วัน: 1 กรกฎาคม 2026

ลิซ่า จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับปัญหางบประมาณและการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะข้อเสนอที่ให้ “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกอยู่ในปัจจุบัน

“ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น

จากการอภิปรายงบประมาณปี 2570 พบว่าสัดส่วนงบประมาณที่ส่งไปให้ท้องถิ่นยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ 35% ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ในประเด็นการสอบแข่งขันเพื่อคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่นนั้น เมื่อครั้งอดีตมีคำสั่ง คสช. เข้ามาดึงอำนาจไปไว้ที่ส่วนกลางด้วยข้ออ้างว่าเพื่อความโปร่งใส แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นตลกร้าย

แฉกลโกงขบวนการสอบสวนที่ส่วนกลาง

ปัจจุบันพบว่าการจัดสอบที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางกลับเต็มไปด้วยการทุจริตอย่างเป็นระบบ มีการตั้งข้อสังเกตตั้งแต่กระบวนการจัดพิมพ์ข้อสอบที่ใช้โรงพิมพ์เดียวกับบัตรเลือกตั้ง ไปจนถึงการหลุดของไฟล์เฉลยข้อสอบ “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น เพราะเชื่อว่าการคืนอิสระให้อปท. กว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ จะช่วยลดช่องว่างในการทุจริตและสร้างความเป็นธรรมได้มากกว่า

  • ทุจริตเป็นระบบ: มีการรั่วไหลของข้อสอบตั้งแต่ขั้นตอนการออกข้อสอบ
  • ความหละหลวมของ TOR: เจ้าหน้าที่ขาดการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • คำถามถึงหน่วยงานรัฐ: ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นภาพสะท้อนของระบบราชการไทยที่มักใช้อำนาจรวมศูนย์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือเรื่องของ “ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้” ซึ่งหากรัฐบาลยังคงอุ้มชูระบบเดิมไว้ ก็ยากที่จะกู้คืนความเชื่อมั่นจากประชาชนได้

ในมุมมองของผู้เขียน ความพยายามในการปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็นการท้าทายระบบราชการที่ล้าหลัง การคืนอำนาจให้ท้องถิ่นจัดสอบเองไม่เพียงแต่จะช่วยให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมกับพื้นที่ แต่ยังเป็นการคืนศักดิ์ศรีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ควรมีความเป็นอิสระในการบริหารงาน นี่คือบทพิสูจน์สำคัญที่รัฐบาลต้องเลือกว่าจะยืนอยู่ข้างประชาชนหรือข้างระบบอุปถัมภ์ที่กัดกินประเทศมาอย่างยาวนาน

ที่มา – “ลิซ่า” จี้ยกเลิกคำสั่ง คสช. คืนอำนาจจัดสอบให้ท้องถิ่น แฉยับส่วนกลางโกงเป็นระบบ

Celtic จ่อคว้า Gvidas Gineitis แทนที่ Arne Engels

Celtic จ่อคว้า Gvidas Gineitis แทนที่ Arne Engels

ตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงนี้เริ่มคึกคักขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะข่าวลือล่าสุดที่ทำให้แฟนบอลม้าลายเขียวขาวต้องจับตามอง เมื่อมีรายงานว่า Celtic จ่อคว้า Gvidas Gineitis มิดฟิลด์วัย 22 ปีจาก Torino เข้ามาเสริมทัพเพื่อเตรียมรับมือกับการสูญเสียกำลังหลักอย่าง Arne Engels ที่กำลังเนื้อหอมสุดๆ ในเวลานี้

วิเคราะห์ทำไม Celtic จ่อคว้า Gvidas Gineitis เข้ามาแทนที่

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่าทำไม Celtic ถึงต้องมองหาตัวตายตัวแทนที่รวดเร็วขนาดนี้ คำตอบอยู่ที่ความไม่แน่นอนในอนาคตของ Arne Engels แข้งทีมชาติเบลเยียมที่ตกเป็นเป้าหมายของทั้ง Crystal Palace, Nottingham Forest และยักษ์ใหญ่อย่าง Roma แน่นอนว่าการปล่อยผู้เล่นระดับนี้ออกไปย่อมสร้างจุดโหว่ในแดนกลาง ดังนั้นการที่ Celtic จ่อคว้า Gvidas Gineitis จึงเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่มองการณ์ไกลเพื่อรักษามาตรฐานของทีมเอาไว้

ศักยภาพของ Gineitis กับอนาคตในถิ่น Celtic Park

Gvidas Gineitis ถือเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองในเซเรียอา อิตาลี ด้วยทักษะการคุมจังหวะเกมและการอ่านเกมที่โดดเด่น แม้จะมีอายุเพียง 22 ปี แต่เขาก็สั่งสมประสบการณ์การเล่นในระดับสูงมาแล้ว หากการย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นจริง เขาอาจจะเป็นคีย์แมนคนใหม่ที่แฟนบอล Celtic จะหลงรักไม่แพ้ Engels ที่กำลังจะย้ายออกไป

นอกเหนือจากข่าวของ Celtic แล้ว ในสกอตแลนด์ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมายเกี่ยวกับอนาคตของผู้เล่นหลายคน ไม่ว่าจะเป็น:

  • Thelo Aasgaard: มิดฟิลด์จาก Rangers ที่มีข่าวเชื่อมโยงกับ Atalanta โดยมี Mauricio Sarri เป็นตัวตั้งตัวตีอยากได้มาร่วมงาน
  • Luke Graham: กองหลัง Dundee ที่กำลังตัดสินใจเลือกอนาคตระหว่างสโมสรในลีกอังกฤษอย่าง Stoke City หรือ Portsmouth
  • เป้าหมายดาวรุ่ง: Alfred Johansson กุนซือ Motherwell ยังคงมุ่งมั่นกับการสร้างนักเตะเยาวชนรุ่นใหม่ขึ้นมาประดับวงการ

ท้ายที่สุดแล้ว วงการฟุตบอลคือเรื่องของจังหวะและโอกาส การที่ทีมบริหารของ Celtic ขยับตัวไวถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าพวกเขาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในฐานะแฟนบอล เราคงต้องคอยติดตามดูว่าดีลนี้จะปิดจบได้จริงหรือไม่ หรือจะมีใครปาดหน้าคว้าตัวดาวรุ่งรายนี้ไปครองก่อน ต้องลุ้นกันถึงนาทีสุดท้ายครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

FIFA ไขข้อข้องใจ ทำไมลูกยิงเยอรมนีถึงถูกริบประตู

FIFA ไขข้อข้องใจ ทำไมลูกยิงเยอรมนีถึงถูกริบประตู

หลังจบเกมที่เยอรมนีต้องร่วงตกรอบฟุตบอลโลกแบบช็อกแฟนบอล หลายคนยังคงกังขาว่า FIFA ไขข้อข้องใจ ทำไมลูกยิงเยอรมนีถึงถูกริบประตู ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งจังหวะนั้นดูเหมือนว่า โยนาธาน ทาห์ จะพาทีมขึ้นนำ 2-1 ไปแล้ว แต่ทว่า VAR ได้ส่งสัญญาณไปยังผู้ตัดสินให้เข้าไปดูจอข้างสนาม ก่อนจะตัดสินใจริบประตูคืนเนื่องจาก วัลเดมาร์ อันทอน ไปทำฟาวล์ผู้รักษาประตูของปารากวัย

เหตุผลที่ FIFA ไขข้อข้องใจ ทำไมลูกยิงเยอรมนีถึงถูกริบประตู

เหตุการณ์นี้ทำให้ จูเลียน นาเกลส์มันน์ กุนซือทีมอินทรีเหล็กถึงกับหัวเสียและมองว่านี่เป็นเรื่องตลก แต่ล่าสุด ปิแอร์ลุยจิ คอลลิน่า ประธานคณะกรรมการผู้ตัดสินของ FIFA ได้ออกมาชี้แจงเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันว่าทำไมจังหวะการเบียดผู้รักษาประตูถึงถือว่าเป็นความผิด โดยคอลลิน่ายืนยันว่าก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ได้มีการย้ำเตือนเรื่องกติกาการป้องกันผู้รักษาประตูไว้อย่างชัดเจนแล้ว

รายละเอียดเชิงลึกเมื่อ FIFA ไขข้อข้องใจ ทำไมลูกยิงเยอรมนีถึงถูกริบประตู

กติกาที่ถูกนำมาใช้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการเน้นย้ำถึงสิ่งที่กรรมการต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ ดังนี้:

  • หากผู้เล่นฝ่ายรุกไม่มีเจตนาเล่นบอลแต่พยายามขวางทางเคลื่อนที่ของคู่แข่ง
  • การเจตนาเบียดบังผู้รักษาประตูเพื่อไม่ให้ป้องกันประตูได้ตามปกติ
  • ผู้ตัดสินและทีม VAR มีอำนาจเต็มในการแทรกแซงหากพบจังหวะในลักษณะนี้

คอลลิน่ากล่าวเสริมว่า นี่เป็นแนวทางที่เน้นความยุติธรรมในสนาม เมื่อมีการเคลื่อนไหวที่ผิดกติกาเพื่อทำลายจังหวะการป้องกันของโกล ผู้ตัดสินจำเป็นต้องเป่าฟาวล์ทันทีไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสำคัญแค่ไหนก็ตาม

บทเรียนนี้ถือเป็นราคาที่เยอรมนีต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฟุตบอลโลกหนนี้ แม้แฟนบอลจะรู้สึกเสียดาย แต่ในมุมของกฎกติกา นี่คือสิ่งที่เราต้องยอมรับและทำความเข้าใจเพื่อปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานการตัดสินใหม่ในยุค VAR อย่างไรก็ตาม พลังของฟุตบอลคือความไม่แน่นอน นี่อาจเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ให้ทีมยักษ์ใหญ่ระมัดระวังมากขึ้นในจังหวะเข้าทำหน้าประตู

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรฐานการตัดสินในแมตช์นี้? การใช้ VAR ช่วยให้เกมยุติธรรมขึ้นจริงหรือไม่ หรือทำให้มนต์เสน่ห์ของฟุตบอลลดน้อยลง? มาร่วมแสดงความคิดเห็นแบ่งปันมุมมองของคุณได้ที่หน้าเพจของเรา

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตร

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองญี่ปุ่นครั้งล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรได้สร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยการลงมติผ่านร่างกฎหมายที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง นั่นคือ สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล ซึ่งถือเป็นประเด็นที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเรื่องของสัญลักษณ์ประจำชาติที่ละเอียดอ่อนกับความรู้สึกของประชาชน

สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

การลงมติในครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่รัฐบาลคาดหวังไว้ เพราะท่ามกลางการประชุมที่ตึงเครียด สมาชิกจากพรรคฝ่ายค้านพร้อมใจกันลุกออกจากห้องประชุมเพื่อแสดงอารยะขัดขืน โดยกล่าวหารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ว่าเร่งรัดกระบวนการโดยไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้อภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นอย่างเพียงพอ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลถึงผลกระทบในวงกว้างต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนชาวญี่ปุ่นเองอีกด้วย

ใจความสำคัญของ สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้นั้นเข้มข้นไม่แพ้กัน โดยมีรายละเอียดเพื่อป้องกันการทำลายหรือดูหมิ่นธงชาติในที่สาธารณะ ดังนี้:

  • กำหนดโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี
  • ปรับเงินไม่เกิน 200,000 เยน หรือประมาณ 41,000 บาท
  • ครอบคลุมพฤติกรรมที่เจตนาสร้างความรังเกียจหรือลดทอนความเคารพต่อธงชาติ

ผู้สนับสนุนกฎหมายนี้มองว่าเป็นเรื่องของความเท่าเทียมทางกฎหมาย เพราะในปัจจุบันญี่ปุ่นมีบทลงโทษสำหรับการดูหมิ่นธงชาติของต่างประเทศอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีบทลงโทษสำหรับธงชาติของตนเอง อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ถูกโต้แย้งจากนักการเมืองสายพิราบหลายท่านที่ระบุว่า ความเคารพต่อธงชาติควรเป็นสิ่งที่เกิดจากความสมัครใจและจิตสำนึก ไม่ใช่การบังคับผ่านบทลงโทษทางอาญา

สถานการณ์ในขณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางการเมืองที่ชัดเจน แม้พรรครัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภาล่างจนสามารถผลักดันกฎหมายได้ตามใจปรารถนา แต่การเผชิญหน้ากับสภาสูงและเสียงคัดค้านจากสังคมนั้นเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องหาทางออก นอกจากนี้ รัฐบาลยังเจอกับการคัดค้านในอีกหลายประเด็น เช่น การลดจำนวนที่นั่งสส. และการจัดตั้งเมืองหลวงสำรอง ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการประชุมสภาเต็มไปด้วยความติดขัด จนอาจต้องมีการขยายเวลาสมัยประชุมออกไปเพื่อหาข้อสรุปให้ได้ก่อนการปิดสมัยประชุมในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้

ในมุมมองนักวิเคราะห์ ความท้าทายที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเผชิญไม่ได้จบเพียงแค่การผ่านร่างกฎหมายในสภาล่างเท่านั้น แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายชาตินิยมกับหลักการสิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ บทเรียนนี้จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญว่าการปกครองด้วยเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน หากขาดการรับฟังเสียงข้างน้อยอย่างมีวุฒิภาวะ.

ที่มา – สภาผู้แทนฯ ญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายห้ามดูหมิ่นธงชาติ ฝ่ายค้านคว่ำบาตรลงมติประท้วงรัฐบาล

ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้พื้นที่ทำกินของตัวเองต้องพังพินาศจากมลพิษใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีประเด็นร้อนแรงในจังหวัดปทุมธานี เมื่อเหล่า ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบปากท้องของชาวบ้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลบ่อเงิน อำเภอลาดหลุมแก้ว ที่เกษตรกรกำลังเผชิญวิกฤตน้ำเสียเข้าทำลายผลผลิตจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

ปัญหา ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ชาวบ้านสังเกตเห็นว่าพืชเศรษฐกิจ เช่น ต้นกระท่อม มะพร้าว และมะม่วง เริ่มยืนต้นตาย ส่วนนาข้าวก็แคระแกรนไม่ยอมออกรวง แถมปลาก็ทยอยตายเป็นจำนวนมาก หลังจากการตรวจสอบพบว่ามีน้ำเสียที่มีลักษณะเป็นคราบสนิมและคราบน้ำมันไหลพุ่งออกมาจากช่องระบายน้ำบริเวณกำแพงโรงงานอุตสาหกรรมข้างเคียง ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ตำบลบ่อเงินยังเป็นพื้นที่สีเขียว ซึ่งชาวบ้านต่างตั้งคำถามและเกิดความสงสัยว่าโรงงานเหล่านี้เข้ามาตั้งอยู่ได้อย่างไร

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบแค่เพียงอาชีพเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงร้านอาหารในละแวกใกล้เคียงที่ต้องเจอกับกลิ่นเหม็นเน่า จนลูกค้าไม่อยากมาใช้บริการ นายอธิชล เชื้อดี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบยืนยันว่า ตนต้องทนกับปัญหานี้มานานหลายปี แต่เพิ่งจะมาเห็นหลักฐานชัดเจนว่าเป็นเพราะการเจาะรูระบายน้ำจากโรงงานเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งเหตุการณ์ ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย จึงกลายเป็นกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบสารพิษและดำเนินการจัดการอย่างเด็ดขาด

  • ต้นพืชเศรษฐกิจยืนต้นตายและแคระแกรน
  • ปลาน็อกน้ำตายจากสารเคมีและขาดออกซิเจน
  • กลิ่นเหม็นรบกวนการใช้ชีวิตและการค้าขาย
  • เกิดคำถามเรื่องการขออนุญาตก่อสร้างโรงงานในพื้นที่สีเขียว

ทางด้าน นายสายชล พุกเงิน นายก อบต.บ่อเงิน ได้เร่งทำหนังสือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นอำเภอหรือสาธารณสุข เพื่อเข้าตรวจสอบในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้ โดยได้รับคำมั่นจากฝ่ายผู้บริหารโรงงานว่าจะเร่งแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านยังคงต้องการเห็นมาตรการเยียวยาที่เป็นธรรมมากกว่าแค่คำสัญญา เพราะพื้นที่เกษตรกรรมที่เสียหายไปแล้วนั้นประเมินมูลค่าความเดือดร้อนได้ยากยิ่ง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตรกรรมจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักธรรมภิบาลและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ หากโรงงานยังคงดำเนินการโดยไม่ใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดกับชุมชน รอบข้าง ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ต้องเข้ามาบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิมที่ทำลายอาชีพและวิถีชีวิตของชาวบ้านในอนาคตครับ

ที่มา – ชาวนาชาวสวน จ.ปทุมธานี โอด โรงงานปล่อยน้ำสนิมคราบน้ำมัน ทำข้าวไม่โต ต้นไม้ตาย

ศธ.-กรมราชทัณฑ์ จับมือเปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างโอกาสทางการเรียนให้ผู้ต้องขัง

ข่าวดีสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อนมนุษย์ เมื่อล่าสุดทางกระทรวงศึกษาธิการและกรมราชทัณฑ์ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อเดินหน้าโครงการสำคัญอย่าง ศธ.-กรมราชทัณฑ์ จับมือเปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างโอกาสทางการเรียนให้ผู้ต้องขัง อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนพื้นที่หลังกำแพงให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการเริ่มต้นชีวิตใหม่

ศธ.-กรมราชทัณฑ์ จับมือเปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างโอกาสทางการเรียนให้ผู้ต้องขัง อย่างยั่งยืน

การลงนามครั้งนี้นำโดย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ตอกย้ำว่า แม้ร่างกายจะถูกจำกัดด้วยกำแพงเรือนจำ แต่โอกาสทางการเรียนรู้ไม่ควรถูกปิดกั้น การที่ ศธ.-กรมราชทัณฑ์ จับมือเปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างโอกาสทางการเรียนให้ผู้ต้องขัง จะช่วยให้ผู้ที่เคยพลาดพลั้งได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงการศึกษาในระดับปริญญา ซึ่งจะเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างงานและเติบโตอย่างมั่นคงเมื่อได้รับการปล่อยตัว

โอกาสครั้งใหม่จากการศึกษาในเรือนจำ

โครงการ ศธ.-กรมราชทัณฑ์ จับมือเปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างโอกาสทางการเรียนให้ผู้ต้องขัง มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นผ่านทางกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะชีวิตให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้าง ‘คน’ ให้พร้อมกลับคืนสู่สังคมด้วยความมั่นใจและวุฒิการศึกษาที่จับต้องได้

ประโยชน์ที่ผู้ต้องขังจะได้รับจากโครงการนี้ มีดังนี้:

  • การเข้าถึงหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน
  • การพัฒนาทักษะวิชาชีพที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริงหลังจากพ้นโทษ
  • การเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ และวุฒิการศึกษาที่สอดคล้องกับมาตรฐานกระทรวงศึกษาธิการ
  • การสร้างความหวังและแรงบันดาลใจในการตั้งต้นชีวิตใหม่ที่ดียิ่งขึ้น

เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการลดความเหลื่อมล้ำ โดยมองว่าการศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ การคืนคนดีสู่สังคมผ่านกระบวนการเรียนรู้นั้นไม่ใช่เพียงแค่การให้ความรู้ แต่คือการสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้กลับคืนมา หากเราเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ สังคมก็จะปลอดภัยและเข้มแข็งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ศธ.- กรมราชทัณฑ์ จับมือเปิดห้องเรียนในเรือนจำ สร้างโอกาสทางการเรียนให้ผู้ต้องขัง

ฉันคือใคร? ทายชื่อนักเตะดังฟุตบอลโลกคนที่ 24

ฉันคือใคร? ทายชื่อนักเตะดังฟุตบอลโลกคนที่ 24

สวัสดีคอบอลทุกท่าน! ยินดีต้อนรับสู่กิจกรรมสนุกๆ ที่จะมาทดสอบความเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณด้วยเกม ฉันคือใคร? ทายชื่อนักเตะดังฟุตบอลโลกคนที่ 24 กติกาของเราเข้าใจง่ายมาก เพียงแค่คุณพยายามทายชื่อนักเตะที่เรากำหนดไว้ให้ได้ถูกต้องภายในจำนวนครั้งที่น้อยที่สุด ยิ่งทายถูกไวเท่าไหร่ คะแนนของคุณก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น!

กฎกติกาสุดเร้าใจของ ฉันคือใคร? ทายชื่อนักเตะดังฟุตบอลโลกคนที่ 24

ในแต่ละวันที่คุณเข้ามาเล่น คุณจะพบกับปริศนาใหม่ๆ ที่ท้าทายความจำเกี่ยวกับเหล่านักเตะระดับตำนานและดาวรุ่งจากศึกฟุตบอลโลก เมื่อคุณทายผิดในครั้งแรก ไม่ต้องกังวลไป เพราะเราจะมีคำใบ้ใหม่ๆ ปลดล็อกออกมาให้คุณได้รับรู้ เพื่อช่วยให้การทายในครั้งต่อไปง่ายยิ่งขึ้น การทำคะแนนให้ได้ 4 หรือ 5 แต้มถือว่าเป็นระดับยอดเยี่ยมสำหรับผู้เล่นตัวจริง!

เคล็ดลับการเล่น ฉันคือใคร? ทายชื่อนักเตะดังฟุตบอลโลกคนที่ 24 ให้ได้คะแนนสูง

หากคุณอยากเป็นเซียนในเกมนี้ คุณต้องหมั่นติดตามข่าวสารฟุตบอลและจดจำสถิติต่างๆ ของผู้เล่นให้ดี โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึกในรายการฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เชื่อเถอะว่าการมีสะสมความรู้เหล่านี้จะช่วยให้คุณคว้าชัยชนะได้ไม่ยาก เราจัดเตรียมคำใบ้เอาไว้ให้หลากหลายมุมมอง ตั้งแต่สโมสรที่สังกัดไปจนถึงจำนวนประตูที่ทำได้ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่

  • ติดตามข่าวสารฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง
  • หมั่นฝึกฝนทายชื่อผู้เล่นวันละเล็กน้อย
  • แบ่งปันผลลัพธ์คะแนนของคุณกับเพื่อนๆ ในโซเชียลมีเดีย

สำหรับใครที่รู้สึกว่าหนึ่งเกมต่อวันยังไม่จุใจ คุณสามารถเข้าไปเลือกเล่นแบบทดสอบอื่นๆ เพิ่มเติมได้ในหน้าเว็บ Football Quizzes ของเรา ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมทุกวงการกีฬา ให้คุณได้สนุกกันแบบไม่มีเบื่อ และอย่าลืมกดติดตามเพื่อไม่ให้พลาดการอัปเดตปริศนาใหม่ๆ ที่จะส่งตรงถึงอุปกรณ์ของคุณทุกวัน

ในฐานะคอบอล ผมมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้เราได้ฝึกสมอง แต่ยังเป็นการรวบรวมช่วงเวลาความประทับใจของการแข่งขันฟุตบอลโลกกลับมาให้เราตื่นเต้นอีกครั้ง ใครจะเป็นแฟนตัวยงที่ทายถูกได้เร็วที่สุดในวันนี้? มาร่วมสนุกและพิสูจน์ฝีมือไปพร้อมกับเราเลย!

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เม็กซิโกฟอร์มดุที่สนามอัซเตก้า และอังกฤษอาจเป็นรายต่อไป

เม็กซิโกฟอร์มดุที่สนามอัซเตก้า และอังกฤษอาจเป็นรายต่อไป

กระแสความร้อนแรงของฟุตบอลโลกปีนี้คงไม่มีใครเกินทีมชาติเม็กซิโก ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างไร้ที่ติในรอบแบ่งกลุ่มจนทะลุเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ โดยเฉพาะผลงานล่าสุดที่เอาชนะเอกวาดอร์ไปได้อย่างสวยงาม ทำให้แฟนบอลทั่วโลกเริ่มจับตาดูว่าในรอบต่อไป ใครจะเป็นผู้โชคร้ายที่ต้องเผชิญหน้ากับพวกเขาในสนามที่เปรียบเสมือนป้อมปราการแห่งนี้

เม็กซิโกฟอร์มดุที่สนามอัซเตก้า และอังกฤษอาจเป็นรายต่อไป

ความเป็นไปได้ที่ทีมชาติอังกฤษจะต้องโคจรมาพบกับเม็กซิโกในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้นสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก หากสิงโตคำรามผ่านทีมชาติคองโกได้สำเร็จ พวกเขาจะต้องเจอกับงานหินที่สนามอัซเตก้า ซึ่งเป็นสถานที่ที่เม็กซิโกแทบจะไม่เคยแพ้ใคร ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรือทีมใดก็ตาม การมาเยือนถิ่นนี้ถือเป็นบททดสอบที่อันตรายที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้

สถิติที่น่าเกรงขามในสนามเหย้า

เม็กซิโกทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งด้วยสถิติ 4 นัด ชนะรวด 4 นัด ยิงไป 8 ประตูและยังไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว ยิ่งไปกว่านั้น สถิติในสนามอัซเตก้าของพวกเขายังแข็งแกร่งสุดๆ ด้วยชัยชนะถึง 69 ครั้งจาก 88 นัดที่ลงเล่นในการแข่งขันรายการนี้ ความได้เปรียบในบ้านและเสียงเชียร์จากคนทั้งชาติทำให้เม็กซิโกกลายเป็นทีมที่ใครก็ไม่อยากจะพบเจอ

อดีตผู้จัดการทีมชื่อดังอย่าง แอนเจ โปสเตโคกลู ได้กล่าวไว้ว่า ถ้าอังกฤษต้องบุกมาเยือนเม็กซิโก นี่จะเป็นสถานการณ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับการก้าวเข้าสู่ฟุตบอลโลกในอีกมิติหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและพลังงานมหาศาลจากแฟนเจ้าบ้าน ที่พร้อมจะสนับสนุนทีมให้ไปถึงจุดสูงสุด

ทำไมเม็กซิโกถึงน่ากลัวในปีนี้?

  • ฟอร์มเกมรับที่เหนียวแน่น: ยังไม่เสียประตูจากการลงเล่น 4 นัด
  • เกมรุกที่ดุดัน: โดยเฉพาะ จูเลียน ควีโนเนส และ ราอูล จิเมเนซ ที่กำลังท็อปฟอร์ม
  • ดาวรุ่งพุ่งแรง: กิลเบอร์โต โมรา วัย 17 ปี ที่แสดงศักยภาพให้โลกได้เห็น
  • แรงกระตุ้นจากแฟนบอล: ความเชื่อมั่นที่ว่าปีนี้จะเป็นปีที่เม็กซิโกสร้างปาฏิหาริย์

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโกคือการก้าวผ่าน “คำสาปนัดที่ 5” (Quinto Partido) ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเขามักจะตกรอบในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสทองที่พวกเขาจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์และคว้าแชมป์โลกมาครองเป็นครั้งแรก ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอลที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ นัดที่ลงแข่งขัน

ไม่ว่าผลการแข่งขันในรอบถัดไปจะเป็นอย่างไร แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือยุคทองของเม็กซิโกจริงๆ การเล่นด้วยความมั่นใจและระบบทีมที่ยอดเยี่ยมทำให้พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมเต็งที่น่าจับตามองที่สุด หากอังกฤษหรือใครก็ตามได้เผชิญหน้ากับพวกเขาในสนามที่ดุเดือดแห่งนี้ รับรองได้ว่าจะเป็นเกมที่ลืมไม่ลงแน่นอน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

“นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าของร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งล่าสุด นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการพ่วงประเด็นที่สังคมกังวลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการ “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องย้ำไว้เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

เหตุผลที่ต้องยืนหยัดในหลักการไม่ล้างผิด

นายนิกรได้อธิบายถึงขั้นตอนการพิจารณาในวุฒิสภาว่า ทุกอย่างยังคงเดินหน้าตามเจตนารมณ์เดิม คือมุ่งเน้นการสร้างความสันติสุขและปิดฉากความขัดแย้งทางการเมืองที่สั่งสมมาเกือบ 20 ปี โดยมีหลักการ 3 ข้อที่ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ได้แก่:

  • การกระทำความผิดฐานทุจริตประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
  • การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
  • ความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รวมถึงความผิดต่อส่วนตัวที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง

ดังนั้น สังคมจึงมั่นใจได้ว่าคำกล่าวที่ว่า “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง นั้นคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในร่างกฎหมาย เพื่อให้การนิรโทษกรรมเป็นไปเพื่อผู้ที่มีแรงจูงใจทางการเมืองอย่างแท้จริงเท่านั้น

สำหรับการแก้ไขในชั้นวุฒิสภาเกี่ยวกับการตัดคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ออกและการจัดลำดับความผิดใหม่ในบัญชีแนบท้ายนั้น เป็นเพียงการจัดการทางเทคนิคและศักดิ์ของกฎหมาย ไม่ใช่การเพิ่มเนื้อหาหรือช่องโหว่แต่อย่างใด ส่วนกระแสข่าวเรื่องการล้างผิดคดีโกงเลือกตั้ง นายนิกรขอยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเกิดขึ้น และหากสภาฯ เห็นชอบตามวุฒิสภา ก็คาดว่าเรื่องนี้จะได้ข้อสรุปในไม่ช้า

ท้ายที่สุด การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นความพยายามที่ยาวนานตั้งแตปี 2548 หากทุกฝ่ายเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไข ก็จะเป็นการปิดฉากปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน และถือเป็นการก้าวเดินหน้าประเทศไปสู่ความปรองดองที่ยั่งยืน การทำความเข้าใจให้ตรงกันในประเด็นนี้จึงสำคัญมากต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยในอนาคต

ที่มา – “นิกร” ย้ำร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ล้างผิดคดี ม.112 – ฮั้ว สว. – โกงเลือกตั้ง