนินการยื่นเอกสารแสดงความจำนงแบบลับ (Confidential Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ หรือ SEC เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการ IPO หรือการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก โดยการก้าวเดินครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะเท่ากับว่า OpenAI กำลังตัดสินใจเดินตามรอยคู่แข่งสำคัญอย่าง Anthropic ที่ได้ยื่นไฟลิ่งไปก่อนหน้านี้ไม่นาน

ทำไม OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic ในเวลานี้?

การตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์ของยักษ์ใหญ่ด้าน AI ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่บีบคั้นให้บริษัทต้องมองหาแหล่งเงินทุนมหาศาล เพื่อนำมาพัฒนาระบบประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนและมีราคาสูงลิ่ว โดยรายละเอียดที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • ภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น: ปัจจุบัน OpenAI ต้องใช้เงินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับค่าฝึกฝนโมเดล AI ขนาดใหญ่
  • กระแสเงินสด: แม้รายได้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่บริษัทประเมินว่าอาจยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนจนกว่าจะถึงปี 2030
  • การแข่งขันในตลาดสูง: คู่แข่งอย่าง Anthropic และโครงการ AI ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่นๆ กำลังเร่งระดมทุนเพื่อชิงความได้เปรียบ

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic จะส่งผลอย่างไรต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ในมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสทองสำหรับผู้ที่อยากถือหุ้นในบริษัทเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson ก็ออกมาเตือนว่าหากมีบริษัทด้าน AI หลายแห่งพากันเข้าตลาดพร้อมกัน อาจทำให้สภาพคล่องของเม็ดเงินลงทุนในตลาดทุนตึงตัวได้

หากย้อนมองถึงอุปสรรคที่ผ่านมา OpenAI ผ่านมรสุมทางกฎหมายมามากมาย รวมถึงการฟ้องร้องจากอดีตผู้ร่วมก่อตั้งอย่างอีลอน มัสก์ ซึ่งล่าสุดได้รับการตัดสินให้ยกฟ้องในทุกข้อกล่าวหาไปแล้ว นั่นหมายความว่าหนทางสู่การเข้าสู่ตลาดยังคงสดใสและราบรื่นขึ้นอย่างมาก

บทสรุปของเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน AI ในระดับโลก ไม่ใช่แค่เรื่องของนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการบริหารจัดการเงินทุนที่ดุเดือดไม่แพ้กัน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เมื่อ OpenAI เข้าตลาดได้สำเร็จ มูลค่าบริษัทจะพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์อย่างที่หวังไว้หรือไม่ สิ่งที่นักลงทุนควรทำในตอนนี้คือการติดตามการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือบททดสอบครั้งใหญ่สำหรับอนาคตของ AI โลก

ที่มา – OpenAI ยื่นเอกสารเตรียม IPO เข้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตามรอย Anthropic

SCB EASY ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า ก่อนทำธุรกรรม

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นผู้ใช้งานแอปพลิเคชันยุคดิจิทัล คงคุ้นเคยกับการเพิ่มมาตรการความปลอดภัยจากธนาคารกันอยู่แล้ว ล่าสุดทาง ธนาคารไทยพาณิชย์ แจ้งผู้ใช้งานแอป SCB EASY ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า ก่อนทำธุรกรรม เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าทุกคน โดยประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. 69 เป็นต้นไปครับ

SCB EASY ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า ก่อนทำธุรกรรม

การอัปเดตระบบในครั้งนี้ ทางธนาคารต้องการป้องกันปัญหาการถูกมิจฉาชีพแอบอ้างทำรายการ ดังนั้นสำหรับใครที่ทำรายการโอนเงิน เติมเงิน หรือชำระค่าสินค้าตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไปต่อครั้ง หรือยอดรวมครบ 200,000 บาทต่อวัน จะต้องทำการสแกนใบหน้าเพื่ออนุมัติรายการเสมอ ซึ่งมาตรการ SCB EASY ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า ก่อนทำธุรกรรม นี้ ถือเป็นมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงที่ช่วยให้เราอุ่นใจได้มากขึ้นครับ

ขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ์ SCB EASY ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า ก่อนทำธุรกรรม

หากคุณสงสัยว่าต้องทำอย่างไร หรือข้อมูลใบหน้าของคุณถูกเก็บไว้ในระบบแล้วหรือยัง สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • เข้าไปที่แอป SCB EASY เลือกเมนู “อื่นๆ”
  • ไปที่การตั้งค่า และเลือก “จัดการบริการ NDID”
  • หากสถานะขึ้นว่า “สำเร็จ ผ่าน SCB” แสดงว่าคุณเรียบร้อยแล้ว
  • หากพบข้อความให้ไปติดต่อสาขา ให้คุณรีบนำบัตรประชาชนตัวจริงไปติดต่อธนาคารไทยพาณิชย์เพื่อบันทึกภาพถ่ายใบหน้าทันทีครับ

ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ควรรีบจัดการนะครับ เพราะการสแกนใบหน้าเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในปัจจุบัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูลและป้องกันการเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต หากใครยังไม่ได้ไปอัปเดตข้อมูลที่สาขา แนะนำให้หาเวลาว่างไปดำเนินการให้เรียบร้อยเพื่อความสะดวกในการทำธุรกรรมในอนาคตครับ

ที่มา – ธนาคารไทยพาณิชย์ แจ้งผู้ใช้งานแอป SCB EASY ยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า ก่อนทำธุรกรรม

‘Diogo จะอยู่กับคุณ’ ภรรยาของ Jota เขียนจดหมายถึง Robertson

‘Diogo จะอยู่กับคุณ’ ภรรยาของ Jota เขียนจดหมายถึง Robertson

ในวงการฟุตบอล เรื่องราวของมิตรภาพมักจะกลายเป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อพลังให้กับผู้เล่นเสมอ ล่าสุดมีเหตุการณ์สุดซึ้งที่ทำเอาแฟนบอลทั่วโลกต้องหลั่งน้ำตา เมื่อภรรยาของ Diogo Jota ผู้ล่วงลับ ได้เขียนจดหมายส่งตรงถึง Andrew Robertson กัปตันทีมชาติสกอตแลนด์ ก่อนที่เขาจะลงสนามในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดยข้อความที่เป็นหัวใจสำคัญคือ ‘Diogo จะอยู่กับคุณ’ ภรรยาของ Jota เขียนจดหมายถึง Robertson เพื่อเตือนใจว่าเพื่อนรักของเขาจะยังคงเคียงข้างในสนามเสมอ

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นจากการจากไปของ Diogo Jota ในอุบัติเหตุรถยนต์เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีมใน Liverpool เท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนสนิทที่แบ่งปันความฝันเกี่ยวกับการลงเล่นในฟุตบอลโลกมาโดยตลอด สำหรับ Robertson แล้ว Jota ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณในการเล่นฟุตบอลของเขาด้วย

ความหมายของคำว่า ‘Diogo จะอยู่กับคุณ’ ภรรยาของ Jota เขียนจดหมายถึง Robertson

Rute Cardoso ภรรยาของ Jota ได้กล่าวในจดหมายอย่างซึ้งกินใจว่า Diogo มักจะพูดถึงมิตรภาพที่มีต่อ Robertson เสมอ ทั้งการต่อสู้ในการแข่งขัน รอยยิ้ม และบทสนทนาเกี่ยวกับความฝันที่อยากจะเล่นในฟุตบอลโลกด้วยกัน การที่คุณ Robertson ได้ไปสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลโลก ถือเป็นการสานต่อความฝันของทั้งตัวเองและของเพื่อนรักไปพร้อมๆ กัน

แรงบันดาลใจจากมิตรภาพของ Robertson และ Jota

Robertson เปิดเผยว่าเขารู้สึกตื้นตันใจอย่างมากหลังจากอ่านจดหมายฉบับนี้ เขาให้คำมั่นสัญญาว่าในทุกเกมที่ลงเล่น ทั้งนัดที่เจอ Haiti, Morocco หรือแม้แต่ Brazil เขาจะไม่ได้เล่นแค่เพื่อตัวเอง แต่จะเล่นเพื่อทั้งสองคน ‘Diogo จะอยู่กับคุณ’ ภรรยาของ Jota เขียนจดหมายถึง Robertson ประโยคนี้จึงกลายเป็นดั่งมนต์วิเศษที่เปี่ยมไปด้วยพลังให้ Robertson ก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางสายลูกหนัง

นี่คือตัวอย่างอันน่าทึ่งว่ามิตรภาพสามารถเอาชนะความตายได้อย่างไร ความรักและความผูกพันที่พวกเขามีต่อกันจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในสนามฟุตบอลโลกครั้งนี้ เชื่อได้เลยว่าทุกก้าวที่ Robertson วิ่งในสนาม จะมีกำลังใจจากเพื่อนผู้จากไปคอยผลักดันอยู่เสมอ ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไร มิตรภาพของพวกเขาจะถูกจารึกไว้ในฐานะเรื่องราวที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่งของโลกฟุตบอล

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เจาะลึกกองหน้าทีมชาติสกอตแลนด์และดราม่ากับนอร์เวย์

เจาะลึกกองหน้าทีมชาติสกอตแลนด์และดราม่ากับนอร์เวย์

ในตอนล่าสุดของพอดแคสต์ฟุตบอลสกอตแลนด์ เราได้มีการวิเคราะห์เจาะลึกถึงประเด็นร้อนแรงในวงการลูกหนังแดนวิสกี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ เจาะลึกกองหน้าทีมชาติสกอตแลนด์และดราม่ากับนอร์เวย์ ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ หลังจากผลงานในช่วงที่ผ่านมาทำให้แฟนบอลหลายคนตั้งคำถามถึงศักยภาพในแดนหน้า

บทวิเคราะห์การ เจาะลึกกองหน้าทีมชาติสกอตแลนด์และดราม่ากับนอร์เวย์

ทีมงานของเรานำโดย Jonathan Sutherland นั่งพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญอย่าง Stephen McGowan และ Kris Doolan เพื่อไล่เรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราได้มองย้อนไปถึงโอกาสของเหล่ากองหน้าที่มีอยู่ในมือ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเกมบุก หากเราทำการ เจาะลึกกองหน้าทีมชาติสกอตแลนด์และดราม่ากับนอร์เวย์ กันให้ดี จะพบว่ามีความกดดันสูงมากในการปรับจูนทีมก่อนการแข่งขันระดับโลกจะเริ่มต้นขึ้น

มุมมองจากกูรูต่อสถานการณ์ในแคมป์ทีมชาติ

นอกจากประเด็นเรื่องตัวผู้เล่นแล้ว กระแสข่าวที่ว่าสหรัฐอเมริกาแทบไม่ได้รับรู้เลยว่าการแข่งระดับโลกครั้งนี้กำลังจะเกิดขึ้น ก็กลายเป็นประเด็นที่น่าขบขันและน่าติดตามไม่แพ้กัน แต่ใจความสำคัญที่ทุกคนรอคอยในตอนนี้ยังคงเป็นการถกเถียงเรื่อง:

  • ประสิทธิภาพของกองหน้าตัวเป้า
  • การวางแท็กติกเพื่อรับมือกับคู่แข่งในระดับยุโรป
  • ความขัดแย้งเชิงวาทะที่เกิดขึ้นกับทีมชาตินอร์เวย์

ความเห็นที่น่าสนใจจาก Kris Doolan ชี้ให้เห็นว่า การเตรียมพร้อมทางด้านจิตใจและการจัดการกับความกดดันจากภายนอก เป็นสิ่งที่จะตัดสินว่าทีมจะก้าวผ่านวิกฤตความเชื่อมั่นนี้ไปได้อย่างไร การที่สื่อและแฟนบอลจับจ้องมาที่เรื่องดราม่า อาจจะส่งผลกระทบต่อสมาธิของนักเตะ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นโอกาสในการพิสูจน์ศักยภาพเพื่อลบคำสบประมาท

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลตัวยงหรือแค่ผู้ที่ชื่นชอบความตื่นเต้นในเกมกีฬา การติดตามฟังพอดแคสต์นี้จะทำให้คุณได้รับข้อมูลเชิงลึกที่หาจากที่ไหนไม่ได้ พลังของกองหน้าสกอตแลนด์อาจจะกำลังรอวันระเบิดฟอร์ม และเราพร้อมจะเป็นสักขีพยานในทุกย่างก้าวของการเดินทางนี้ สุดท้ายนี้ การได้รับกำลังใจจากแฟนบอลคือแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับทีมชาติในเวลานี้ อย่าลืมมาติดตามเชียร์ทีมโปรดของคุณไปด้วยกันครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“อรรถวิชช์” จี้ ก.อุตฯ ตอบปมไฟเขียว “ซินเคอหยวน” กลับมาเปิดโรงงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ “อรรถวิชช์” จี้ ก.อุตฯ ตอบปมไฟเขียว “ซินเคอหยวน” กลับมาเปิดโรงงาน หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตถึงมาตรฐานความปลอดภัยของเหล็กเส้นที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้ ซึ่งเคยมีปัญหาสั่นคลอนความเชื่อมั่นจากกรณีอาคาร สตง. ก่อนหน้านี้

“อรรถวิชช์” จี้ ก.อุตฯ ตอบปมไฟเขียว “ซินเคอหยวน” กลับมาเปิดโรงงาน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแถลงการณ์ร่วมกับตัวแทนสมาคมผู้ค้าเหล็กไทย เพื่อเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมชี้แจงเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการอนุญาตให้บริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด กลับมาดำเนินกิจกรรมการผลิตได้อีกครั้ง โดยประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมานำเสนอคือเรื่องมาตรฐานการผลิตที่น่ากังวล

เปิดข้อพิรุธทำไมต้องจับตามาตรฐานเหล็กเส้น

การที่ “อรรถวิชช์” จี้ ก.อุตฯ ตอบปมไฟเขียว “ซินเคอหยวน” กลับมาเปิดโรงงาน ในครั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะกระบวนการผลิตประเภท IF (Induction Furnace) ที่ไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Refining Furnace) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการดึงแร่ธาตุส่วนเกินออกจากเหล็ก ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงคุณภาพของสินค้าว่ามีความปลอดภัยเพียงพอต่อการนำไปใช้ในงานก่อสร้างตึกสูงหรือไม่

  • การตรวจสอบที่ไม่ครอบคลุม: มีข้อสังเกตว่าการตรวจสอบในอดีตไม่ได้ทำอย่างละเอียดทุกเตาหลอมตามเกณฑ์มาตรฐานใหม่
  • การเปลี่ยนสถานที่ตรวจ: แทนที่จะส่งตรวจกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กลับมีการเบี่ยงเบนไปให้สถาบันอื่นตรวจสอบแทน
  • คำถามถึงความรับผิดชอบ: หากเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานหลุดเข้าไปในท้องตลาด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในกระบวนการกำกับดูแล ซึ่งนายอรรถวิชช์มองว่า กระทรวงอุตสาหกรรมควรเน้นย้ำมาตรฐานเดียวกับผู้ผลิตรายอื่น เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพราะเหล็กคือหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน การปล่อยให้เหล็กคุณภาพต่ำกระจายสู่ตลาดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นคำถามตัวโตๆ ที่รอคำตอบจากผู้มีอำนาจ ว่าเหตุใดถึงมีการสั่งการข้ามช็อตจนเปิดโรงงานได้ ทั้งที่มาตรฐานยังเป็นที่กังขา การรีบเร่งอนุญาตโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำรอยได้ในจุดที่คาดไม่ถึง ประชาชนทุกคนต่างเฝ้ารอเห็นความชัดเจนและการจัดการอย่างเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวัสดุก่อสร้างในไทยจะได้มาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่การดำเนินธุรกิจที่ขาดธรรมาภิบาล

ที่มา – “อรรถวิชช์” ฉะข้อพิรุธ จี้ ก.อุตฯ ตอบปมไฟเขียว “ซินเคอหยวน” กลับมาเปิดโรงงาน