วัน: 17 มิถุนายน 2026

คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังตื่นตัวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ล่าสุดอย่างโครงการ คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต ซึ่งถือว่าเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่ได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากมาตรการรัฐช่วยจ่าย 60% และให้เราจ่ายเพียง 40% เท่านั้นครับ

คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต

ล่าสุด “บ้านสมเด็จโพล” ได้เผยผลสำรวจที่น่าสนใจมากว่า ประชาชนชาวกรุงให้คะแนนความพึงพอใจโครงการนี้สูงถึง 55.4% เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเทียบกับโครงการคนละครึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี หลายคนกลับเทใจให้ตัวใหม่นี้มากกว่า เพราะนอกจากจะจ่ายถูกลงแล้ว ยังช่วยให้ร้านค้าแถวบ้านดูคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

ทำไมคนไทยถึงเทใจให้ ไทยช่วยไทยพลัส?

การที่คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต เป็นผลมาจากการที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลดลงจริง โดยข้อมูลจากโพลระบุว่า:

  • 37.1% ของผู้ใช้งาน บอกว่าโครงการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ดีมากที่สุด
  • 33.2% สามารถซื้อของใช้จำเป็นในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม
  • 25.4% มีเงินเหลือไปหมุนเวียนจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ หรือหนี้สินได้ทันเวลา

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อลดค่าใช้จ่ายลงแล้ว เงินที่เหลือกว่า 53.7% ถูกนำไปใช้ซื้อของจำเป็นอื่นๆ และที่น่ายินดีคือมีคนถึง 20.7% เลือกที่จะนำเงินส่วนนี้ไปเก็บออมเพื่ออนาคตครับ

กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมามีชีวิตชีวา

นอกจากช่วยเรื่องลดค่าครองชีพแล้ว มาตรการนี้ยังเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมืองให้หันมาอุดหนุนร้านค้าชุมชนและตลาดสดเพิ่มขึ้นถึง 44.8% โดยสินค้าขายดี 3 อันดับแรกคือ อาหารปรุงสำเร็จ, ของใช้ในครัวเรือน เช่น สบู่ ยาสีฟัน และวัตถุดิบทำอาหารสดๆ ทั้งเนื้อสัตว์และผัก ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ร้านโชห่วยและตลาดสดในชุมชนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะดีมาก แต่ก็ยังมีเสียงสะท้อนเรื่องร้านค้าบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคา และปัญหาแอปพลิเคชันล่าช้า ซึ่งรัฐบาลควรเร่งแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านี้ เพื่อให้โครงการสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นครับ

โดยภาพรวมแล้ว นี่คือสัญญาณบวกของเศรษฐกิจไทยที่น่าจับตามอง หากรัฐบาลปรับปรุงปัญหาจุกจิกเรื่องการใช้งานแอปฯ และคุมราคาพ่อค้าคนกลางได้ดีกว่านี้ ผมเชื่อว่ามาตรการนี้จะกลายเป็นกลไกหลักที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งแน่นอนครับ

ที่มา – คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต

“อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างประเทศไทยกับสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าจับตามองมากในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน ล่าสุด นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจในที่ประชุมรัฐสภา โดยสรุปสั้นๆ คือ “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์ อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยต้องเสียเปรียบในการแข่งขัน

มุมมองจาก “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์

การเปิดการค้าเสรีถือเป็นดาบสองคม ในด้านหนึ่งเราอาจเห็นการเติบโตของภาคส่งออก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตภายในประเทศที่เสียเปรียบด้านต้นทุนอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยนายอัครเดชได้ยกตัวอย่างบทเรียนจากอดีต ไม่ว่าจะเป็น FTA ไทย-ออสเตรเลีย หรือ FTA ไทย-นิวซีแลนด์ ซึ่งส่งผลลบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมโคนมไทย ดังนั้นการทำ FTA รอบใหม่นี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น

เหตุผลที่ต้องระวังผลกระทบจาก FTA

ปัญหาที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือนมผงราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด จนปริมาณน้ำนมดิบในประเทศลดฮวบ สร้างความลำบากให้เกษตรกรโคนมอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์ โดยเฉพาะการผลักดันพระราชบัญญัติกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นเรื่องที่รอไม่ได้แล้ว ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ภาครัฐต้องดำเนินการ ดังนี้:

  • ตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
  • เพิ่มมาตรการป้องกันสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำลายกลไกราคาในประเทศ
  • ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยก่อนเริ่มเปิดเสรีอย่างเต็มตัว
  • จัดทำแผนรองรับความเสี่ยง โดยเฉพาะในกลุ่มภาคประมงที่จะได้รับผลกระทบต่อเนื่อง

ในมุมมองของผม การค้าเสรีควรเป็นเรื่องของการที่ทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ใช่การทิ้งให้เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจด้วยการสร้างกลไกช่วยเหลือที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญาแล้วจบไป หวังว่าเสียงสะท้อนจากรัฐสภาครั้งนี้จะส่งถึงมือผู้มีอำนาจและเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคนครับ

ที่มา – “อัครเดช” ไม่ค้าน FTA ไทย-EFTA แต่ต้องมีมาตรการดูแลผู้เสียประโยชน์

วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านมติของคณะกรรมาธิการกิจการสภาฯ ที่มีความเห็นให้คงสิทธิประโยชน์และบำนาญของอดีต สส. พร้อมทั้งจำนวนผู้ช่วย สส. ถึง 8 คน โดยเจ้าตัวมองว่าเป็นการเอาเปรียบประชาชนอย่างชัดเจน

วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

การออกมาตั้งคำถามเรื่อง วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก ในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ เพราะหมอวรงค์มองว่าระบบการเมืองไทยกำลังถูก “การเมืองระบบบ้านใหญ่” กลืนกิน การที่นักการเมืองสอบตกแล้วยังต้องใช้งบประมาณแผ่นดินมาเลี้ยงดูผ่านกองทุนหรือสวัสดิการต่างๆ นั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้และขัดกับหลักความเสียสละ

เปิดมุมมองเมื่อ วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก

นพ.วรงค์ ได้ตั้งข้อสังเกตและแฉถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ดังนี้:

  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: การที่ สส. หรือผู้ช่วยที่หมดวาระไปแล้วแต่ยังรับสิทธิประโยชน์ เป็นการสร้างฐานอำนาจให้ระบบบ้านใหญ่จ่ายเงินน้อยลง โดยโยนภาระมาให้ภาษีประชาชนแทน
  • เผด็จการรูปแบบใหม่: หมอวรงค์มองว่าระบบบ้านใหญ่คือเผด็จการที่ครอบงำการโหวตในสภาฯ ตามความต้องการของนายทุน มากกว่าจะตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ
  • ความไม่เป็นธรรม: การตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องนี้เองโดยมีคนในสภาฯ เอง เป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใสและขาดการมีส่วนร่วมจากเจ้าของภาษีที่แท้จริง

นอกจากนี้ เขายังท้าทายให้ไปสอบถามประชาชนทั่วประเทศว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะเอาเงินภาษีไปดูแลอดีต สส. เหล่านี้ ในขณะที่มี สส. หลายคนยังคงยึดหลักพอเพียง ไม่ได้ใช้ผู้ช่วยเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ สำหรับหมอวรงค์แล้ว การที่ วรงค์ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้เอาภาษีดูแลคนสอบตก นั้นคือการเรียกคืนจริยธรรมทางการเมืองที่ควรจะเป็น โดยเขาเสนอให้ตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นทิ้งและนำไปจัดสรรให้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานจริงแทน

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่สภาฯ ต้องกลับมาทบทวนความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เพียงเพื่อดูแลพรรคพวกหรือระบบอุปถัมภ์ของกลุ่มบ้านใหญ่ แต่ต้องทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เฝ้ามองการทำงานของท่านอยู่ การเมืองที่โปร่งใสเริ่มจากการไม่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องครับ แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้?

ที่มา – “วรงค์” ค้านมติคงบำนาญอดีต สส.-ผู้ช่วย 8 คน ชี้ต้องเอาภาษีไปดูแลพวกสอบตก

กูรูลูกตั้งเตะชาวสกอต ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทีมชาติโปรตุเกส

กูรูลูกตั้งเตะชาวสกอต ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทีมชาติโปรตุเกส

ในยุคที่ฟุตบอลสมัยใหม่ตัดสินกันที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บทบาทของ กูรูลูกตั้งเตะชาวสกอต ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทีมชาติโปรตุเกส อย่าง ออสติน แมคฟี (Austin MacPhee) กลายเป็นที่จับตามองไปทั่วโลก จากผลงานอันยอดเยี่ยมกับ แอสตัน วิลล่า สู่สนามเวิลด์คัพ 2026 เขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้โปรตุเกสกลายเป็นม้ามืดที่น่ากลัวที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับชื่อของเขาในฐานะสต๊าฟโค้ชที่มีเอกลักษณ์ด้วยผมบลอนด์ยาว แต่เส้นทางของเขานั้นไม่ธรรมดา แมคฟีผ่านงานมามากมาย ตั้งแต่ลีกล่างในสกอตแลนด์ไปจนถึงการสเกาต์นักเตะให้กับทีมชาติเม็กซิโกในฟุตบอลโลก 2014 ความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ลูกนิ่งของเขากลายเป็นอาวุธลับที่ อูไน เอเมรี ผู้จัดการทีมแอสตัน วิลล่า ถึงกับเอ่ยปากชมว่าเป็น “ผู้สร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยม”

กูรูลูกตั้งเตะชาวสกอต ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทีมชาติโปรตุเกส กับงานที่ต้องพิสูจน์

เมื่อแมคฟีตัดสินใจเข้าร่วมทีมงานของ โรแบร์โต มาร์ติเนซ ในทีมชาติโปรตุเกส ความคาดหวังก็พุ่งสูงขึ้นทันที เพราะโปรตุเกสเต็มไปด้วยผู้เล่นพรสวรรค์ การเติมเต็มแท็กติกการเล่นลูกตั้งเตะให้เฉียบคมขึ้น จึงเป็นสิ่งที่แฟนบอลทั่วโลกจับตาดูว่าเขาจะทำอย่างไรให้แข้งฝอยทองได้ประโยชน์สูงสุดจากโอกาสเพียงน้อยนิดในสนาม

เส้นทางจากสนามซ้อมสู่ความยิ่งใหญ่

กูรูลูกตั้งเตะชาวสกอต ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทีมชาติโปรตุเกส ผู้นี้ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลและอนิเมชั่นเพื่อส่งต่อข้อมูลให้กับนักเตะผ่านสมาร์ทโฟน กลยุทธ์การทุ่มเทซ้อมอย่างหนักที่วิลล่าปาร์คคือหลักฐานชั้นดีว่าทำไมสโมสรถึงทำประตูจากลูกตั้งเตะได้มากที่สุดในยุโรปหลายฤดูกาลติดต่อกัน ความละเอียดเหล่านี้นี่เองที่ถูกถ่ายทอดสู่ทีมชาติโปรตุเกส เพื่อยกระดับเกมรุกให้มีความซับซ้อนและคาดเดายากยิ่งขึ้น

  • การวิเคราะห์คู่แข่งอย่างละเอียดก่อนเกม
  • การใช้ข้อมูลสถิติเพื่อเลือกจุดตกของบอล
  • การฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองที่ให้นักเตะทุกคนมีส่วนร่วม

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในอดีตสมัยคุมทีมในสกอตแลนด์ แต่ผลงานในปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า ออสติน แมคฟี คือบุคคลสำคัญที่วงการฟุตบอลยุคใหม่ไม่อาจมองข้ามได้ ความเป็นคนช่างสังเกตและความกล้าที่จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ทำให้เขาได้รับการยอมรับจากนักเตะระดับโลกอย่าง เอมิ มาร์ติเนซ หรือ จอห์น แมคกินน์ ไม่ว่าผลการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ชื่อของเขาก็ถูกจารึกไว้ในฐานะมันสมองเบื้องหลังทีมยักษ์ใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว

สุดท้ายนี้ เราต้องมาลุ้นกันว่าลูกเตะมุมหรือฟรีคิกในจังหวะสำคัญของโปรตุเกส จะมีส่วนพาพวกเขาไปถึงฝั่งฝันในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จ ชื่อของแมคฟีจะถูกกล่าวขานในฐานะหนึ่งในโค้ชเฉพาะทางที่เก่งที่สุดแห่งยุคแน่นอน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ทายชื่อนักเตะดัง: ทายซิฉันคือใคร World Cup หมายเลข 10

ทายชื่อนักเตะดัง: ทายซิฉันคือใคร World Cup หมายเลข 10

สวัสดีแฟนบอลทุกท่าน! วันนี้เรามีเกมสนุกๆ มาฝากกันกับกิจกรรม ทายชื่อนักเตะดัง: ทายซิฉันคือใคร World Cup หมายเลข 10 ซึ่งเป็นเกมทายใจที่จะมาทดสอบความจำและความรู้เรื่องฟุตบอลโลกของคุณให้สนุกสุดเหวี่ยง โดยกติกานั้นแสนง่าย เพียงแค่คุณพยายามทายชื่อนักเตะดาวดังในดวงใจผ่านคำใบ้ที่เราเตรียมไว้ให้ หากทายถูกตั้งแต่ครั้งแรกๆ คะแนนของคุณก็จะยิ่งสูง!

กฎกติกาการเล่น ทายชื่อนักเตะดัง: ทายซิฉันคือใคร World Cup หมายเลข 10

ในแต่ละวันเราจะมีคำใบ้ใหม่ๆ มาให้คุณได้ลองทาย โดยเมื่อคุณตอบผิด เราจะปลดล็อกคำใบ้ถัดไปให้โดยอัตโนมัติ ความท้าทายอยู่ที่การตอบให้ถูกโดยใช้จำนวนครั้งให้น้อยที่สุด ถ้าคุณทายถูกภายใน 3 ครั้งถือว่าเป็นเซียนตัวจริง แต่ถ้าได้ 4 หรือ 5 ครั้งก็นับว่ายอดเยี่ยมมากเช่นกัน เกม ทายชื่อนักเตะดัง: ทายซิฉันคือใคร World Cup หมายเลข 10 นี้ออกแบบมาเพื่อให้แฟนบอลได้ตื่นเต้นและท้าทายตัวเองในทุกๆ วัน

ทำไมต้องเล่นเกมทายชื่อนักเตะกับเรา?

การติดตามฟุตบอลไม่ใช่แค่การดูแมตช์การแข่งขัน แต่การได้ทดสอบความจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของนักเตะในฟุตบอลโลกยังช่วยให้เราซึมซับบรรยากาศได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเตะระดับตำนานหรือดาวรุ่งพุ่งแรงในยุคปัจจุบัน เรารวบรวมข้อมูลมาให้ครบถ้วน อย่าลืมกลับมาเล่นใหม่ในวันถัดไปเพื่อพิสูจน์ฝีมือระดับมือโปรของคุณ

  • ฝึกสมองประลองปัญญาเรื่องฟุตบอล
  • ลุ้นรับคะแนนเมื่อทายถูกเร็วกว่าใคร
  • อัปเดตข้อมูลทักษะฟุตบอลโลกอยู่เสมอ

หากคุณชื่นชอบการทดสอบความรู้แบบนี้ เรายังมีคลังเกมตอบคำถามเกี่ยวกับฟุตบอลและกีฬาอื่นๆ อีกมากมายในหน้า Quiz ของเรา อย่าลืมกดสมัครสมาชิกเพื่อรับการแจ้งเตือนและไม่พลาดทุกความสนุกใหม่ๆ ที่ส่งตรงถึงอุปกรณ์ของคุณทันที

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่รู้ลึกรู้จริงเรื่องฟุตบอลโลก แล้วมาดูกันว่าสัปดาห์นี้ใครจะเป็นเจ้าแห่งการทายชื่อนักเตะ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว จับ 5 ผู้ต้องสงสัย

เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังรู้สึกหวาดเสียวกับข่าวล่าสุด เมื่อทางสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ออกมาเปิดเผยว่าสามารถ FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง ได้อย่างทันท่วงที เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเป้าหมายของการโจมตีคือสถานที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในขณะที่มีบุคคลสำคัญรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

เหตุการณ์ระทึกขวัญที่ถูกขัดขวางนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางงานแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (UFC) ซึ่งจัดขึ้นภายในบริเวณทำเนียบขาว โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมชมการแข่งขันพร้อมกับแขกวีไอพีหลายพันคน กลุ่มผู้ก่อเหตุได้วางแผนอย่างแยบยลโดยใช้โดรนติดวัตถุระเบิดเพื่อสร้างความตื่นตระหนก ก่อนจะเปิดฉากยิงจากทีมซุ่มยิงที่ดักรออยู่รอบนอก หากการโจมตีครั้งนี้สำเร็จ ผลลัพธ์ที่ตามมาคงนับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการ FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 รายมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแนวคิดสุดโต่งที่ต่อต้านรัฐบาล โดยมีเครือข่ายออนไลน์คอยประสานงานและวางแผนผ่านแอปพลิเคชันเข้ารหัส สิ่งที่น่าสนใจคือแผนการดังกล่าวถูกเปิดโปงหลังจากที่แม่ของผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งเกิดความระแวงในพฤติกรรมของลูกชายที่กว้านซื้ออาวุธปืนเป็นจำนวนมากผิดปกติ นี่คือข้อพิสูจน์ว่าความร่วมมือของประชาชนเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความปลอดภัย

รายละเอียดการแบ่งหน้าที่ของผู้ต้องสงสัยมีความซับซ้อน ได้แก่:

  • การวางแผนระบบโดรนและเทคโนโลยีอากาศยาน
  • การระดมทุนและการปั่นกระแสในโลกออนไลน์
  • การจัดหาอาวุธและเตรียมทีมซุ่มยิง
  • การสร้างความแตกตื่นเพื่อให้เป้าหมายเดินเข้าหาจุดสังหาร

สถานการณ์ด้านความมั่นคงในสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ในภาวะตึงเครียดมาก เนื่องจากข้อมูลชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงทางการเมืองพุ่งสูงขึ้นกว่า 30% ในช่วงปีที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนครั้งนี้จะต้องเผชิญกับข้อหาหนักฐานสมคบคิดเพื่อก่อฆาตกรรม ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงการจำคุกตลอดชีวิต

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่กี่คนที่ทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นการวางแผนที่จัดตั้งอย่างจริงจัง ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องหันมาทบทวนมาตรการรักษาความปลอดภัยในระดับดิจิทัลและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ให้เข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม

คุณคิดว่ารัฐบาลควรมีมาตรการควบคุมโดรนอย่างไรให้ปลอดภัยมากขึ้นในงานอีเวนต์สาธารณะ? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ครับ

ที่มา – FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70

สวัสดีครับชาวนักวางแผนภาษีทุกคน! วันนี้มีข่าวดีที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับสายบุญและผู้ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาไทย เพราะล่าสุดมีข่าวว่า ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70 ถือเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนภาคเอกชนและประชาชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ดียิ่งขึ้นครับ

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70

หลายคนอาจจะสงสัยว่ามาตรการนี้คืออะไรและเริ่มเมื่อไหร่ บอกเลยว่างานนี้ครอบคลุมย้อนหลังด้วยครับ โดยมาตรการภาษีนี้เปิดโอกาสให้เรานำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงสิ้นปี 2570 เลยทีเดียว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการเก่าหมดไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาครับ

สิทธิประโยชน์ที่คุณไม่ควรพลาด

สำหรับมาตรการ ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70 นี้มีความน่าสนใจตรงที่รองรับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลครับ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริจาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • บุคคลธรรมดา: นำยอดบริจาคมาหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคประเภทอื่นต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายครับ
  • นิติบุคคล: หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลอื่น ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลครับ

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ทุกยอดบริจาคจะต้องทำผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น เพื่อความโปร่งใสและสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลผ่านกรมสรรพากรครับ โดยสถานศึกษาที่เข้าเกณฑ์ได้รับความช่วยเหลือครอบคลุมตั้งแต่มหาวิทยาลัยของรัฐ โรงเรียนเอกชน ไปจนถึงสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงครับ

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมาก นอกจากจะได้ช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาในไทยให้มีทรัพยากรมากขึ้นแล้ว ยังถือเป็นการทำวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่งเลยครับ ลองตรวจสอบข้อมูลสถานศึกษาที่ท่านประสงค์จะบริจาคให้ดีก่อนโอนเงินผ่านระบบ e-Donation นะครับ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของท่านได้รับการรองรับอย่างถูกต้องและแม่นยำที่สุด บอกเลยครับว่างานนี้ win-win ทั้งคนทำบุญและเด็กไทยทั่วประเทศ!

ที่มา – ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70

21 มิถุนายน 2569 วันครีษมายัน กลางวันยาวที่สุด

เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่วันที่ 21 มิถุนายน 2569 นี้ นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นวันที่เราเรียกกันว่า 21 มิถุนายน 2569 เป็น “วันครีษมายัน” ช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี โดยมีข้อมูลจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ระบุว่าดวงอาทิตย์จะปรากฏอยู่บนท้องฟ้าให้เราเห็นนานถึงเกือบ 13 ชั่วโมงเลยทีเดียวครับ

ทำความรู้จัก 21 มิถุนายน 2569 เป็น “วันครีษมายัน” ช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี

ปรากฏการณ์ 21 มิถุนายน 2569 เป็น “วันครีษมายัน” ช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Summer Solstice นี้ เกิดขึ้นจากการที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุดนิ่งทางทิศเหนือมากที่สุด ทำให้คนบนซีกโลกเหนือรวมถึงคนไทยเรา สามารถสังเกตเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุดด้วยเช่นกัน

รายละเอียดปรากฏการณ์ 21 มิถุนายน 2569 เป็น “วันครีษมายัน” ช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี

สำหรับประเทศไทยในวันดังกล่าว ดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 05:51 น. และตกลับขอบฟ้าเวลาประมาณ 18:47 น. รวมช่วงเวลากลางวันที่ได้รับแสงอาทิตย์ไปเต็ม ๆ ถึง 12 ชั่วโมง 56 นาที อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นวันที่กลางวันยาวนานที่สุด แต่ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยใกล้นะเส้นศูนย์สูตร เราจึงรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจนเท่าต่างประเทศ และปัจจุบันในเดือนมิถุนายนของไทยมักจะตรงกับช่วงฤดูฝนพอดีครับ

  • วันวสันตวิษุวัต: กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน
  • วันครีษมายัน: กลางวันยาวที่สุดในรอบปี
  • วันศารทวิษุวัต: กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันอีกครั้ง
  • วันเหมายัน: กลางคืนยาวนานที่สุดในรอบปี

สาเหตุหลักของปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดจากแกนโลกที่เอียงทำมุม 23.5 องศาขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้แต่ละพื้นที่บนโลกได้รับแสงไม่เท่ากันตลอดทั้งปี สำหรับใครที่อยากติดตามข้อมูลดาราศาสตร์ดี ๆ แบบนี้ อย่าลืมปักหมุดรอชมปรากฏการณ์ต่อไปคือ “วันศารทวิษุวัต” ในวันที่ 23 กันยายน 2569 นะครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติใกล้ตัวมากขึ้นครับ

ที่มา – 21 มิถุนายน 2569 เป็น “วันครีษมายัน” ช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี

เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมรถไฟ

เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมรถไฟ 3 สนามบิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดในทำเนียบรัฐบาล เมื่อมีการปรับเปลี่ยนการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจดึงงานส่วนนี้มาดูแลด้วยตัวเอง หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินหรือไม่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกที่มาที่ไปให้หายข้องใจกันครับ

หากพูดถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ การปรับบทบาทครั้งนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของรัฐบาล เปิดเบื้องลึก อนุทิน ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน โดยทางแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า นายอนุทินและนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มีการพูดคุยกันอย่างเรียบร้อยแล้ว โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับ EEC ให้เป็นหัวหอกในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศสู่ประเทศไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีลงมาเป็น ‘หัวหน้าทีมขาย’ ด้วยตัวเอง

เป้าหมายใหม่ของ EEC ภายใต้การกำกับดูแลของนายกฯ

การดึงงานกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของการเมืองที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นการปรับโครงสร้างเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการลดปัญหาแรงเสียดทานระหว่างหน่วยงาน อย่าง EEC กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยนายกรัฐมนตรีได้วางยุทธศาสตร์ใหม่ไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลก: ใช้จุดแข็งของพื้นที่ EEC ด้านปศุสัตว์ ประมง และเกษตรกรรม สร้างความสนใจให้นักลงทุนต่างชาติ
  • ฮับ Data Center ระดับภูมิภาค: ตอบโจทย์เทคโนโลยีสมัยใหม่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่รองรับการใช้งานสูง
  • การบริหารจัดการเชิงรุก: การเป็นผู้นำทีมเจรจาเองจะช่วยให้การตัดสินใจในโปรเจกต์ใหญ่มีความรวดเร็วและเป็นเอกภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายคนกังวลเรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น ได้รับคำยืนยันแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะนายอนุทินเองก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกับนายพิพัฒน์ว่า ไม่มีความจำเป็นต้องเสี่ยงในการแก้สัญญาโครงการนี้ เช่นเดียวกับโครงการอื่นๆ ที่ต้องมีการศึกษาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการเสมอ อย่างกรณีข่าวลือเรื่องดิสนีย์แลนด์ นายกฯ ก็ยังตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว การที่ท่านนายกฯ ดึง EEC มาดูเอง ถือเป็นการขยับตัวเพื่อเน้นย้ำความพร้อมของประเทศไทยในเวทีระดับโลก การทำงานที่ไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานจะทำให้โปรเจกต์ต่างๆ ขับเคลื่อนไปได้ไกลขึ้น และนี่คือสัญญาณบวกสำหรับภาคธุรกิจที่รอคอยความชัดเจนจากภาครัฐครับ

ที่มา – เปิดเบื้องลึก “อนุทิน” ดึง EEC มาคุมเอง ไม่เกี่ยวปมขวางแก้สัญญารถไฟ 3 สนามบิน