วัน: 28 มิถุนายน 2026

ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลและสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุ ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน อย่างเร่งด่วน โดยเหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่ผ่านไปมาในย่านธุรกิจใจกลางเมืองเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินขนาดเล็กแบบเครื่องยนต์เดี่ยวได้พุ่งเข้าชนอาคารซิติก ทาวเวอร์ (CITIC Tower) ตึกระฟ้าที่มีความสูงโดดเด่นใจกลางกรุงปักกิ่ง แรงกระแทกส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 1 ราย คือนักบินผู้ควบคุมเครื่อง และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่อยู่บริเวณด้านล่างอาคารที่ถูกเศษซากจากการชนตกใส่

รายละเอียดและสถานะการตรวจสอบ ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

จากการรายงานของรัฐบาลเขตเฉาหยาง ระบุว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งลงพื้นที่เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยยังไม่มีการสรุปว่านี่เป็นเหตุขัดข้องทางเทคนิคหรือความผิดพลาดประการอื่น ด้านมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่เจ้าหน้าที่ถือว่าเข้มงวดมาก โดยมีรายงานว่าตำรวจได้เข้าควบคุมสถานการณ์และขอความร่วมมือประชาชนให้งดบันทึกภาพในที่เกิดเหตุ

จากการประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้:

  • ผลกระทบต่อพื้นที่: ย่านธุรกิจ CBD ของปักกิ่งได้รับความเสียหายในระดับหนึ่ง
  • มาตรการของทางการ: มีการปิดกั้นพื้นที่และควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลอย่างเคร่งครัด
  • การบาดเจ็บ: ผู้เคราะห์ร้าย 13 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลและอยู่ในความดูแลของแพทย์

สิ่งที่เราต้องติดตามต่อไปคือคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลจีนถึงสาเหตุของเหตุการณ์นี้ ว่าทำไมเครื่องบินขนาดเล็กถึงสามารถบินเข้าใกล้ตึกสูงที่เป็นแลนด์มาร์คสำคัญได้ และมีการละเมิดกฎพื้นที่ห้ามบินหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญด้านความปลอดภัยทางอากาศในเขตเมืองใหญ่ที่ต้องมีการทบทวนมาตรการอย่างจริงจังในอนาคต

ที่มา – ดับ 1 เจ็บ 13 เครื่องบินเล็กชนตึกสูงในจีน ทางการเร่งสืบสวน

Sam Wilson โค้ชสมรรถภาพเตรียมอำลาทีมอาร์เซนอล

Sam Wilson โค้ชสมรรถภาพเตรียมอำลาทีมอาร์เซนอล

แฟนบอลเดอะกันเนอร์สคงต้องเตรียมใจกันหน่อยครับ เพราะล่าสุดมีข่าววงในยืนยันว่า Sam Wilson โค้ชสมรรถภาพเตรียมอำลาทีมอาร์เซนอล เพื่อไปหาความท้าทายใหม่ในยุโรป โดยเขาตัดสินใจที่จะก้าวกระโดดไปรับบทบาทที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมในสโมสรต่างแดน แม้ว่าเจ้าตัวจะมีโอกาสอยู่ต่อกับสโมสรที่เพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ ก็ตาม

สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงเมื่อ Sam Wilson โค้ชสมรรถภาพเตรียมอำลาทีมอาร์เซนอล

การตัดสินใจของ Sam Wilson ในครั้งนี้สร้างความฮือฮาพอสมควร เพราะเขาอยู่กับสโมสรมาตั้งแต่ปี 2014 และคลุกคลีกับทีมชุดใหญ่มาตลอด 7 ปีเต็ม โดยมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าทีมยักษ์ใหญ่อย่าง ยูเวนตุส กำลังหมายตาเขาอยู่ เนื่องจาก Darren Burgess อดีตหัวหน้าฝ่ายสมรรถภาพของอาร์เซนอลก็ทำงานอยู่ที่นั่นด้วย ทั้งนี้ การที่ Sam Wilson โค้ชสมรรถภาพเตรียมอำลาทีมอาร์เซนอล เป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องระบบหลังบ้านครั้งใหญ่ของมิเกล อาร์เตต้า หลังจากที่ฤดูกาลที่ผ่านมาสโมสรต้องเผชิญกับปัญหานักเตะบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง

การปรับทัพครั้งใหญ่เพื่อความสำเร็จในอนาคต

นอกจากข่าวการจากไปของ Sam Wilson แล้ว อาร์เซนอลยังต้องรับมือกับการจากไปของ Dr. Zafar Iqbal หัวหน้าฝ่ายเวชศาสตร์การกีฬาหลังจากจบภารกิจในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก อีกทั้งทางสโมสรยังได้ดึงตัว Eneko Angulo ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูร่างกายจาก Real Betis เข้ามาร่วมทีมเพื่อยกระดับมาตรฐานฟิตเนสภายในสโมสรให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

  • Sam Wilson อยู่กับอาร์เซนอลมานานกว่าทศวรรษ
  • สโมสรเดินหน้าปรับปรุงแผนกการแพทย์อย่างจริงจัง
  • การดึงตัว Eneko Angulo เข้ามาแทนที่ถือเป็นการเสริมแกร่งครั้งสำคัญ

ในมุมมองของแฟนบอล การเปลี่ยนแปลงนี้อาจดูน่าใจหาย แต่ในโลกของฟุตบอลระดับสูง การปรับโครงสร้างเพื่อแก้ไขจุดอ่อนเรื่องอาการบาดเจ็บถือเป็นเรื่องจำเป็น หากอาร์เซนอลต้องการรักษามาตรฐานแชมป์ลีกและก้าวขึ้นไปคว้าถ้วยยุโรปให้ได้ เราต้องมารอดูกันว่าการจากไปของทีมงานเบื้องหลังชุดนี้จะส่งผลต่อฟอร์มการเล่นของลูกทีมอาร์เตต้ามากน้อยเพียงใด แต่เชื่อเหลือเกินว่าบอร์ดบริหารมีการวางแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้วครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เจาะลึกข่าว Chelsea ในการเจรจาดึงตัว Xhaka จาก Sunderland

เจาะลึกข่าว Chelsea ในการเจรจาดึงตัว Xhaka จาก Sunderland

แฟนบอลเดอะบลูส์ต้องหูผึ่งกันเลยทีเดียว เมื่อมีรายงานล่าสุดว่ามีประเด็น Chelsea ในการเจรจาดึงตัว Xhaka จาก Sunderland ซึ่งถือว่าเป็นข่าวที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์แฟนบอลทั่วโลกไม่น้อยเลยครับ เพราะดูเหมือนว่าสิงห์บลูส์กำลังมองหาประสบการณ์ในแดนกลางเพื่อมายกระดับทีมในฤดูกาลหน้า

วิเคราะห์ดีล Chelsea ในการเจรจาดึงตัว Xhaka จาก Sunderland

Granit Xhaka กองกลางวัย 33 ปีชาวสวิสเซอร์แลนด์กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ Sunderland ประสบความสำเร็จจนผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้ในฤดูกาลที่ผ่านมา การที่ยอดทีมจากลอนดอนอย่าง Chelsea ตกเป็นข่าวสนใจในตัวเขานั้น แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทางฝั่งของสโมสร แต่หลายสื่อชื่อดังต่างระบุตรงกันว่ามีการติดต่อกันเกิดขึ้นระหว่างตัวแทนของนักเตะและต้นสังกัดแดนผู้ดีฝั่งสแตมฟอร์ดบริดจ์

ความเห็น: Xhaka จะเหมาะกับแผนของ Xabi Alonso หรือไม่?

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ทำไม Chelsea ถึงตัดสินใจมองหานักเตะอายุเลข 3? แต่ต้องไม่ลืมว่าความสัมพันธ์ของ Xhaka กับอดีตเจ้านายเก่าอย่าง Xabi Alonso นั้นยอดเยี่ยมมาก ทั้งสองเคยร่วมงานกันจนประสบความสำเร็จคว้าแชมป์บุนเดสลีกามาแล้วที่เลเวอร์คูเซ่น การได้คนที่มีความเป็นผู้นำสูงเข้ามาช่วยปรับจูนห้องแต่งตัวอาจเป็นสิ่งที่ Chelsea ขาดหายไปตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ทางด้านต้นสังกัดปัจจุบันอย่าง Sunderland ก็ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการปล่อยตัวกัปตันคนเก่งรายนี้ออกจากทีม แม้จะมีกระแสข่าว Chelsea ในการเจรจาดึงตัว Xhaka จาก Sunderland หนาหูขึ้นทุกวัน แต่ทางสโมสรก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเงินที่จำเป็นต้องเร่งขายนักเตะออกไปแต่อย่างใด

สิ่งที่น่าติดตามต่อไปคือ:

  • การปรับนโยบายการซื้อขายนักเตะของ Chelsea ที่เริ่มมองหานักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่าดาวรุ่งอายุน้อย
  • อนาคตของ Enzo Fernandez ที่มีข่าวว่าจะย้ายไป Real Madrid ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยเร่งให้ดีลนี้ต้องเกิดขึ้น
  • ความต้องการของตัวนักเตะเองว่าจะตัดสินใจอย่างไรในโค้งสุดท้ายของอาชีพค้าแข้ง

ในมุมมองของผม ดีลนี้หากเกิดขึ้นจริง อาจจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ทีมมีความสมดุลมากขึ้น ทั้งในเรื่องของแทคติกในสนามและวุฒิภาวะทางอารมณ์ของนักเตะ เพื่อนๆ ล่ะครับคิดว่าการดึงตัวมิดฟิลด์ประสบการณ์สูงรายนี้เข้ามาจะคุ้มค่ากับค่าเหนื่อยหรือไม่อย่างไร คอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

โคดี้ กักโป ขอความเป็นส่วนตัวหลังสูญเสียลูกในครรภ์

โคดี้ กักโป ขอความเป็นส่วนตัวหลังสูญเสียลูกในครรภ์

ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตครอบครัวของ โคดี้ กักโป กองหน้าตัวเก่งจากสโมสรลิเวอร์พูลและทีมชาติเนเธอร์แลนด์ เมื่อเขาได้ออกมาแจ้งข่าวเศร้าผ่านสื่อออนไลน์ว่า เขากับแฟนสาว โนอา ฟาน เดอร์ บิจ ได้สูญเสียลูกในครรภ์ไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจแฟนบอลและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก

การสูญเสียลูกในครรภ์ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยโนอาได้โพสต์ภาพที่บีบหัวใจผ่านโซเชียลมีเดีย เป็นภาพที่ทั้งคู่จับมือกันเหนือผ้าห่มและหมวกไหมพรม พร้อมข้อความว่าพวกเขาเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ทารกน้อย ‘เอลิยาห์ ราฟาเอล กักโป’ จากไปในระหว่างการตั้งครรภ์ แม้ว่าพวกเขาจะเฝ้ารอคอยลูกคนที่สองด้วยความตื่นเต้นและมีกำหนดคลอดในช่วงเดือนตุลาคมนี้ก็ตาม

ทำความเข้าใจช่วงเวลาที่ยากลำบากของ โคดี้ กักโป ขอความเป็นส่วนตัวหลังสูญเสียลูกในครรภ์

ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว โคดี้ กักโป ได้ออกมาขอความเห็นใจจากสาธารณชนโดยระบุว่า “นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อสำหรับครอบครัวของเรา เราขอความเป็นส่วนตัวและพื้นที่ในช่วงเวลานี้ ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจ” ซึ่งแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกต่างร่วมส่งกำลังใจให้กองหน้ารายนี้อย่างท่วมท้นผ่านช่องทางต่างๆ

สัญญาณแห่งความรักและการระลึกถึง

โนอา ยังได้เล่าเรื่องราวสุดซึ้งหลังจากเหตุการณ์สูญเสียลูกในครรภ์ว่า พวกเขาได้ไปจุดเทียนที่โบสถ์และเดินไปที่สนามเด็กเล่น ก่อนจะพบสัญญาณบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าลูกน้อยของพวกเขาไม่เคยห่างจากไปไหน ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีสำหรับครอบครัวกักโปในเวลานี้

ในแง่ของผลงานในสนาม แม้ว่า โคดี้ กักโป จะต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมชีวิต แต่เขายังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลโลกเพื่อทีมชาติเนเธอร์แลนด์อย่างมืออาชีพ โดยที่ผ่านมาเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการทำไปแล้ว 2 ประตูในเกมพบกับสวีเดน และช่วยให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันนัดถัดไป ทัพอัศวินสีส้มจะต้องพบกับทีมชาติโมร็อกโกในรอบ 32 ทีมสุดท้าย แม้กักโปจะแบกรับความเศร้าไว้ในใจ แต่กำลังใจจากแฟนบอลลิเวอร์พูลและแฟนบอลทั่วโลกจะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลานี้ไปได้

สุดท้ายนี้ พวกเราขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวกักโปและโนอาผ่านพ้นช่วงเวลาที่เจ็บปวดนี้ไปให้ได้ ความเข้มแข็งของพวกเขาคือแรงบันดาลใจให้คนอีกมากมายที่เผชิญกับสถานการณ์แบบเดียวกัน ขอให้พวกเขากลับมารู้สึกถึงความรักและความอบอุ่นอีกครั้งในเร็ววัน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นเมื่อแผ่นดินไหว 6.1 เขย่าอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นสามารถรับรู้ได้ไกลถึงหลายเมืองสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน แต่โชคยังดีที่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

สถานการณ์แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ล่าสุด

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ได้รายงานว่า จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้อยู่ที่ความลึกประมาณ 199 กิโลเมตร ห่างจากเมืองจอร์มของอัฟกานิสถานไปทางใต้ประมาณ 43 กิโลเมตร แม้ตัวเลขแมกนิจูดจะค่อนข้างสูง แต่ด้วยความลึกของจุดศูนย์กลางทำให้แรงสั่นสะเทือนในระดับพื้นดินอาจไม่รุนแรงเท่ากับแผ่นดินไหวตื้นๆ ทั่วไป

ผลกระทบและพื้นที่ที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจาก แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน

นอกจากประเทศอัฟกานิสถานแล้ว กรมอุตุนิยมวิทยาของปากีสถานยังพบว่าประชาชนในหลายพื้นที่ของปากีสถานสามารถรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนได้เช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ตามข้อมูลดังนี้:

  • กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน
  • แคว้นปัญจาบ ทางด้านตะวันออก
  • แคว้นไคเบอร์ปัคตูนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งติดกับชายแดนอัฟกานิสถาน
  • พื้นที่แคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานปกครอง

รายงานจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า ในทันทีที่เกิดเหตุ ผู้คนจำนวนมากต่างพากันวิ่งหนีออกจากบ้านเรือนด้วยความแตกตื่น อย่างไรก็ตาม โฆษกหน่วยงานจัดการภัยพิบัติประจำแคว้นไคเบอร์ปัคตูนควาได้ออกมายืนยันผ่านสื่อว่า จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุดยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายในระดับที่น่าเป็นห่วง

ถึงแม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะดูเหมือนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่อัฟกานิสถานยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดธรณีพิบัติภัย ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเหตุแผ่นดินไหวหลายครั้งได้คร่าชีวิตผู้คนไปนับพัน ส่งผลให้ประชาชนในภูมิภาคนี้ต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่เสมอ

เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์เตือนใจว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

ที่มา – แผ่นดินไหว 6.1 เขย่าอัฟกานิสถาน-ปากีสถาน ยังไม่มีรายงานความเสียหาย

บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

เป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อล่าสุดมีการรายงานข่าวใหญ่ว่า บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส อย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลบูร์กินาฟาโซได้ออกมาแถลงการณ์ถึงสาเหตุในการตัดสินใจครั้งนี้ว่า ฝรั่งเศสมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและพยายามเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านประเทศของพวกเขาอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง

ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองชาติเริ่มสั่นคลอนมานาน นับตั้งแต่การเกิดรัฐประหารโดยร้อยเอก อิบราฮิม ตราโอเร ในปี 2565 ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินนโยบายในทิศทางที่เน้นการต่อต้านชาติตะวันตกอย่างชัดเจน การประกาศตัดความสัมพันธ์ในครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายต้องจับตามองอนาคตของภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป

เบื้องลึกทำไมบูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของบูร์กินาฟาโซได้ออกมาแถลงผ่านทางโทรทัศน์โดยตรง โดยระบุว่าพฤติกรรมของฝรั่งเศสสะท้อนถึงความทะเยอทะยานแบบลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ หรือ Neo-colonialism ที่ต้องการเข้ามาก้าวก่ายและควบคุมนโยบายภายในของประเทศ ทำให้เงื่อนไขแห่งความเคารพซึ่งกันและกันนั้นหมดไปโดยสิ้นเชิง

สาเหตุหลักที่ทำให้อุณหภูมิทางการเมืองพุ่งสูงขึ้น ได้แก่:

  • การกล่าวหาว่าฝรั่งเศสนำเครือข่ายบ่อนทำลายเข้ามาแทรกแซงกิจกรรมภายใน
  • ความพยายามของฝรั่งเศสในการโดดเดี่ยวบูร์กินาฟาโซออกจากเวทีโลก
  • ความระหองระแหงเรื่องนโยบายความมั่นคงและการไล่ทหารฝรั่งเศสออกจากพื้นที่ไปก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ในฟากฝั่งของกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ก็ได้โต้ตอบทันควันว่าการตัดสินใจของบูร์กินาฟาโซนั้นเป็นท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์และปราศจากมูลความจริง พร้อมทั้งเตือนให้พลเมืองฝรั่งเศสในพื้นที่เพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุด

แน่นอนว่าในแง่ของรัฐศาสตร์ บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพันธมิตรครั้งใหญ่ โดยที่ผ่านมาเราได้เห็นร่องรอยของการที่รัฐบาลทหารหันไปกระชับความร่วมมือกับจีนและรัสเซียมากขึ้น รวมถึงการรวมกลุ่มกับมาลีและไนเจอร์เพื่อตั้งเป็น พันธมิตรแห่งรัฐซาเฮล (The Alliance of the Sahel States) เพื่อคานอำนาจและแสวงหาทางรอดในแบบฉบับของตนเอง

สุดท้ายนี้ แม้ทางรัฐบาลจะยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปในเชิงสถาบันและไม่ได้ลดทอนความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมหรือมนุษยธรรมที่มีต่อประชาชน แต่ในมุมมองระดับโครงสร้าง นี่คือบททดสอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศฝรั่งเศสในอนุภูมิภาคซาเฮล ว่าจะจัดการกับกระแสชาตินิยมที่รุนแรงนี้ได้อย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเกมการเมืองครั้งนี้จะจบลงที่ตรงไหน

ที่มา – บูร์กินาฟาโซประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับฝรั่งเศส