วัน: 2 กรกฎาคม 2026

ตำรวจรวบ 2 ผัวเมียส่งพัสดุให้มีนาแอร์โฮสเตสสาวไทย

ตำรวจรวบ 2 ผัวเมียส่งพัสดุให้มีนาแอร์โฮสเตสสาวไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าข่าวอาชญากรรม สำหรับกรณีที่มีการตำรวจรวบ 2 ผัวเมียส่งพัสดุให้มีนาแอร์โฮสเตสสาวไทย หลังจากที่หญิงสาวรายนี้ถูกจับกุมตัวได้ที่สนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ในข้อหาครอบครองยาเสพติดประเภทเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม ที่ซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าเดินทาง สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก

เบื้องหลังการสืบสวนตำรวจรวบ 2 ผัวเมียส่งพัสดุให้มีนาแอร์โฮสเตสสาวไทย

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวที่ออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 4 ไม่รอช้า ทำการขยายผลทันทีเพื่อหาต้นตอของยาเสพติด จนกระทั่งทราบเบาะแสว่ามีขบวนการส่งของจากจังหวัดเลย ส่งไปให้กับแอร์โฮสเตสสาวคนนี้ จึงเร่งจัดกำลังติดตามนายอาทิตย์และนางทัดสะพอน สองสามีภรรยาที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย

จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ พบความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยดังนี้:

  • นายอาทิตย์รับจ้างส่งพัสดุมาแล้วถึง 6 ครั้ง โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 8,000 บาท
  • การส่งของมีการใช้จุดรับส่งพัสดุในหลายอำเภอของจังหวัดเลย ทั้งเชียงคานและเอราวัณ
  • ผู้ต้องหาพยายามหลบหนีและตระเวนรับจ้างทำงานก่อสร้าง รวมถึงกรีดยางเพื่ออำพรางตัว

ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่เข้าคุมตัว การสอบปากคำ ตำรวจรวบ 2 ผัวเมียส่งพัสดุให้มีนาแอร์โฮสเตสสาวไทย เป็นไปอย่างเข้มข้น โดยฝ่ายสามีให้การรับสารภาพในเบื้องต้นเกี่ยวกับการรับจ้างส่งของ แต่ในส่วนของภรรยานั้นยังคงยืนกรานว่าไม่รู้เห็นเกี่ยวกับสิ่งของที่อยู่ในพัสดุแต่อย่างใด

บทสรุปของคดีนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับใครก็ตามที่รับจ้างขนส่งสิ่งของโดยไม่ตรวจสอบให้ดี เพราะลำพังความอยากได้เงินค่าจ้างเพียงไม่กี่พันบาท อาจแลกมาด้วยอิสรภาพที่ต้องชดใช้ในคุกนานนับปี เราควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบทุกครั้งเมื่อถูกผู้อื่นขอให้ฝากส่งของ เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่ถูกยัดมานั้นคือยาเสพติดที่ทำลายชีวิตได้หรือไม่

ที่มา – ตำรวจรวบ 2 ผัวเมียส่งพัสดุให้ “มีนา” แอร์โฮสเตสสาวไทย เค้นสอบปากคำหนัก

อัปเดตเหตุ เด็ก 11 ขับกระบะชน พระธุดงค์ มรณภาพรวม 9 ศพ

อัปเดตเหตุ เด็ก 11 ขับกระบะชน พระธุดงค์ มรณภาพรวม 9 ศพ

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับพุทธศาสนิกชนและสังคมไทยเป็นอย่างมาก สำหรับเหตุการณ์สลดเมื่อล่าสุดมี อัปเดตเหตุ เด็ก 11 ขับกระบะชน พระธุดงค์ มรณภาพรวม 9 ศพ บนเส้นทางระหว่างจังหวัดมุกดาหารและอำเภอดอนตาล นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่ยากจะทำใจ

สรุปสถานการณ์ล่าสุดและการมรณภาพเพิ่มเติม

จากรายงานของสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดมุกดาหาร ได้มีการยืนยันข้อมูลเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ว่าสถานการณ์การรักษาตัวของพระภิกษุสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บนั้นมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยล่าสุดมีการรายงานว่ามีพระภิกษุที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้มรณภาพเพิ่มอีก 1 รูป ทำให้ยอดรวมในขณะนี้จาก อัปเดตเหตุ เด็ก 11 ขับกระบะชน พระธุดงค์ มรณภาพรวม 9 ศพ กลายเป็นความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของพื้นที่

รายละเอียดของผู้ประสบเหตุมีดังนี้:

  • พระภิกษุสงฆ์มรณภาพในที่เกิดเหตุทันที 5 รูป
  • พระภิกษุสงฆ์มรณภาพหลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอีก 4 รูป (รวม 9 รูป)
  • ผู้บาดเจ็บระดับสีแดง (อาการสาหัส) 4 ราย
  • ผู้บาดเจ็บระดับสีเหลือง 10 ราย

ในส่วนของกระบวนการดำเนินคดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งสอบสวนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นที่คนขับเป็นเพียงเด็กอายุเพียง 11 ปี ซึ่งขโมยรถกระบะออกมาขับขี่จนเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานและการเก็บกุญแจรถให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่น อัปเดตเหตุ เด็ก 11 ขับกระบะชน พระธุดงค์ มรณภาพรวม 9 ศพ ซ้ำรอยเดิมอีก

เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของพระภิกษุสงฆ์ที่มรณภาพ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะหามาตรการในการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมถึงการกวดขันการขับขี่ของเยาวชนอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นเช่นนี้อีกในอนาคต

ที่มา – อัปเดตเหตุ “เด็ก 11” ขับกระบะชน “พระธุดงค์” ล่าสุดเคสดำเพิ่ม 1 มรณภาพรวม 9 ศพ

LIVE Commerce เขย่าวงการผลไม้! ไทยรัฐตะกร้าแตก ดันยอดพุ่ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เราจะมาเจาะลึกเทรนด์สุดร้อนแรงที่กำลังเปลี่ยนวิถีการช้อปปิ้งของเราไปอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือกระแส LIVE Commerce เขย่าวงการผลไม้! “ไทยรัฐตะกร้าแตก” คว้ารางวัลไลฟ์ ดันยอดทุเรียนพุ่ง โดยเฉพาะในตลาดผลไม้ไทยที่ตอนนี้ใครไม่ทำไลฟ์สดถือว่าเชยไปแล้วครับ

LIVE Commerce เขย่าวงการผลไม้! “ไทยรัฐตะกร้าแตก” คว้ารางวัลไลฟ์ ดันยอดทุเรียนพุ่ง

ต้องยอมรับเลยว่ารายการอย่าง “ไทยรัฐตะกร้าแตก” ได้เข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ เพราะการขายผลไม้ผ่านไลฟ์สดไม่ใช่แค่การบอกว่าของดีแค่ไหน แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้ไปเลือกผลไม้สดๆ จากสวนด้วยตัวเอง จนสามารถสร้างสถิติขายทุเรียนได้มากกว่า 1,000 ลูกภายในเวลาแค่ 60 นาทีเท่านั้นครับ

สถิติความสำเร็จของกลยุทธ์ LIVE Commerce เขย่าวงการผลไม้! “ไทยรัฐตะกร้าแตก” คว้ารางวัลไลฟ์ ดันยอดทุเรียนพุ่ง

รู้ไหมครับว่าข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์และ TikTok Shop ระบุว่ายอดขายทุเรียนบนแพลตฟอร์มพุ่งสูงขึ้นถึง 10.6 เท่า! นี่คือตัวเลขที่ยืนยันว่าการขายผ่านช่องทางนี้ได้ผลจริง โดยมีสถิติที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • มีการเปิดไลฟ์ขายทุเรียนมากกว่า 89,000 ครั้งตลอดฤดูกาล
  • ยอดการสั่งซื้อผลไม้โดยรวมในแพลตฟอร์มเติบโตกว่า 134%
  • ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นสูงขึ้น โดยเกือบครึ่งกลับมาซื้อซ้ำ

ด้วยตัวเลขเหล่านี้เอง ทำให้โปรเจกต์ LIVE Commerce เขย่าวงการผลไม้! “ไทยรัฐตะกร้าแตก” คว้ารางวัลไลฟ์ ดันยอดทุเรียนพุ่ง กลายเป็นต้นแบบความสำเร็จ ที่พิสูจน์แล้วว่าการนำเสนอคอนเทนต์ที่สนุก จริงใจ และน่าเชื่อถือ จะช่วยเปลี่ยนคนดูให้กลายเป็นลูกค้าประจำได้อย่างรวดเร็วครับ

หากถามว่าทำไมเราถึงต้องสนใจเรื่องนี้? คำตอบคือมันคือช่องทางอนาคตครับ สำหรับใครที่ต้องการอุดหนุนผลไม้ไทยคุณภาพเยี่ยม ผมแนะนำว่าให้ลองติดตามการไลฟ์สดดีๆ แบบนี้ดู แล้วคุณจะได้ทั้งทุเรียนเกรดเอและประสบการณ์การช้อปที่สนุกจนวางไม่ลงแน่นอนครับ

ที่มา – LIVE Commerce เขย่าวงการผลไม้! “ไทยรัฐตะกร้าแตก” คว้ารางวัลไลฟ์ ดันยอดทุเรียนพุ่ง

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังวางแผนขับรถออกไปทำธุระต่างจังหวัด หรือไปทำงานกันเป็นประจำ ข้อมูลที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร เพราะการรู้ราคาก่อนเข้าปั๊มช่วยให้เราวางแผนค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นเยอะเลยครับ

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

วันนี้ผมได้รวบรวมข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากปั๊มน้ำมันชั้นนำทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ปตท., บางจาก, เชลล์, พีที, ซัสโก้ และคาลเท็กซ์ เพื่อให้คุณได้เช็กราคาหน้าปั๊มได้ง่ายๆ ข้อมูล ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร มีรายละเอียดดังนี้ครับ

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนราคา

การอัปเดต ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร อ้างอิงประกาศจากบริษัทผู้ค้าน้ำมัน โดยในแต่ละปั๊มอาจมีราคาแตกต่างกันเล็กน้อยตามโปรโมชั่นและประเภทของน้ำมันสูตรพิเศษ โดยมีรายละเอียดของแต่ละค่ายดังนี้ครับ:

สรุปราคาจากปั๊มน้ำมัน

  • ปั๊มน้ำมันบางจาก: ไฮดีเซล S อยู่ที่ 37.50 บาท/ลิตร, GSH95S EVO อยู่ที่ 38.05 บาท/ลิตร
  • ปั๊มน้ำมัน ปตท.: ดีเซลอยู่ที่ 37.50 บาท/ลิตร, เบนซิน 47.64 บาท/ลิตร, GSH95S EVO อยู่ที่ 38.05 บาท/ลิตร
  • ปั๊มน้ำมันเชลล์: ฟิวเซฟดีเซล 37.50 บาท/ลิตร, วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • ปั๊มน้ำมันพีที: ดีเซล 37.50 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 38.05 บาท/ลิตร
  • ปั๊มน้ำมันซัสโก้: ดีเซล 37.50 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 38.05 บาท/ลิตร
  • ปั๊มน้ำมันคาลเท็กซ์: ดีเซลเทครอน 37.50 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน 38.05 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม ราคาที่แสดงข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันในบางพื้นที่ ดังนั้นอย่าลืมสังเกตป้ายราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันก่อนเติมทุกครั้งนะครับ การคำนวณการใช้จ่ายน้ำมันอย่างถี่ถ้วนจะเป็นประโยชน์ต่อกระเป๋าสตางค์ของคุณในระยะยาวครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางของคุณในวันพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะขับไปทำงานหรือท่องเที่ยว ก็ขอให้เดินทางอย่างปลอดภัยและประหยัดน้ำมันกันนะครับ หากมีข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมในวันถัดไป อย่าลืมกลับมาแวะเช็กกับเราได้เสมอครับ

ที่มา – ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 กรกฎาคม 2569 น้ำมันเบนซิน ดีเซล แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

ในบรรยากาศแห่งมิตรภาพอันยาวนาน นายภูมิธรรม เวชยชัย พร้อมด้วยตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ได้เข้าร่วมแสดงความยินดีในวาระสำคัญยิ่ง นั่นคือการที่ ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่าครึ่งศตวรรษ

ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของคำกล่าวที่ว่า “ไทยจีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” โดยนายภูมิธรรมได้ชี้ให้เห็นถึงความสำเร็จของจีนในการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลต่อบทบาทของจีนในเวทีโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ก้าวต่อไปของความร่วมมือระดับพรรคการเมือง

ท่ามกลางความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ภูมิธรรม ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการยกระดับความร่วมมือผ่านกลไก “Party-to-Party Relations” หรือการทูตแบบ Track 2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยให้ความสนใจดังนี้:

  • เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี: การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล
  • พลังงานสะอาด: ความร่วมมือด้านนโยบายพลังงานยั่งยืนเพื่อตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม
  • การเกษตรสมัยใหม่และการท่องเที่ยว: การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายภูมิธรรมยังได้เน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศของไทยภายใต้การทำงานของพรรคเพื่อไทยนั้น ยึดถือความสมดุล การเปิดกว้าง และให้ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง ความสัมพันธ์กับจีนในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคในอนาคต

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ การดึงเอาศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีนมาผสมผสานกับนโยบายของไทย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือนี้จะเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้และสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” ร่วมยินดีครบรอบ 105 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนกระชับสัมพันธ์ไทย-จีนทุกมิติ

อรรถวิชช์ ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม

อรรถวิชช์ ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินหน้าเข้ายื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการถล่มของตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เนื่องจากผลการตรวจสอบของภาครัฐในอดีตกับข้อมูลที่ทางกระทรวงอุตสาหกรรมถือครองอยู่นั้นมีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน

การเคลื่อนไหวของ อรรถวิชช์ ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการทวงถามความยุติธรรมให้กับผู้ที่สูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังเป็นการขุดคุ้ยมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยนายอรรถวิชช์ตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการชุดใหญ่ในยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถึงไม่ตรงกับผลทดสอบเหล็กที่ดำเนินการโดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (N-TECH) และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย

เบื้องหลังเหล็กไม่ได้มาตรฐานกับความปลอดภัยของอาคาร

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดนอกเหนือจากการที่ อรรถวิชช์ ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม คือเรื่องของเหล็ก IF ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และเป็นเหล็กที่บางประเทศเลิกใช้ไปแล้ว แต่กลับถูกนำมาใช้ในโครงสร้างอาคารสูงในประเทศไทย นายอรรถวิชช์ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า:

  • การตรวจสอบพบว่าเหล็กที่ใช้ในที่เกิดเหตุเป็นเหล็กที่ตกเกรดและไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย
  • ความขัดแย้งของข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและขาดความเชื่อมั่น
  • นอกเหนือจากตึก สตง. ยังมีโครงการอื่นๆ ที่ต้องถูกจับตามอง เช่น ตึก กกพ. และตึก กสทช. ซึ่งมูลค่าการก่อสร้างสูงมหาศาลจากภาษีประชาชน

แม้จะมีกระแสการร้องเรียนให้ตรวจสอบจริยธรรมตัวเขา แต่นายอรรถวิชช์ยืนยันว่าจะไม่หยุดทำหน้าที่ เพราะนี่คือเรื่องของความปลอดภัยสาธารณะและเงินภาษีของประชาชน ธุรกิจเหล็กที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ควรอยู่เหนือความปลอดภัยของชีวิตผู้คนในอาคาร

ในมุมมองของผม การที่ผู้แทนราษฎรออกมาตรวจสอบเรื่องนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างภาครัฐคือหัวใจสำคัญ หากความจริงไม่กระจ่างชัด เราอาจได้เห็นโศกนาฏกรรมตึกถล่มซ้ำรอยเดิมอีกในอนาคต ดังนั้น การติดตามผลการตรวจสอบของ กมธ. ชุดนี้ จึงเป็นสิ่งที่ภาคประชาสังคมต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดที่สุดครับ

ที่มา – “อรรถวิชช์” ยื่น กมธ.การเงินฯ สอบผลสอบตึก สตง. ถล่ม ไม่แคร์ถูกร้องสอบจริยธรรม

กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ สำหรับกรณีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยมีมติให้เร่งเดินหน้ากมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต หลังจากพบความผิดปกติในกระบวนการจัดสอบที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.)

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ ประธานกรรมาธิการฯ ได้ให้ข้อมูลที่น่าตกใจว่า แม้อธิการบดี มศว. จะไม่ได้เข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุม แต่ทางกรรมาธิการเชื่อว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของตัวบุคคลและกลุ่มเอกชนที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำข้อสอบออกมา มากกว่าที่จะเป็นความผิดของตัวสถาบันการศึกษาเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้เข้าสอบทุกคน การปฏิรูปครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องเร่งด่วน

แนวทางการจัดการและกมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

ปัญหาเรื่องการทุจริตสอบในอดีตส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้แนวความคิดที่ว่า กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต กลายเป็นทางออกที่หลายฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน โดยมีแผนการดำเนินงานดังนี้:

  • รื้อโครงสร้างกฎหมายที่ใช้ในการจัดสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่นทั้งหมด เพื่อปิดช่องโหว่เดิม
  • ตรวจสอบบริษัทเอกชนที่รับผิดชอบกระบวนการจัดสอบอย่างเข้มงวด
  • จัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามว่ามีข้าราชการหรือกลุ่มอิทธิพลใดเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้หรือไม่
  • สร้างระบบการคัดเลือกบุคคลที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ทางกรรมาธิการยังเน้นย้ำว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้จะต้องออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะการสอบบรรจุข้าราชการไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นอนาคตของคนนับพันคนที่ตั้งใจมาทำงานรับใช้ประชาชน หากระบบคัดเลือกยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ความเชื่อมั่นในระบบราชการไทยก็จะยิ่งถดถอยลงไปอีก

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของกรรมาธิการชุดนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ารัฐสภาไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาคอร์รัปชันในระบบสอบคัดเลือก เราในฐานะประชาชนต้องช่วยกันจับตาดูการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ว่า จะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบให้มีความโปร่งใสแบบยั่งยืนได้จริงหรือไม่ เพราะการสอบเข้าทำราชการควรเป็นพื้นที่ของคนมีความสามารถอย่างแท้จริง ไม่ใช่พื้นที่ของเส้นสายหรือการทุจริตครับ

ที่มา – กมธ.กระจายอำนาจจี้แก้กฎหมายรื้อระบบสอบเข้าท้องถิ่น สกัดทุจริต

ประธานสภาฯ ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องการตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกรณีที่ สส. ตั้งกระทู้ถามสดแล้วรัฐมนตรีไม่มาตอบ ล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้ หากพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมในปัจจุบัน

ประธานสภาฯ ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้ ตามกฎหมาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐมนตรีเลื่อนการตอบกระทู้อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาฯ ซึ่งนายโสภณได้ชี้แจงว่า กฎหมายและข้อบังคับการประชุมสภาฯ เปิดช่องให้รัฐมนตรีสามารถเลื่อนการตอบกระทู้ได้ตามความเหมาะสม และประธานสภาฯ เองไม่มีอำนาจหน้าที่เชิงบริหารไปบังคับให้รัฐมนตรีต้องมาปรากฏตัวตามคำสั่งได้ทันที

ความท้าทายของการตรวจสอบ: ประธานสภาฯ ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้ จริงหรือ?

หลายคนอาจตั้งคำถามว่า หากประธานสภาฯ ไม่สามารถบังคับฝ่ายบริหารได้ แล้วกระบวนการถ่วงดุลอำนาจจะทำงานอย่างไร? นายโสภณได้ให้ข้อมูลไว้อย่างน่าสนใจว่า:

  • รัฐมนตรีมีความชอบธรรมในการเลื่อนตอบกระทู้ตามข้อบังคับ
  • การแก้ปัญหาควรใช้กลไกการเจรจาระหว่างวิปสองฝ่าย เพื่อจัดสรรเวลาและกระทู้ได้อย่างเหมาะสม
  • หากพบว่ารัฐมนตรีมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ สส. ยังมีเครื่องมืออื่น เช่น การยื่นสอบจริยธรรม หรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าในอนาคต อาจจำเป็นต้องมีการหารือเพื่อแก้ไขข้อบังคับการประชุมให้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างสภาฯ กับรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เกิดช่องว่างที่ทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการรับรู้ข้อมูลสำคัญ

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การมีอยู่ของ 3 เสาหลักคือการถ่วงดุลที่ชัดเจน แต่ละฝ่ายต้องทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย การเรียกร้องให้ประธานสภาฯ ก้าวล่วงอำนาจฝ่ายบริหารอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การปรับปรุงกติกาในสภาฯ ให้ทันต่อเหตุการณ์น่าจะเป็นหนทางที่สร้างสรรค์กว่าครับ

ที่มา – ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ย้ำไม่มีอำนาจบังคับฝ่ายบริหารตอบกระทู้ สส. ได้

Toyota อัดงบ 470 ล้าน ช่วยให้เป็นเจ้าของรถใหม่ป้ายแดงง่ายขึ้น

Toyota อัดงบ 470 ล้าน ช่วยให้เป็นเจ้าของรถใหม่ป้ายแดงง่ายขึ้น

ใครที่กำลังเล็งรถคันใหม่ไว้ ต้องบอกเลยว่าข่าวนี้คือโอกาสทองที่คุณไม่ควรพลาดครับ เพราะล่าสุด Toyota ได้ประกาศทุ่มงบประมาณกว่า 470 ล้านบาท จัดแคมเปญใหญ่ภายใต้ชื่อ “ฟูลฟิล ดีลสุดคุ้ม” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากออกรถยนต์ใหม่ให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าคุณจะเล็งรถรุ่นไหนอยู่ แคมเปญนี้ได้รวบรวมทัพรถยนต์คุณภาพครบทุกเซกเมนต์มาให้คุณเลือกสรรแบบจัดเต็มครับ

คุณณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่จาก Toyota มุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกคนสามารถขับรถในฝันได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่มองหารถ SUV ยอดฮิตอย่าง bZ4X, COROLLA CROSS, YARIS CROSS ไปจนถึงซีดานหรูอย่าง CAMRY หรือแม้แต่สายกระบะแกร่งอย่าง HILUX CHAMP และ HILUX REVO รวมถึงน้องใหม่ไฟแรงอย่าง LAND CRUISER FJ ก็เข้าร่วมในรายการนี้ทั้งหมดครับ

ทำไมแคมเปญ Toyota อัดงบ 470 ล้าน ถึงคุ้มค่ามาก?

ความน่าสนของแคมเปญนี้ไม่ได้อยู่ที่ความหลากหลายของรถเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาพร้อมกับสิทธิพิเศษที่ช่วยลดภาระกระเป๋าตังค์ของคุณได้จริง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • คุ้มต่อที่ 1: เพียงแค่สแกนเลือกรับสิทธิ์ ก็รับไปเลยบัตรกำนัลส่วนลดสูงสุดถึง 10,000 บาท หรือจะเลือกรับส่วนลดดอกเบี้ยสูงสุด 0.4% ก็ทำได้ง่ายๆ
  • คุ้มต่อที่ 2: สำหรับใครที่จองรถภายใน 7 วัน มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นบัตรกำนัลส่วนลดรถยนต์มูลค่าสูงสุดถึง 100,000 บาท ไว้ช่วยแบ่งเบาค่าน้ำมันหรือค่าชาร์จไฟในอนาคต

นอกจากแคมเปญเรื่องราคาสุดคุ้มแล้ว Toyota ยังเอาใจสายแต่งรถด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งมาตรฐานจากโรงงาน ที่ออกแบบมาให้สวยเท่และมีเอกลักษณ์ พร้อมการรับประกันสูงสุดถึง 3 ปี หรือ 100,000 กม. ให้คุณมั่นใจในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะขับในเมืองหรือออกทริปไกลๆ ครับ

สำหรับใครที่อยากสัมผัสรถคันจริง สามารถไปร่วมงาน FAST AUTO SHOW THAILAND 2026 ที่ไบเทค บางนา ระหว่างวันที่ 1-5 กรกฏาคม 2569 ณ บูธโตโยต้า (บูธ A1) หรือติดต่อผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศได้เลยครับ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่ามาก เพราะนอกจากจะได้รถที่ถูกใจแล้ว ยังได้รับดีลที่ทำให้การเป็นเจ้าของรถใหม่ป้ายแดงง่ายขึ้นกว่าครั้งไหนๆ

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผมมองว่ายุคนี้การเลือกซื้อรถยนต์ควรเน้นดีลที่ให้ความคุ้มค่าครบวงจร ทั้งตัวรถ เงื่อนไขการเงิน และบริการหลังการขาย ซึ่ง Toyota ก็ทำหน้าที่ได้ดีมากในแคมเปญนี้ครับ

ที่มา – Toyota ทุ่มงบกว่า 470 ล้าน ทำแคมเปญช่วยลูกค้าให้เป็นเจ้าของรถใหม่ป้ายแดงง่ายขึ้น