วัน: 3 กรกฎาคม 2026

โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในต่างแดน เมื่อทางการโปแลนด์และเยอรมนีประกาศความสำเร็จครั้งใหญ่ในการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ หลังจากมีการตรวจพบกัญชาล็อตมหึมาน้ำหนักรวมเกือบ 1.2 ตัน โดยเป็นการลักลอบขนส่งในรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกอิฐที่ส่งตรงมาจากประเทศไทยครับ

เบื้องลึกปฏิบัติการ โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

เหตุการณ์นี้ถือว่าสั่นสะเทือนวงการขนส่งสินค้าอย่างมาก เพราะเครือข่ายอาชญากรรมกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้ช่องทางธรรมดา แต่เลือกใช้ห่วงโซ่อุปทานทางการค้าปกติมาบังหน้า โดยใช้การสำแดงสินค้าว่าเป็น “อิฐ” เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติการ โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย ในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือขั้นสูงสุดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงในยุโรปหลายแห่ง

รายละเอียดการตรวจสอบและของกลาง

จากการรายงานข่าวทราบว่า ของกลางถูกตรวจพบใน 2 ตู้คอนเทนเนอร์หลัก โดยแยกเป็นดังนี้:

  • จุดตรวจที่ 1: ท่าเรือฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี พบกัญชาหนัก 815 กิโลกรัม ซุกซ่อนมาในอิฐศิลาแลงที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ
  • จุดตรวจที่ 2: ปลายทางในโปแลนด์ พบกัญชาเพิ่มเติมอีก 379 กิโลกรัม

มูลค่าความเสียหายในตลาดมืดนั้นพุ่งสูงถึง 425 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าขบวนการเหล่านี้มีความซับซ้อนและมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี การที่เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและยึดของกลางได้นั้น ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงจากการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน

ผลกระทบและบทลงโทษ

หลังจากปฏิบัติการ โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย สิ้นสุดลง เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วรวม 8 ราย อายุระหว่าง 29 ถึง 57 ปี ซึ่งทั้งหมดต้องเผชิญกับข้อหาหนักฐานนำเข้าและลักลอบขนส่งยาเสพติดในปริมาณมหาศาล โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี หากศาลตัดสินว่าผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหาครับ

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดจะใช้เส้นทางการค้าทางทะเลเพื่อทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เพราะเทคโนโลยีการตรวจค้นและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในยุโรปปัจจุบันเข้มข้นขึ้นมาก หวังว่าการจับกุมในครั้งนี้จะช่วยสกัดกั้นขบวนการข้ามชาติเหล่านี้ไม่ให้ขยายตัวได้อีก หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถคอมเมนต์คุยกันได้ที่ด้านล่างเลยครับ

ที่มา – โปแลนด์-เยอรมนี ยึดกัญชาเกือบ 1.2 ตัน ซุกตู้คอนเทนเนอร์ “อิฐ” ส่งตรงจากไทย

เจาะลึกประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า

ประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อมีการรายงานข่าวว่า นายรัชพงศ์ ชูแก้ว ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาการทำงานที่เรียกได้ว่านั่งเก้าอี้นี้ไม่ถึง 3 เดือนดี ภายหลังได้รับการแต่งตั้งในรัฐบาลอนุทิน 2

หากกล่าวถึง ประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า ในครั้งนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะนายรัชพงศ์ถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญและมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มาอย่างยาวนาน กระแสข่าวที่ถูกจับตามองอย่างมากในขณะนี้ คือการตั้งข้อสังเกตว่าการก้าวลงจากตำแหน่งครั้งนี้ อาจมีความเกี่ยวพันกับกระแสข่าวเรื่องญาติที่มีนามสกุลเดียวกันสอบติดท้องถิ่นได้คะแนนอันดับ 2 ซึ่งกลายเป็นประเด็นดราม่าที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทางการเมือง

เส้นทางทางการเมืองของ รัชพงศ์ ชูแก้ว

ก่อนหน้าที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีฯ นายรัชพงศ์ ชูแก้ว ถือเป็นผู้คร่ำหวอดในเวทีการเมืองท้องถิ่นภาคใต้อย่างเต็มตัว โดยมีผลงานที่น่าสนใจดังนี้:

  • เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) สงขลา เขตอำเภอหาดใหญ่
  • เคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่
  • ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสงขลา เขต 2 ในนามพรรคภูมิใจไทย เมื่อปี 2566

การก้าวเข้ามาเป็นมือขวาของนายพิพัฒน์ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐมนตรีมีต่อตัวนายรัชพงศ์ แต่เมื่อเหตุการณ์การลาออกเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่สาธารณชนจะตั้งคำถามว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะการที่ ประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการสอบท้องถิ่นพอดี ย่อมเป็นชนวนเหตุให้เกิดการตีความไปต่างๆ นานา

แม้ว่าจะยังไม่มีการชี้แจงอย่างเป็นทางการจากปากของเจ้าตัว แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองในระดับสูงเช่นนี้ย่อมมีนัยสำคัญ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทบาทต่อไปของนายรัชพงศ์จะเป็นอย่างไร หรือนี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับทัพใหญ่ในกระทรวงคมนาคมกันแน่ ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การรักษาตำแหน่งให้เป็นที่ยอมรับในภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก และกรณีของ ประวัติ รัชพงศ์ ชูแก้ว ขุนพลคู่ใจ พิพัฒน์ ลาออกฟ้าผ่า คือบทเรียนสำคัญของนักการเมืองยุคปัจจุบันที่ต้องรับมือกับกระแสโซเชียลและตรวจสอบสังคมอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ประวัติ “รัชพงศ์ ชูแก้ว” ขุนพลคู่ใจ “พิพัฒน์” ลาออกหลังนั่งเลขาฯ ไม่ถึง 3 เดือน

ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

ข่าวดีสำหรับชาวชุมพรและผู้ที่สัญจรผ่านไปมาครับ! ล่าสุด กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ออกมาตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการเดินหน้าโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย ชพ.4035 แยกทางหลวงหมายเลข 3180 เชื่อมบ้านเนินคีรี อำเภอปะทิว และอำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการคมนาคมในเขตพื้นที่นี้ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 ว่าขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าไปกว่า 30% แล้ว โดยเน้นการพัฒนาถนนระยะทางรวมกว่า 13.520 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง และทางอากาศ ให้มีความไร้รอยต่อมากที่สุด

ศักยภาพของโครงการถนนสาย ชพ.4035

การดำเนินงานโครงการ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่การปรับปรุงผิวจราจรเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายถนนเป็น 2-4 ช่องจราจร พร้อมระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยที่ครบวงจร ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือ:

  • เชื่อมต่ออย่างง่ายดายเข้าสู่ท่าอากาศยานชุมพร
  • เชื่อมต่อสถานีรถไฟรางคู่ ได้แก่ สถานีสะพลี สถานีหนองเนียง และสถานีนาชะอัง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางการเกษตร เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ให้ส่งถึงตลาดได้รวดเร็วขึ้น
  • ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่

โครงการนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 164.350 ล้านบาท โดยนอกจากงานผิวจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีตแล้ว ยังมีการติดตั้งระบบระบายน้ำ กำแพงกันดิน และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยหน้าโรงเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและนักเรียนในพื้นที่อย่างเต็มที่

ผมมองว่าการที่ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 นั้น เป็นก้าวที่สำคัญมากของจังหวัดชุมพร เพราะการมีถนนที่ดีจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้โตขึ้นแบบก้าวกระโดด เชื่อว่าเมื่อแล้วเสร็จในปี 2570 ชีวิตของชาวชุมพรจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่อยู่ในพื้นที่ก็คอยติดตามความคืบหน้ากันต่อไปนะครับ รับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอน

ที่มา – ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

มาเฮรซ ประกาศเลิกเล่นทีมชาติแอลจีเรียหลังตกรอบฟุตบอลโลก

มาเฮรซ ประกาศเลิกเล่นทีมชาติแอลจีเรียหลังตกรอบฟุตบอลโลก

มาเฮรซ กัปตันทีมชาติแอลจีเรียได้ประกาศเลิกเล่นฟุตบอลในระดับทีมชาติหลังจากที่ทีมต้องจบเส้นทางในฟุตบอลโลกด้วยการพ่ายแพ้ต่อสวิตเซอร์แลนด์ 2-0 ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย เหตุการณ์นี้นับเป็นจุดจบของเส้นทางอาชีพทีมชาติที่ยาวนานถึง 12 ปีที่มาเฮรซได้ลงสนามถึง 120 นัดและยิงประตูรวม 40 ประตูให้กับทีมทัพจิ้งจอกทะเลทราย

หลังเกมการแข่งขัน, มาเฮรซกล่าวว่า “เป้าหมายของเราคือก้าวไปต่อในทัวร์นาเมนต์นี้ และผมคิดว่าเกมนี้เป็นเกมที่เราเข้าถึงได้ แต่เราก็เสียสองประตูจากความผิดพลาด และในระดับนี้ความผิดพลาดนั้นมีผลที่เสียหายอย่างมาก”

มาเฮรซ ประกาศเลิกเล่นทีมชาติแอลจีเรียหลังตกรอบฟุตบอลโลก กับเหตุผลการตัดสินใจ

เมื่อถูกถามว่านี่จะเป็นการปรากฏตัวสุดท้ายของเขาในฟุตบอลโลกหรือไม่ มาเฮรซตอบว่า “นี่คือการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของผมกับทีมชาติ มันเป็นเกมสุดท้ายของผม” ซึ่งกลายเป็นข่าวที่น่าตกใจสำหรับแฟนบอลแอลจีเรียและแฟนฟุตบอลทั่วโลก

สถิติและความสำเร็จของมาเฮรซในทีมชาติแอลจีเรีย

มาเฮรซจบเส้นทางในฐานะนักฟุตบอลที่ลงเล่นให้ทีมชาติแอลจีเรียมากเป็นอันดับสองรองจากอิสซ่า มานดี้ที่ลงเล่น 123 นัด และเป็นรองแค่อิสลาม สลิมานี่ในรายการทำประตูรวมตลอดกาล โดยทำไป 40 ประตู

นอกจากนี้เขายังเป็นกัปตันทีมที่พาทีมคว้าแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ ในปี 2019 ได้อย่างน่าประทับใจ โดยทำประตูฟรีคิกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บในรอบรองชนะเลิศกับไนจีเรีย ก่อนที่แอลจีเรียจะผงาดคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยแรกในรอบ 29 ปี

สำหรับฟุตบอลโลกในปีนี้มาเฮรซก็ยังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมโดยมีส่วนร่วมกับประตู 3 ครั้งใน 4 เกม ยิงได้ 2 ประตูในเกมกับออสเตรีย และแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีมในเกมกับจอร์แดน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของนักเตะแอลจีเรียนในฟุตบอลโลกครั้งเดียว

บทสรุปและความหมายของการประกาศเลิกทีมชาติในครั้งนี้

มาเฮรซเป็นวัย 35 ปีและกลายเป็นนักเตะชาวแอฟริกันที่อายุมากเป็นอันดับสองที่ได้ลงเล่นในรอบน็อคเอาท์ของฟุตบอลโลก รองจากอิดริสซ่า เกเย ของเซเนกัลในทัวร์นาเมนต์นี้

เขาเกิดที่ฝรั่งเศสแต่เลือกที่จะเป็นตัวแทนของแอลจีเรียตั้งแต่ปี 2013 และได้ลงเล่นให้กับทีมชาติถึง 12 ปี เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแอลจีเรีย โดยเคยผ่านเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกครั้งแรกของเขาที่บราซิล

สำหรับแฟนบอลแอลจีเรียและแฟนฟุตบอลทั่วไป การประกาศเลิกเล่นทีมชาติของมาเฮรซถือเป็นการปิดตำนานนักเตะระดับตำนานที่มอบความทรงจำที่ยอดเยี่ยมและชัยชนะมากมาย เขาคือหนึ่งในนักเตะที่เปลี่ยนทิศทางและยกระดับวงการฟุตบอลแอฟริกันให้มีบทบาทในระดับโลก

หากคุณเป็นแฟนฟุตบอลที่ติดตามมาเฮรซ อย่าลืมติดตามข่าวสารในอนาคตและการแข่งขันของแอลจีเรียที่จะมีนักเตะดาวรุ่งเข้ามาสานต่อความสำเร็จนี้อย่างแน่นอน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

เรียกได้ว่ากลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วโลก เมื่อซูเปอร์สตาร์สาวระดับโลกอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ควงคู่หมั้นหนุ่มนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง ทราวิส เคลซี เปิดฉากงานฉลองที่หลายคนคาดการณ์ว่าอาจเป็นพิธีแต่งงานครั้งสำคัญ ณ เมดิสัน สแควร์ การ์เดน ใจกลางมหานครนิวยอร์ก บรรยากาศสุดคึกคักและเต็มไปด้วยเหล่าคนดังระดับ A-List ที่ตบเท้าเข้าร่วมยินดีกันอย่างคับคั่ง

เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

กระแสข่าวลือเรื่องงานวิวาห์ของคู่รักแห่งปีอย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก กลายเป็นประเด็นที่สื่อมวลชนทั่วโลกต่างจับตามอง โดยมีการจัดงานเลี้ยงที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน อย่างเป็นส่วนตัว ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดตลอดทั้งคืน

บรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟและแขกคนดัง

ภายในงานเราได้เห็นแขกผู้มีเกียรติคนสำคัญมากมาย อาทิ แจ็ก แอนโทนอฟฟ์, ลีนา ดันแฮม และเซเลนา โกเมซ ที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในค่ำคืนพิเศษนี้ โดยสิ่งที่ทำให้แฟนคลับยิ่งมั่นใจว่างานนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษคือ การติดตั้งป้ายประกาศแจ้งเรื่องการบันทึกภาพและวิดีโอตลอดการจัดงาน

  • รักษาความปลอดภัยสูงสุดโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์ก
  • คาดการณ์แขกเหรื่อกว่า 1,000 คนในงานฉลองหลัก
  • กิจกรรมการกุศลที่ทั้งคู่ร่วมบริจาคเงินกว่า 850 ล้านบาท

นอกจากเรื่องราวความรักแล้ว ทั้งคู่ยังได้สร้างความประทับใจให้กับสังคมด้วยการบริจาคเงินจำนวนมหาศาลสนับสนุนองค์กรการกุศล ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่สวยงามและเปี่ยมไปด้วยการแบ่งปัน ต่อให้จะยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากปากของทั้งคู่ แต่ภาพความสำเร็จและรอยยิ้มของเหล่าคนดังที่มาร่วมงาน ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนถึงความรักอันหวานชื่นของทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีภาพถ่ายในงานเผยแพร่ออกมาให้แฟนคลับทั่วโลกได้ชื่นชมหรือไม่ แต่ถึงอย่างไร นี่ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษที่สุดสำหรับแฟนเพลงของสาวเทย์เลอร์และแฟนกีฬาของหนุ่มทราวิส ที่ได้ร่วมยินดีไปกับไอดอลของพวกเขา ในฐานะแฟนคลับ เราขอร่วมแสดงความยินดีกับเส้นทางความรักของทั้งคู่ที่ก้าวไปอีกขั้นอย่างมีความสุข

ที่มา – เทย์เลอร์ สวิฟต์ – ทราวิส เคลซี เปิดฉากฉลองวิวาห์ คนดังร่วมยินดีคับคั่งนิวยอร์ก

ชื่นชม พว.วิวัตร เหล่าน้อย เข้าช่วยเหลือ CPR พระบาดเจ็บ เหตุเด็ก 11 ขับรถชน

เรื่องราวชื่นชม พว.วิวัตร เหล่าน้อย เข้าช่วยเหลือ CPR พระบาดเจ็บ เหตุเด็ก 11 ขับรถชน

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 กรณีเด็กชายวัยเพียง 11 ปี ขับรถยนต์กระบะพุ่งชนขบวนพระธุดงค์ที่กำลังเดินอยู่บนถนนทางหลวง จ.มุกดาหาร ทำให้มีผู้สูญเสียจำนวนมาก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ยังมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าประทับใจจนต้องนำมาเล่าต่อ นั่นคือความกล้าหาญของ พว.วิวัตร เหล่าน้อย พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษจาก รพ.สต.บ้านนาสีนวน ผู้เป็นฮีโร่ในสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้

บทบาทสำคัญเมื่อ พว.วิวัตร เหล่าน้อย เข้าช่วยเหลือ CPR พระบาดเจ็บ เหตุเด็ก 11 ขับรถชน

ในจังหวะที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ‘พี่วัตร’ หรือ พว.วิวัตร เหล่าน้อย ปรากฏตัวในชุดกระโปรงขณะผ่านมาพบเหตุการณ์พอดี เธอไม่รีรอที่จะพุ่งตรงเข้าไปช่วย CPR และเคลื่อนย้ายพระสงฆ์ที่ได้รับบาดเจ็บด้วยสัญชาตญาณความเป็นพยาบาลที่เต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ โดยเธอได้เปิดเผยภายหลังผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าเป็นเหตุการณ์ที่หนักที่สุดในชีวิตการทำงานของเธอ แต่เธอก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทางด้านสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ ได้ออกมาชื่นชมการกระทำดังกล่าวผ่านเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำถึง:

  • ความมีสติในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ความเสียสละที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง
  • การเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของวิชาชีพพยาบาลไทย

การกระทำของ พว.วิวัตร เหล่าน้อย เข้าช่วยเหลือ CPR พระบาดเจ็บ เหตุเด็ก 11 ขับรถชน ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาชีวิต แต่ยังเป็นการมอบกำลังใจให้แก่เพื่อนร่วมวิชาชีพและสังคมไทยให้เห็นถึงคุณค่าของการเตรียมพร้อมและความเมตตา

เหตุดังกล่าวถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนและการควบคุมการขับขี่ของเยาวชน แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องราวของพี่วัตรก็ช่วยย้ำเตือนให้เราเห็นว่า “จิตอาสา” คือแสงสว่างที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในวันที่เลวร้ายที่สุดได้ ขอเป็นกำลังใจให้พี่วัตรและครอบครัวผู้ประสบเหตุทุกคนก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน และหวังว่าสังคมเราจะมีคนดีที่มีใจบริการแบบนี้เพิ่มมากขึ้นอีกครับ

ที่มา – ชื่นชม “พว.วิวัตร เหล่าน้อย” เข้าช่วยเหลือ CPR พระบาดเจ็บ เหตุเด็ก 11 ขับรถชน

บอร์นมัธตกลงซื้อกองหน้าเอลเช่ โรดริเกซ 25.7 ล้านปอนด์

บอร์นมัธตกลงซื้อกองหน้าเอลเช่ โรดริเกซ 25.7 ล้านปอนด์

ข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเมื่อสโมสรบอร์นมัธประกาศตกลงซื้อกองหน้าดาวรุ่งจากเอลเช่ อัลบาโร โรดริเกซ ด้วยค่าตัวเริ่มต้นที่ 21.4 ล้านปอนด์ และอาจสูงถึง 25.7 ล้านปอนด์ตามเงื่อนไขเสริมต่างๆ โรดริเกซวัย 21 ปี เตรียมเข้ารับการตรวจร่างกายและเซ็นสัญญา 5 ปีที่สนามวิตาลิตี้ในวันจันทร์นี้

การย้ายทีมครั้งนี้มีความพิเศษที่เรอัลมาดริดจะได้รับส่วนแบ่ง 50% จากค่าตัว หากมีการขายต่อ เนื่องจากโรดริเกซถูกขายให้เอลเช่เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยนักเตะชาวอุรุกวัยรายนี้ยังมีสิทธิ์เลือกเล่นให้กับทีมชาติสเปนได้อีกด้วย

บอร์นมัธตกลงซื้อกองหน้าเอลเช่ โรดริเกซ 25.7 ล้านปอนด์

บอร์นมัธกำลังเสริมทัพเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ หลังจากพวกเขาทำผลงานยอดเยี่ยมสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลยูโรปาลีกได้ ด้วยตำแหน่งสูงสุดประวัติศาสตร์ในพรีเมียร์ลีก ภายใต้การคุมทีมของอันโดนี่ อิราโอล่า ที่ล่าสุดได้ย้ายไปคุมทีมลิเวอร์พูลแล้ว

เฮดโค้ชคนใหม่ของบอร์นมัธคือมาร์โก โรส อดีตผู้จัดการทีมของแอร์เบ ไลป์ซิกและโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งกำลังมองหากองหน้ารายใหม่รวมทั้งกองหลังตัวกลางฝั่งซ้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยกองหน้าที่จะซื้อเข้ามานี้จะช่วยเพิ่มการแข่งขันและแบ่งเบาภาระให้กับเอวานิลซอนดาวยิงหลักของทีม

เป้าหมายและแผนการของบอร์นมัธในตลาดซื้อขาย

นอกจากการเสริมกองหน้า บอร์นมัธยังเปิดโอกาสขายเอเนส อูนาล กองหน้าชาวตุรกี หากได้ราคาที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันก็ต้องการเก็บอเล็กซ์ สก็อต กองกลางค่าตัวประมาณ 80 ล้านปอนด์ไว้กับทีม แม้ว่าจะมีหลายสโมสรใหญ่ไม่ว่าจะเป็นอาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจ

สโมสรยืนยันว่าอเล็กซ์ สก็อต ไม่ได้มีไว้ขายในตอนนี้ และหวังว่าเขาจะต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีม โดยอาจมีเงื่อนไขให้สามารถย้ายทีมได้ในอนาคตด้วยค่าฉีกสัญญาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับข่าวการย้ายทีมของอองตวน เซเมนโย ไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ในเรื่องการเตรียมความพร้อมก่อนฤดูกาลใหม่ บอร์นมัธได้กำหนดโปรแกรมทัวร์ปรีซีซั่นรวมทั้งเจอเกมสำคัญทั้งการพบกับสโมสรสต. เปาลี และเอาก์สบวร์ก ที่ออสเตรีย รวมถึงเกมเยือนเรอัล เบติสและไมน์ซ เพื่อให้นักเตะเคยชินกับการเดินทางในศึกยุโรป นอกจากนี้ยังมีการจัดแมตช์อุ่นเครื่องที่สนามฝึกซ้อมกับสโมสรเจนัวอีกด้วย

บอร์นมัธหวังว่าฤดูร้อนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่สงบกว่าปีก่อนซึ่งพวกเขาต้องเสียผู้เล่นตัวหลักหลายคนรวมถึงผู้รักษาประตูตัวจริง นี่คือการเริ่มต้นใหม่ของทีมที่หวังจะรักษาฟอร์มและแสดงศักยภาพในเวทีพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลยุโรปได้อย่างน่าประทับใจ

สำหรับแฟนบอลผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวของบอร์นมัธ การตัดสินใจซื้อกองหน้าเอลเช่ โรดริเกซ 25.7 ล้านปอนด์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นและมีโอกาสต่อสู้ในระดับสูงได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นในพรีเมียร์ลีกหรือการแข่งขันระดับยูโรป้า การร่วมทีมของโรดริเกซจะช่วยเติมเต็มช่องว่างในแนวรุกและเพิ่มทางเลือกสำหรับแผนการเล่นของโค้ชมาร์โก โรสได้อย่างดี

ในที่สุด บอร์นมัธกำลังมองหาการสร้างทีมที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคตและสร้างฐานแฟนบอลให้เข้มแข็งมากขึ้น โดยผ่านการเสริมทัพที่สำคัญอย่างโรดริเกซและแผนงานที่เป็นระบบ หากทุกอย่างไปได้สวย ทั้งผู้เล่นและทีมงานจะสร้างความสุขและผลงานที่น่าจดจำในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน

ในปัจจุบัน ประเด็นเรื่องการใช้งบประมาณของประเทศถือเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยพชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทางการคลังอย่างแท้จริง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงแค่การตัดรายจ่ายบุคลากรภาครัฐเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น

พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้าน อย่างเป็นธรรม

นายพชร นริพทะพันธุ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่ใช่เรื่องการตั้งงบประมาณสูงเกินไป แต่เป็นเรื่องของฐานภาษีที่แคบผิดปกติ ข้อมูลพบว่าแรงงานกว่า 40 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงๆ เพียงไม่กี่ล้านคน ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระและพึ่งพาภาษีทางอ้อมสูงมาก ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ทำไมการปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ

การที่พชรชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ จัดสรร 5 ด้านนั้น เขาเน้นย้ำถึงแนวทางการขยายฐานภาษีผ่านระบบดิจิทัลและการทำ e-Payment เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบฐานข้อมูลภาษี ซึ่งจะสร้างรายได้ให้รัฐอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยไม่ต้องบังคับเพิ่มอัตราภาษีให้เป็นภาระต่อประชาชนจนเกินจำเป็น

นอกเหนือจากเรื่องรายได้แล้ว การบริหารรายจ่ายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา 5 รากฐานสำคัญของประเทศ ได้แก่:

  • ระบบยุติธรรมและความปลอดภัยที่โปร่งใส
  • ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพสำหรับทุกคน
  • ระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ทักษะแรงงานยุคใหม่
  • ระบบคมนาคมที่เชื่อมโยงและทั่วถึง
  • ระบบสังคมที่ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว

ปัญหาความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของไทยที่ทักษะภาษาต่างประเทศและทักษะแรงงานระดับสูงกำลังถดถอย เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีว่าที่ผ่านมาการลงทุนนั้นยังไม่ตรงจุด ดังนั้นการจัดทำงบประมาณในอนาคตจึงต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและทักษะมนุษย์ให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง การปฏิรูปไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี แต่คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนทุกคนในประเทศ

ที่มา – “พชร” ชี้ปฏิรูปงบประมาณต้องแก้ที่ต้นเหตุ เสนอจัดสรรตอบโจทย์รากฐาน 5 ด้าน

โศกนาฏกรรม รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับกว่า 40 ศพ

โศกนาฏกรรม รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับกว่า 40 ศพ

เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจขึ้นที่ประเทศปากีสถาน เมื่อมีรายงานด่วนเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งใหญ่ รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ ในขณะที่กำลังเดินทางผ่านเส้นทางภูเขาที่ทุรกันดาร เหตุการณ์นี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญที่สร้างความโศกเศร้าให้กับผู้คนทั่วโลก โดยจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างแคว้นบาลูจิสถานและแคว้นไคเบอร์ปัคตูนควา

รายละเอียดเหตุการณ์ รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ

รถบัสโดยสารคันดังกล่าวบรรทุกผู้โดยสารมาอย่างหนาแน่น มุ่งหน้าจากเมืองเควตตาไปยังเมืองเปชวาร์ ก่อนจะเสียหลักหลุดโค้งและตกลงไปในเหวที่มีความลึกประมาณ 21-24 เมตร เจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากเนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นหินและมีความลาดชันสูง การเข้าถึงตัวผู้ประสบเหตุเป็นไปอย่างทุลักทุเล แต่ทว่าทีมแพทย์และหน่วยงานท้องถิ่นก็เร่งระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า รถบัสคันนี้อาจมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินพิกัด เนื่องจากมีการรับผู้โดยสารจากรถคันอื่นที่เสียกลางทางมารวมไว้ด้วยกัน ทำให้จำนวนคนบนรถมีมากกว่าที่กฎหมายกำหนด เหตุการณ์ รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ ครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่งสาธารณะที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

  • ตรวจสอบสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุที่ชัดเจน
  • ยกระดับมาตรการความปลอดภัยบนท้องถนน
  • การดูแลและเยียวยาครอบครัวผู้ประสบภัย

อุบัติเหตุบนท้องถนนในปากีสถานมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากสภาพถนนที่ทรุดโทรม การขับขี่ด้วยความประมาท และการตรวจสภาพยานพาหนะที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ หน่วยรัฐบาลของปากีสถานจึงได้รับเสียงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบขนส่งมวลชนโดยด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยเดิมอีก

สุดท้ายนี้ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้สูญเสียในอุบัติเหตุครั้งนี้ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำบทเรียนจากความผิดพลาดนี้ไปปรับปรุง เพื่อให้ความปลอดภัยของผู้โดยสารกลับมาเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางบนท้องถนน หากคุณมีการเดินทางผ่านเส้นทางภูเขา อย่าลืมตรวจสอบความพร้อมของพาหนะและขับขี่ด้วยความไม่ประมาทเป็นสำคัญ

ที่มา – รถบัสปากีสถานดิ่งเหวลึกกว่า 20 เมตร ดับอย่างน้อย 40 ศพ