วัน: 16 กรกฎาคม 2026

“ลิซ่า” ซัดโกงสอบท้องถิ่น ล่าช้า เอาผิดกับใครไม่ได้เลย

“ลิซ่า” ซัดโกงสอบท้องถิ่น ล่าช้า เอาผิดกับใครไม่ได้เลย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการแฉถึงความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการสอบข้าราชการท้องถิ่น แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาถึง 1 เดือนเต็มแล้ว แต่ทำไมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงยังทำงานกันอย่างล่าช้า จนนำไปสู่คำถามที่ว่า “ลิซ่า” ซัดโกงสอบท้องถิ่น ล่าช้า เอาผิดกับใครไม่ได้เลย ได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเรื่องนี้ยังมีเงื่อนงำที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างโปร่งใส

ล่าสุด ทางคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ ได้ออกมาเผยข้อมูลชวนตกใจว่า จากการสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจสอบสวนกลาง หรือ ปปง. กลับพบว่ายังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใครเพิ่มเติมเลย นอกจากตัวละครหลัก 3 คนที่เป็นข่าวไปตั้งแต่วันแรก ทั้งที่ปัญหาเรื่องนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนผู้เข้าสอบทั่วประเทศอย่างมหาศาล

เปิดปม “ลิซ่า” ซัดโกงสอบท้องถิ่น ล่าช้า เอาผิดกับใครไม่ได้เลย

ปัญหาความล่าช้าในคดีทุจริตที่ถูกหยิบยกมาอภิปรายในสภาฯ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงระบบการติดตามตรวจสอบที่ติดขัดอย่างหนัก โดยมีความคืบหน้าบางประการที่น่ากังวล ดังนี้:

  • ไม่มีการออกหมายเรียกพยานแม้แต่คนเดียว
  • ปปง. ยืนยันว่ายังไม่ได้รับหนังสือให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้การสาวถึงตัวการใหญ่ทำได้ยาก
  • กระทรวงมหาดไทยให้ข้อมูลเพียงฐานความผิด แต่ยังระบุตัวบุคคลไม่ได้
  • การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในระดับจังหวัดเต็มไปด้วยความล่าช้า

หลายคนต่างตั้งคำถามกับประเด็น “ลิซ่า” ซัดโกงสอบท้องถิ่น ล่าช้า เอาผิดกับใครไม่ได้เลย ว่าแท้จริงแล้วมีกระบวนการอะไรคอยกดทับไม่ให้ความจริงปรากฏกันแน่ เพราะการปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา หรือการส่งข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ไม่ประสานกัน ย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของระบบข้าราชการไทยอย่างรุนแรง

ทางคณะ กมธ. ได้พยายามผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนเร่งมือทำงาน เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสังคม หากเรายังปล่อยให้คดีนี้จืดจางไปตามกาลเวลาโดยไม่มีการเอาผิดผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะสร้างความเชื่อมั่นคืนมาให้กับประชาชนครับ ผมเชื่อว่าความโปร่งใสคือพื้นฐานสำคัญที่สุดของประเทศ หากภาครัฐทำไม่ได้ สังคมไทยจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความไว้วางใจได้อย่างไรกันครับ?

ที่มา – “ลิซ่า” ซัดโกงสอบท้องถิ่น ล่าช้า เอาผิดกับใครไม่ได้เลย ทั้งที่ผ่านมา 1 เดือน

แม่รับศพ ดิน นักร้องนำวงทศกัณฐ์ ฝากบอกลูกไม่ต้องห่วง

แม่รับศพ ดิน นักร้องนำวงทศกัณฐ์ ฝากบอกลูกไม่ต้องห่วง

เหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับแฟนเพลงและเพื่อนร่วมวงการเป็นอย่างมาก เมื่อนางจันสุดา ตันลา ได้เดินทางไปทำเรื่องรับศพลูกชายอันเป็นที่รัก นั่นคือ แม่รับศพ ดิน นักร้องนำวงทศกัณฐ์ ฝากบอกลูกไม่ต้องห่วง โดยคุณแม่เผยทั้งน้ำตาว่าถึงแม้จะเจ็บปวดกับการจากไป แต่ก็จะพยายามเข้มแข็งเพื่อลูกชายที่คอยดูแลครอบครัวมาตลอด

เปิดใจคุณแม่ในวันที่ต้องรับศพ ดิน นักร้องนำวงทศกัณฐ์ ฝากบอกลูกไม่ต้องห่วง

นับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของหัวอกคนเป็นแม่ เมื่อต้องมาปรากฏตัวที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำเอกสารมาติดต่อขอรับร่างไร้วิญญาณของลูกชายหลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ครั้งล่าสุด คุณแม่เล่าถึงวินาทีที่ทราบข่าวร้ายว่า ทีมแพทย์ได้พยายามช่วยเหลือลูกชายอย่างสุดกำลัง แม้ร่างกายจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการถูกเพลิงไหม้กว่า 80% และสูดดมควันพิษเข้าไปเป็นจำนวนมาก แต่ แม่รับศพ ดิน นักร้องนำวงทศกัณฐ์ ฝากบอกลูกไม่ต้องห่วง พ่อกับแม่จะสู้ต่อ

  • คุณแม่ขอบคุณทีมแพทย์โรงพยาบาลราชวิถีที่ยื้อชีวิตลูกชายอย่างเต็มที่
  • ดินเป็นลูกยอดกตัญญู วางแผนอนาคตเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวเสมอ
  • ครอบครัวเตรียมนำร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่วัดสว่างภพ จ.ปทุมธานี

คุณแม่ยังได้ฝากข้อความถึง ‘ดิน’ ผ่านสื่อว่า ในเมื่อลูกได้ทำหน้าที่ของนักดนตรีอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว หลังจากนี้ขอให้เดินทางไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ต้องห่วงทางบ้าน เพราะพ่อกับแม่จะดูแลตัวเองและพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด นอกจากนี้คุณแม่ยังได้กล่าวถึงความรอบคอบของลูกชายที่มักจะสังเกตทางหนีไฟเสมอเวลาไปแสดงตามสถานบันเทิงต่างๆ เพราะได้รับบทเรียนจากอดีต แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ในประเด็นเรื่องการเยียวยา คุณแม่มองว่าเงินเยียวยา 10,000 บาทนั้นอาจดูไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับความสูญเสีย แต่ในขณะนี้ขอโฟกัสเรื่องการส่งดวงวิญญาณลูกชายเป็นหลักก่อน ความสูญเสียนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานบันเทิง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะพรากคนที่เรารักไปโดยไม่มีการป้องกันที่เพียงพอ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของน้องดินและครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างสุดซึ้ง

ที่มา – แม่รับศพ “ดิน” นักร้องนำวงทศกัณฐ์ ฝากบอกลูกไม่ต้องห่วง พ่อแม่จะพยายามเข้มแข็ง

อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางไปตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อหารือเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยใจความสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการกระชับความสัมพันธ์และหารือประเด็นความมั่นคงระดับภูมิภาค

อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

การหารือกับเหล่าทัพถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะอนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา ในกรณีที่หากทางจีนมีความประสงค์จะเข้ามาเป็นตัวกลางในการประสานรอยร้าวในพื้นที่ชายแดน นายกรัฐมนตรีได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าประเทศไทยเปิดกว้างและพร้อมรับฟังทุกแนวทางที่จะนำไปสู่สันติภาพและการพัฒนาพื้นที่ให้ยั่งยืน

กางประเด็นหารือระหว่าง ไทย-จีน และ ไทย-เมียนมา

นอกเหนือจากเรื่องชายแดนแล้ว นายกฯ ยังเตรียมหารือกับผู้นำจีนในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค
  • การเตรียมต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่จะเดินทางมาเยือนไทยในสัปดาห์หน้า

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเร่งด่วนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา โดยระบุว่าจะหยิบยกประเด็นเรื่องมลพิษทางอากาศ ปัญหาฝุ่นควัน การปนเปื้อนในแม่น้ำกก รวมถึงความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งมือแก้ไขให้เห็นผลจริง

เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดน นายกรัฐมนตรียังคงเน้นย้ำถึงแนวคิด อนุทิน ถกกองทัพ ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา โดยถือว่าจีนเป็นมหามิตรที่พร้อมจะสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างดีเสมอมา การพูดคุยจึงอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันและความมั่งคั่งของประชาชนไทยเป็นสำคัญ

สำหรับท่าทีของกองทัพ พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้เป็นไปอย่างเป็นระบบและกระชับ ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันดีระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายความมั่นคง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

เราคงต้องมาร่วมลุ้นกันว่า การเดินทางเยือนจีนรอบนี้ของนายอนุทิน จะนำมาซึ่งข่าวดีหรือความร่วมมือใหม่ๆ ที่จะส่งผลบวกต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะแผนรับมือประเด็นชายแดนที่ถือเป็นหัวใจหลักในการสร้างเสถียรภาพในระดับภูมิภาค หากสามารถหาจุดร่วมกันได้สำเร็จ ย่อมถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ถกกองทัพไทย ก่อนเยือนจีน ย้ำไม่ปิดกั้นเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ไทย – กัมพูชา

เบลลิงแฮมตบหัวตัวสำรองอาร์เจนตินาหลังอังกฤษตกรอบ

เบลลิงแฮมตบหัวตัวสำรองอาร์เจนตินาหลังอังกฤษตกรอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกฟุตบอลทันที หลังจากที่ทัพสิงโตคำรามต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบรองชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลก 2026 โดยเหตุการณ์ที่แฟนบอลพูดถึงมากที่สุดคือจังหวะที่ จู๊ด เบลลิงแฮมตบหัวตัวสำรองอาร์เจนตินาหลังอังกฤษตกรอบ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับฝั่งผู้เล่นอาร์เจนตินาจนกลายเป็นเหตุชุลมุนวุ่นวายในสนาม

เบื้องลึกเหตุการณ์เบลลิงแฮมตบหัวตัวสำรองอาร์เจนตินาหลังอังกฤษตกรอบ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสิ้นสุดเสียงนกหวีดสุดท้ายในเกมที่อังกฤษพ่ายแพ้ให้อาร์เจนตินาไปด้วยสกอร์ 2-1 โดยเป้าหมายของเบลลิงแฮมคือ วาเลนติน บาร์โก แข้งสำรองของฟ้าขาวที่ไม่ได้ลงสนามในเกมนี้ แต่เขากลับวิ่งลงมาในสนามเพื่อร่วมฉลองกับเพื่อนร่วมทีม ในจังหวะที่เขากำลังกอดกับเพื่อนอยู่นั้น เบลลิงแฮมที่อยู่ในอารมณ์ผิดหวังได้เดินเข้าไปและตบไปที่ศีรษะของบาร์โกอย่างแรงจนกลายเป็นประเด็นขัดแย้ง

วิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในสนาม

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเบลลิงแฮมถึงมีอารมณ์ฉุนเฉียวขนาดนั้น หากมองย้อนกลับไปในเกมจะเห็นว่ามีเหตุการณ์ยั่วยุเกิดขึ้นตลอดทั้งแมตช์ Footage ในสนามแสดงให้เห็นว่าบาร์โกได้วิ่งเข้าไปฉลองชัยชนะต่อหน้าผู้เล่นอังกฤษหลังจากที่ เอ็นโซ เฟอร์นานเดซ ยิงประตูตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 85 ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มที่ทำให้บรรยากาศภายในสนามเดือดขึ้นประกอบกับความกดดันจากการพ่ายแพ้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

  • ความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวด: อังกฤษพลาดท่าเสียประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บทำให้ความหวังในการผ่านเข้าชิงชนะเลิศล่มสลาย
  • อารมณ์ร่วมในเกม: บรรยากาศในสนามมีความตึงเครียดสูงตั้งแต่นาทีแรก ด้วยการปะทะกันถึง 19 ครั้งในครึ่งเวลาแรก
  • พฤติกรรมในสนาม: การเข้ามาฉลองของตัวสำรองฝ่ายตรงข้ามมีส่วนเร้าอารมณ์ของผู้เล่นที่เพิ่งเสียประตูชัย

อย่างไรก็ตาม เบลลิงแฮมได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมถึงประเด็นการปะทะคารมกับ ลิโอเนล เมสซี่ ในช่วงต้นเกมว่าเป็นการหารือเรื่องจังหวะฟาวล์เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายอย่างที่สื่อพยายามประโคมข่าว แม้เจ้าตัวจะพยายามลดกระแส แต่วีรกรรมที่ เบลลิงแฮมตบหัวตัวสำรองอาร์เจนตินาหลังอังกฤษตกรอบ กลับกลายเป็นภาพจำที่แฟนบอลทั่วโลกกำลังถกเถียงกันอย่างหนักว่าเป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่ในฐานะนักกีฬาระดับโลก

ในมุมมองของผม นี่เป็นผลกระทบจากความพ่ายแพ้ที่ท่วมท้นด้วยอารมณ์ แม้การตอบโต้จะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่เราต้องเข้าใจว่าฟุตบอลโลกคือรายการที่เต็มไปด้วยความกดดันมหาศาล ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มักจะเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อความคาดหวังของคนทั้งชาติถูกทำลายลงในพริบตา คงต้องติดตามกันต่อไปว่าทาง FIFA จะมีการลงโทษย้อนหลังต่อจังหวะนี้หรือไม่

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

โผล่อีก ยาไอซ์ซุกกระปุกมะขามเปียก จะให้หิ้วไปญี่ปุ่น

โผล่อีก ยาไอซ์ซุกกระปุกมะขามเปียก จะให้หิ้วไปญี่ปุ่น

เหตุการณ์น่าตกใจเกิดขึ้นกับสาวรับหิ้วสินค้าไปต่างแดน เมื่อเธอเกือบกลายเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัวหลังจากรับงานขนส่งสินค้า แต่ดันมาเจอสิ่งแปลกปลอมในกระปุกมะขามเปียก ซึ่งพฤติการณ์ โผล่อีก ยาไอซ์ซุกกระปุกมะขามเปียก จะให้หิ้วไปญี่ปุ่น ในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับคนที่รับงานแนวนี้ โดยสาวผู้เสียหายรายนี้ชื่อว่า น.ส.พัชรนันท์ อายุ 43 ปี ได้ประกอบอาชีพรับหิ้วสินค้าไป-กลับประเทศญี่ปุ่นเป็นปกติ แต่คราวนี้กลับเจอดีเข้าให้เพราะความช่างสังเกตของตัวเองแท้ๆ

กระปุกหนักผิดปกติ นำมาสู่การขุดพบยาไอซ์ซุกกระปุกมะขามเปียก

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อเธอได้รับการว่าจ้างจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ให้ส่งสินค้าไปญี่ปุ่นโดยมีการว่าจ้างไรเดอร์นำสิ่งของมาส่งที่คอนโด เมื่อเธอตรวจสอบสินค้าเพื่อแพ็คใส่กระเป๋า ก็นึกเอะใจว่าทำไมกล่องสินค้ามันถึงดู โผล่อีก ยาไอซ์ซุกกระปุกมะขามเปียก จะให้หิ้วไปญี่ปุ่น โดยเฉพาะกระปุกมะขามเปียกที่มีน้ำหนักหนักผิดปกติ เมื่อลองเปิดออกดูจึงพบว่ามีวัตถุสีขาวถูกซุกซ่อนอยู่ใต้เนื้อมะขามเปียก ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นยาไอซ์รวมน้ำหนักกว่า 2 กิโลกรัมเลยทีเดียว

หากเธอไม่ได้ตรวจสอบให้ดีและนำสิ่งของเหล่านี้ขึ้นเครื่องบินไปประเทศญี่ปุ่น ชีวิตเธอคงต้องพังทลายเพราะคดีอาญาที่หนักหนาสาหัสในต่างแดนอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องระมัดระวัง ดังนี้:

  • ตรวจสอบสินค้าให้ละเอียด: ห้ามรับของโดยไม่มีการตรวจสอบเด็ดขาด ไม่ว่าจะสนิทสนมหรือเป็นงานจ้างเงินดีเพียงใด
  • อย่าไว้ใจคนแปลกหน้า: การว่าจ้างที่ไม่ผ่านการตรวจสอบตัวตนชัดเจนมีความเสี่ยงสูง
  • สังเกตความผิดปกติ: น้ำหนักหรือแพ็คเกจจิ้งที่แปลกไปควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอ

ในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางยี่ขัน กำลังเดินหน้าสืบสวนขยายผลติดตามตัวเจ้าของเฟซบุ๊ก “Chayamin Pai” มาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรัดกุม ฐานมีไว้เพื่อจำหน่ายยาเสพติด ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการซ้ำเติมสังคมและทำลายชีวิตผู้อื่นโดยเจตนา ดังนั้น ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพรับหิ้วของ ควรเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเป็นสองเท่า เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการขนส่งสิ่งผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวนะครับ

ที่มา – โผล่อีก ยาไอซ์ซุกกระปุกมะขามเปียก จะให้หิ้วไปญี่ปุ่น สาวเอะใจ ทำไมหนักผิดปกติ

กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์เรื่องพืชกัญชาในบ้านเราอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และสังคมไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากฝั่งรัฐสภา โดยนายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะ กมธ.สาธารณสุข ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่า ทางกรรมาธิการกำลังเร่งศึกษาและร่างกฎหมายเพื่อควบคุมการใช้งานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการทำ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. เพื่อให้กฎหมายมีความครอบคลุมและอุดช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน

กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. สู่การจัดการที่เป็นระบบ

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือการลักลอบส่งออกกัญชาไปยังต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย โดยข้อมูลจากกรรมาธิการสาธารณสุขระบุว่า ในปีงบประมาณ 2569 มีการตรวจพบการลักลอบส่งออกกัญชาสูงถึง 56 ตัน ซึ่งมากกว่าปี 2567 ถึง 16 เท่าตัวเลยทีเดียว จุดหมายปลายทางสำคัญคือประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศอย่างหนัก เนื่องจากขณะนี้เรายังไม่มีกฎหมายหลักที่ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ การที่ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะจัดการปัญหาการแพร่ระบาดและส่งออกกัญชาผิดแหล่งให้เด็ดขาดขึ้น

ทำไมต้องเร่งร่างกฎหมายใหม่ให้ทัน ม.ค. 70?

  • อุดช่องโหว่สุญญากาศทางกฎหมายที่ไม่มีอำนาจควบคุมเพียงพอ
  • ยกระดับบทลงโทษต่อผู้ลักลอบส่งออก ไม่ใช่แค่ปรับแล้วจบไป
  • สร้างความเป็นระเบียบและมาตรฐานให้สังคมไทยในระดับสากล
  • บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร

อย่างไรก็ตาม กระบวนการร่างกฎหมายคงต้องใช้เวลาพอสมควร โดยคาดว่าร่างของกระทรวงสาธารณสุขและร่างของกรรมาธิการจะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2570 ระหว่างนี้คณะ กมธ. จะยังคงทำงานอย่างเข้มข้นในการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าตัวบทกฎหมายที่ออกมาจะตอบโจทย์ปัญหาการลักลอบและการใช้กัญชาในทางที่ผิดอย่างแท้จริง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การที่ กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. จะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์จากที่ประเทศไทยเคยเป็นแหล่งแพร่ระบาดให้กลับมามีระบบระเบียบได้อย่างที่หวังไว้หรือไม่ สำหรับประชาชนทั่วไป การรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายใหม่ในอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มขบวนการลักลอบผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – กมธ.สาธารณสุข เร่งร่างกฎหมายควบคุมกัญชา ประกบร่าง สธ. คาดเข้าสภาฯ ม.ค. 70

ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” สกัดขบวนการนอมินี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เกาะพะงันกันมาบ้างแล้วนะครับ กับการที่หน่วยงานภาครัฐ นำโดย ป.ป.ช. ลงพื้นที่อย่างจริงจังเพื่อสะสางปัญหาที่สะสมมานาน นี่คือจุดเริ่มต้นของ ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการนอมินี เพื่อคืนความถูกต้องให้แก่คนในพื้นที่และปกป้องทรัพยากรของชาติให้คงอยู่สืบไป

ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการนอมินี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปดูหน้างานทั่วไป แต่เป็นการผนึกกำลังครั้งใหญ่ระหว่าง ป.ป.ช. ภาค 8 และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายจุดที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการขุดดินผิดกฎหมาย การรุกล้ำพื้นที่ป่า และที่สำคัญคือการตรวจสอบขบวนการนอมินีที่เข้ามาสวมสิทธิ์ทำธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบและทำลายกลไกทางเศรษฐกิจและกฎหมายในบ้านเราอย่างร้ายแรง

รายละเอียดปฏิบัติการ “พะงันโมเดล”

สำหรับภารกิจของ ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการนอมินี ในครั้งนี้ ได้มีการตรวจสอบพบปัญหาหลายด้านที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขทันที:

  • การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ: พบการขุดดินในเขตเทศบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตและรุกล้ำเขตป่าไม้ ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว
  • การทำธุรกิจผิดประเภท: กรณีสถานประกอบการและสถานรับเลี้ยงเด็กที่ดำเนินกิจการเกินขอบเขตใบอนุญาต จนนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิ์ในที่สุด
  • ปัญหาเรื่องนอมินีข้ามชาติ: การตรวจสอบธุรกิจที่ชาวต่างชาติถือครองผ่านนิติบุคคล โดยจะนำแนวทางนี้ไปปรับใช้กับสถานประกอบการอื่นๆ ทั่วเกาะ

ความสำเร็จของปฏิบัติการนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ตั้งกรอบเวลาในการจัดการปัญหาให้จบภายใน 30 วัน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ในมุมมองของผม นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากที่หน่วยงานรัฐหันมาเอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาการบุกรุกที่ดินและนอมินีธุรกิจ หากเราทำสำเร็จ เกาะพะงันจะกลายเป็นโมเดลต้นแบบให้พื้นที่ท่องเที่ยวอื่นทั่วไทยได้นำไปปรับใช้ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการนอมินี

ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ ริมฝีปากสีส้ม ในป่าลึกดีอาร์คองโก

การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่เพื่อ ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ ริมฝีปากสีส้ม ในป่าลึกดีอาร์คองโก

โลกของเรายังมีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นซ่อนอยู่มากมาย ล่าสุดเหล่านักวิจัยได้ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการ ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ ริมฝีปากสีส้ม ในป่าลึกดีอาร์คองโก หลังจากใช้เวลาศึกษาภาคสนามอย่างยาวนานถึง 15 ปีภายในอุทยานแห่งชาติโลมามี ท่ามกลางผืนป่าที่ซับซ้อน ลิงชนิดนี้มีลักษณะเด่นที่สะดุดตาคือริมฝีปากสีส้มอมชมพูบนใบหน้าสีดำสนิท ซึ่งชาวบ้านท้องถิ่นเผ่าบาลังกาเรียกพวกมันว่า “ลิกเวลี” (Likweli) ถือเป็นลิงสายพันธุ์ใหม่ชนิดที่ 5 ของแอฟริกาที่ถูกค้นพบในรอบ 75 ปีเลยทีเดียว

เบื้องหลังการค้นพบและการทำงานร่วมของนักวิทยาศาสตร์

การตามหา “ลิกเวลี” ไม่ใช่เรื่องง่าย จูเนียร์ อัมโบโก นักชีววิทยาผู้มีบทบาทสำคัญกล่าวว่า ลิงชนิดนี้ค่อนข้างขี้อายและชอบซ่อนตัวอยู่บนเรือนยอดไม้สูงชัน การลงพื้นที่สัมภาษณ์ชาวบ้านกว่า 52 หมู่บ้าน พบว่ามีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เคยเห็นตัวมัน ซึ่งความหายากนี้ยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์ตื่นเต้น ผลการตรวจ DNA ยืนยันได้ว่าพวกมันแยกสายวิวัฒนาการออกจากลิงโคโลบัสสีดำมานานกว่า 5 ล้านปี

ลักษณะทางกายภาพที่น่าทึ่งของลิงชนิดนี้ ได้แก่:

  • ริมฝีปากสีชมพูอมส้มโดดเด่นตัดกับใบหน้าสีดำ
  • ขนสีดำสนิทพร้อมขนชี้แหลมอันเป็นเอกลักษณ์
  • มีแต้มขนสีขาวบริเวณบั้นท้าย
  • ขนาดตัวเล็กกว่าลิงโคโลบัสทั่วไป
  • มีเสียงร้องคำรามที่เป็นลักษณะเฉพาะ

ด้วยความที่พวกมันเป็นสัตว์กินพืชที่ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศของลุ่มน้ำคองโก อย่างไรก็ตาม การ ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ ริมฝีปากสีส้ม ในป่าลึกดีอาร์คองโก ครั้งนี้มาพร้อมกับความท้าทายในการอนุรักษ์ เนื่องจากการล่าเนื้อสัตว์ป่าและการขยายพื้นที่เกษตรกรรมกำลังคุกคามที่อยู่อาศัยของพวกมันอย่างรุนแรง

ในฐานะนักอนุรักษ์ เราทุกคนควรตระหนักว่าการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ไม่ใช่แค่การบันทึกสถิติ แต่คือการส่งสัญญาณเตือนว่าผืนป่าเหล่านี้มีค่าเพียงใด หากเราไม่ช่วยกันดูแลถิ่นที่อยู่อาศัยของเจ้าลิงริมฝีปากสีส้มเหล่านี้ พวกมันอาจหายไปจากโลกก่อนที่เราจะได้รู้จักพวกมันอย่างเต็มที่ หวังว่าการรณรงค์ให้ขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์จะช่วยรักษาชีวิตลิกเวลีไว้ได้ครับ

ที่มา – ค้นพบลิงสายพันธุ์ใหม่ “ริมฝีปากสีส้ม” ในป่าลึกดีอาร์คองโก

โครงการอาสาพัฒนา รุ่นที่ 78 รับสมัครเด็กจบใหม่ถึง 17 ก.ค. นี้

น้องๆ จบใหม่คนไหนที่กำลังมองหางานที่ได้ทั้งประสบการณ์และการตอบแทนคืนสู่สังคม ห้ามพลาดเด็ดขาดครับ! เพราะตอนนี้รัฐบาลชวนเด็กจบใหม่ ร่วมโครงการ “อาสาพัฒนา” รุ่นที่ 78 เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนบ้านเกิดให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

รัฐบาลชวนเด็กจบใหม่ ร่วมโครงการ “อาสาพัฒนา” รุ่นที่ 78

โครงการนี้ถือเป็นโอกาสทองของบัณฑิตจบใหม่ที่จะได้ลงพื้นที่จริง เรียนรู้กระบวนการทำงานของกระทรวงมหาดไทย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยกรมการพัฒนาชุมชนเปิดรับสมัครผู้ที่มีใจรักงานอาสา โดยมีรายละเอียดที่คุณต้องรู้ก่อนไปสมัครดังนี้ครับ

รายละเอียดการสมัครโครงการอาสาพัฒนา รุ่นที่ 78

หากคุณสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมตามเงื่อนไขที่กำหนด:

  • คุณสมบัติ: ต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ ก.พ. รับรอง
  • ระยะเวลาปฏิบัติงาน: 1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2570 (รวม 1 ปี)
  • ค่าตอบแทน: รับเงินเดือนเดือนละ 15,000 บาท และหากปฏิบัติงานครบกำหนดและผ่านเกณฑ์ประเมิน จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษอีก 5,000 บาท พร้อมวุฒิบัตร

สำหรับการรับสมัครนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่ารัฐบาลชวนเด็กจบใหม่ ร่วมโครงการ “อาสาพัฒนา” รุ่นที่ 78 โดยจะเปิดรับสมัครเป็นวันสุดท้ายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นี้เท่านั้นนะครับ ใครที่สนใจสามารถยื่นเอกสารด้วยตนเองได้ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศในเวลาราชการ

บทบาทของอาสาพัฒนานั้นสำคัญมาก เพราะคุณจะได้เข้าไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทย การทำงานในโครงการนี้ไม่ใช่แค่การรับเงินเดือน แต่คือการสร้างโปรไฟล์ที่แข็งแกร่งและได้เรียนรู้โลกของการทำงานจริงไปพร้อมๆ กับการสร้างประโยชน์ให้สังคม

หากใครกำลังลังเล นี่คือนาทีสุดท้ายที่จะตัดสินใจแล้วครับ โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ โดยเฉพาะการได้ทำงานพัฒนาชุมชนที่จะเปลี่ยนมุมมองชีวิตของคุณไปตลอดกาล สมัครวันนี้เพื่ออนาคตที่ดีและชุมชนที่ยั่งยืนกันครับ!

ที่มา – รัฐบาลชวนเด็กจบใหม่ ร่วมโครงการ “อาสาพัฒนา” รุ่นที่ 78 รับสมัครวันสุดท้าย 17 ก.ค.