วัน: 17 กรกฎาคม 2026

Birmingham City คว้าตัว Marie Levasseur กองหลังทีมชาติแคนาดา

Birmingham City คว้าตัว Marie Levasseur กองหลังทีมชาติแคนาดา

ข่าวใหญ่ในวงการฟุตบอลหญิงเมื่อล่าสุดสโมสร Birmingham City น้องใหม่หน้าเก่าในศึก Women’s Super League ได้ออกมาประกาศความสำเร็จในการคว้าตัว Birmingham City คว้าตัว Marie Levasseur กองหลังมากประสบการณ์ทีมชาติแคนาดาเข้ามาร่วมทัพอย่างเป็นทางการ ถือเป็นดีลที่น่าจับตามองมากสำหรับการเสริมทัพในซีซั่นนี้

Marie Levasseur ในวัย 29 ปี ตัดสินใจย้ายจากสโมสร Montpellier ทีมดังในลีกฝรั่งเศส หลังจากที่เธอโชว์ฟอร์มการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยลงสนามไปถึง 63 นัด ประสบการณ์ของเธอจะเข้ามาช่วยยกระดับแนวรับให้กับทีมได้อย่างแน่นอน ไม่เพียงแค่ในลีกฝรั่งเศสเท่านั้น แต่เธอยังผ่านการเล่นให้กับ FC Fleury, Metz และ ONS Oulu มาแล้ว ทำให้เธอคุ้นเคยกับรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย

วิเคราะห์ทำไม Birmingham City คว้าตัว Marie Levasseur ถึงน่าสนใจ?

การที่ Birmingham City คว้าตัว Marie Levasseur เข้ามานั้น ทางด้าน Amy Merricks ผู้จัดการทีมได้กล่าวชื่นชมในทัศนคติของนักเตะรายนี้ว่ามีความกระหายในการท้าทายตนเองและมีความเชื่อมั่นในโปรเจกต์ของสโมสรอย่างเต็มที่ ซึ่งนี่คือจุดเด่นที่ทีมกำลังมองหา เพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้กับ Birmingham City บนเวทีที่เข้มข้นอย่าง WSL

เปิดใจ Marie Levasseur กับความท้าทายใหม่ในอังกฤษ

เจ้าตัวได้เปิดเผยความรู้สึกว่า “ฉันใฝ่ฝันที่จะได้ลงเล่นใน WSL มาโดยตลอด เพราะนี่คือลีกที่มีระดับสูงที่สุดในฟุตบอลหญิงยุคปัจจุบัน และเมื่อได้คุยกับโค้ชและทีมงาน ฉันรู้สึกว่ารูปแบบทีมของ Birmingham City ตอบโจทย์ความเป็นตัวฉันมาก” Levasseur กล่าวด้วยความมั่นใจ

นอกเหนือจาก Levasseur แล้ว ภายในสัปดาห์เดียวกันนี้ถือเป็นสัปดาห์ที่คึกคักอย่างยิ่งของทีม โดยสโมสรได้เซ็นสัญญานักเตะใหม่เพิ่มอีก 3 ราย ได้แก่ Jade Rastocle, Millie Turner และ Lisa Naalsund ซึ่งถือเป็นการยกเครื่องทีมครั้งใหญ่เพื่อเป้าหมายที่จะรักษามาตรฐานและสร้างผลงานที่ดีในฤดูกาลที่จะถึงนี้ แฟนบอลของ Birmingham City ต่างตั้งตารอที่จะได้เห็นนักเตะใหม่เหล่านี้ลงสนามพร้อมกัน

ด้วยดีกรีการติดทีมชาติแคนาดาถึง 18 นัด นับตั้งแต่เริ่มเดบิวต์ในปี 2015 เราเชื่อมั่นว่าการตัดสินใจที่ Birmingham City คว้าตัว Marie Levasseur จะกลายเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ทีมไปถึงเป้าหมายได้ตามที่ผู้บริหารวางไว้ แฟนๆ ต้องคอยติดตามชมบทบาทใหม่ของเธอในฟุตบอลลีกอังกฤษกันต่อไปครับ

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

นัดชิงบอลโลกมีผลอย่างไรต่อลุ้นรางวัล Ballon d’Or

นัดชิงบอลโลกมีผลอย่างไรต่อลุ้นรางวัล Ballon d’Or

เมื่อทีมชาติสเปนและอาร์เจนตินาต้องโคจรมาพบกันในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกวันอาทิตย์นี้ ความฝันสูงสุดของนักเตะทุกคนคือการได้ชูถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลการแข่งขันที่สนาม New York New Jersey Stadium อาจมีความสำคัญมากกว่าแค่การตัดสินว่าใครคือแชมป์โลก เพราะมันอาจกลายเป็นตัวตัดสินสำคัญว่าใครจะคว้ารางวัล Ballon d’Or ประจำปี 2026 ไปครอง

แม้ว่ายุคสมัยของการขับเคี่ยวระหว่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ในช่วงปีหลังๆ มานี้ การคาดเดาผู้ชนะรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมก็ยังไม่ค่อยมีตัวเก็งที่ชัดเจนนัก ซึ่งนั่นทำให้การแข่งขันในปีนี้ดุเดือดกว่าที่เคยเป็นมา การวิเคราะห์ว่านัดชิงบอลโลกมีผลอย่างไรต่อลุ้นรางวัล Ballon d’Or จึงเป็นประเด็นที่แฟนบอลทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

ทำไม นัดชิงบอลโลกมีผลอย่างไรต่อลุ้นรางวัล Ballon d’Or ถึงสำคัญ

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกเราว่า การคว้าตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมของโลกเป็นเรื่องยากหากนักเตะคนนั้นไม่สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก หรือรายการเมเจอร์ระดับทีมชาติได้ในปีเดียวกัน จากสถิติพบว่ามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับรางวัลโดยไม่มีถ้วยแชมป์รายการใหญ่ หากมองดูฟอร์มการเล่นของสตาร์ดังอย่าง แฮร์รี่ เคน, เออร์ลิง ฮาแลนด์ หรือ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ แม้พวกเขาจะมีสถิติการทำประตูที่ถล่มทลาย แต่หากปราศจากความสำเร็จในเวทีใหญ่ โอกาสในการคว้ารางวัลก็ลดน้อยลงไปทันที

มุมมองของเหล่าผู้ท้าชิงและอิทธิพลต่อคะแนนโหวต

ลิโอเนล เมสซี่ ในวัย 39 ปี กำลังมุ่งมั่นที่จะสร้างประวัติศาสตร์คว้ารางวัล Ballon d’Or สมัยที่ 9 ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ หากเขาทำสำเร็จจากการพาทีมคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้ง จะเป็นการปิดตำนานที่สวยหรูที่สุดอย่างที่ไม่มีใครทำได้มาก่อน ในขณะที่เด็กหนุ่มมหัศจรรย์อย่าง ลามีน ยามาล ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเต็งที่กำลังมาแรง แม้ฟอร์มการเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้จะเป็นการช่วยทีมมากกว่าทำประตูด้วยตัวเอง แต่ด้วยอิทธิพลจากการแข่งขันระดับโลก ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคะแนนโหวตที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

ในฝั่งของผู้เล่นรายอื่นอย่าง จู๊ด เบลลิงแฮม หรือ ดีแคลน ไรซ์ แม้จะมีผลงานที่โดดเด่นในระดับสโมสร แต่การขาดหายไปของความสำเร็จในนามทีมชาติชุดใหญ่ก็ทำให้พวกเขายังเป็นรองอยู่หลายก้าว ดังนั้นจึงเป็นที่ชัดเจนว่าการแข่งขันในวันอาทิตย์นี้ไม่ใช่แค่การแย่งชิงถ้วยแชมป์โลก แต่เป็นการต่อสู้เพื่อชิงบัลลังก์ส่วนตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลด้วย

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ความสำเร็จในสนามนัดสุดท้ายนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า ใครคือนักเตะที่ยกระดับจิตใจและผลงานได้ดีที่สุดในวินาทีที่สำคัญที่สุดของอาชีพนักฟุตบอล คุณคิดว่าใครจะคว้ารางวัลนี้ไปครอง? ผลจากนัดชิงจะทำให้ความฝันของใครกลายเป็นจริง หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนให้ม้ามืดก้าวขึ้นมาแทนที่ คงต้องรอลุ้นไปพร้อมๆ กันหลังสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

รมช.ศธ. ตั้ง “ทนายภูมิพงศ์” เป็นที่ปรึกษา เสริมทีมศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ

เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในแวดวงการศึกษา เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตัดสินใจเซ็นคำสั่งแต่งตั้งบุคคลสำคัญเข้ามาช่วยเสริมทัพ โดยการรมช.ศธ. ตั้ง “ทนายภูมิพงศ์” เป็นที่ปรึกษา เสริมทีมศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ เพื่อยกระดับการทำงานด้านความปลอดภัยในสถานศึกษาให้เข้มข้นยิ่งขึ้นครับ

รมช.ศธ. ตั้ง “ทนายภูมิพงศ์” เป็นที่ปรึกษา เสริมทีมศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ

คำสั่งดังกล่าวได้รับการลงนามเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายหลักของการแต่งตั้งในครั้งนี้คือ เพื่อให้การบริหารงานภายใต้อำนาจของ รมช.ศธ. เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการส่งให้นายภูมิพงศ์เข้าไปร่วมขับเคลื่อนนโยบายในศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างมากในการปกป้องดูแลสวัสดิภาพของครูและนักเรียนทั่วประเทศ

ศักยภาพที่น่าจับตามองของ ทนายภูมิพงศ์ จงสกุล

นอกจากข่าวการที่ รมช.ศธ. ตั้ง “ทนายภูมิพงศ์” เป็นที่ปรึกษา เสริมทีมศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ แล้ว หลายคนคงอยากรู้จักที่ปรึกษาคนใหม่ท่านนี้ให้มากขึ้น สำหรับนายภูมิพงศ์ จงสกุล ถือเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงจากจังหวัดกาญจนบุรีที่มีโปรไฟล์ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวครับ

  • จบการศึกษานิติศาสตรมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์
  • เป็นเนติบัณฑิตไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและดิจิทัล
  • มีประสบการณ์ทำงานเป็นทนายความอาวุโสและที่ปรึกษากฎหมายให้กับองค์กรระดับประเทศ
  • เคยรับบทเป็นผู้ชำนาญการฝ่ายกฎหมายประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว

ด้วยประสบการณ์การทำงานทางกฎหมายที่ครอบคลุมทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ จึงถือได้ว่าเป็นการเลือกตัวบุคคลที่ตอบโจทย์ภารกิจของศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ได้อย่างดีเยี่ยม โดยหน้าที่หลักที่นายภูมิพงศ์จะได้รับมอบหมาย ได้แก่ การให้คำปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์, การวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคของการดำเนินงาน และการวางแผนปฏิบัติการเพื่อให้งานของกระทรวงศึกษาธิการเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ในมุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าการนำผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามามีส่วนร่วมในการวางระบบความปลอดภัยในสถานศึกษาเช่นนี้ จะช่วยอุดรอยรั่วและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองและบุคลากรทางการศึกษาได้มากขึ้น เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่าภายใต้ทิศทางใหม่นี้ ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ จะมีโครงการอะไรดีๆ มานำเสนอเพื่อสร้างความปลอดภัยในรั้วโรงเรียนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รมช.ศธ. ตั้ง “ทนายภูมิพงศ์” เป็นที่ปรึกษา เสริมทีมศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ

ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความคืบหน้าเรื่องความมั่นคงของบ้านเรา เมื่อล่าสุด พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งท่านได้รับรองว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปอย่างมีขั้นตอน โดยย้ำว่าทุกอย่างทำภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทำให้สถานการณ์โดยรวมอยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

แม้ว่าในการปฏิบัติการทางทหาร การคาดหวังผลลัพธ์ให้เป็นไปตามแผน 100 เปอร์เซ็นต์อาจเป็นเรื่องยาก แต่การที่ ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเจ้าหน้าที่และการประสานงานด้านข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ แน่นอนว่าเรื่องความเสียหายนั้นมีเกิดขึ้นบ้างในส่วนของยุทโธปกรณ์ที่ใช้ไปตามภารกิจ แต่กองทัพสามารถรักษาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศไว้ได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่มีการสูญเสียที่เกิดจากแรงกระทำของฝ่ายตรงข้ามโดยตรง

หลักเกณฑ์ใหม่ในการจัดหาอาวุธจาก ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

นอกจากประเด็นเรื่องการปะทะแล้ว ผบ.ทอ. ยังได้ชี้แจงถึงแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่ในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเข้ามาเป็นอาวุธทดแทนของเก่าที่กำลังจะหมดอายุการใช้งาน โดยยึดหลักการพิจารณา 4 ประการที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะเกิดความคุ้มค่าต่อประเทศชาติมากที่สุด ดังนี้:

  • ขีดความสามารถต้องตรงจุด: ต้องรองรับภารกิจที่กองทัพต้องการใช้งานได้จริง
  • การซ่อมบำรุงที่ง่าย: ต้องสะดวกและมีความต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมใช้งานตลอดยามวิกฤต
  • การเชื่อมต่อระบบเครือข่าย: ต้องสามารถทำงานร่วมกับระบบยุทโธปกรณ์เดิมที่มีอยู่ได้ทันที
  • ราคาที่เหมาะสม: พิจารณาความคุ้มค่าของงบประมาณเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับ

การที่ ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ ทำให้เราเชื่อมั่นได้ว่า กองทัพอากาศไทยยังคงให้ความสำคัญกับศักยภาพในการป้องกันอธิปไตยของชาติเหนือสิ่งอื่นใด การปรับตัวให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีและกระบวนการจัดการที่รัดกุมเช่นนี้ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์ตามแนวชายแดนมีความมั่งคงและสงบสุขมากขึ้นในระยะยาว

เราหวังว่าความโปร่งใสในข้อมูลครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ดีให้กับประชาชนเกี่ยวกับความจำเป็นด้านงบประมาณกลาโหม และพิสูจน์ให้เห็นว่าทุกภารกิจมีการวางแผนอย่างรอบคอบที่สุดเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศครับ

ที่มา – ทอ. เผยการปะทะกับกัมพูชาวางแผนอย่างเป็นระบบ ผลงานน่าพอใจ

“แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยล่าสุดมีข่าวว่า “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า ซึ่งถือเป็นการปิดดีลปัญหาที่ค้างคามาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของชุดก่อนหน้า

“แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ กกต. ชุดเดิมที่มี นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ได้มีการประเมินผลงานของนายแสวง บุญมี ในปี 2568 ไว้ต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งตามสัญญาจ้างถือเป็นเงื่อนไขที่อาจทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ได้เกิดข้อถกเถียงว่าการประเมินดังกล่าวมีผลสมบูรณ์หรือไม่ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนชุดกรรมการ กกต. ชุดปัจจุบันจึงได้ดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายจนได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

บทสรุปการตัดสินที่ส่งให้ “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

จากการประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกเลิกผลการประเมินชุดเก่าและให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ชุดปัจจุบันในการประเมินเอง ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • สำนักงานกฤษฎีกาได้แจ้งว่าไม่มีอำนาจตีความสัญญาจ้าง โดยเรื่องนี้เป็นอำนาจจัดการภายในของ กกต. โดยตรง
  • คณะที่ปรึกษา กกต. นำโดย นายศุภชัย สมเจริญ เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจประเมินควรเป็น กกต. ชุดปัจจุบันที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่
  • มติดังกล่าวจะทำให้นายแสวง ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเนื่องจนครบวาระ 5 ปี ในวันที่ 31 มี.ค. 2570

หลายคนมองว่าการที่ กกต. เปลี่ยนท่าทีมาลงมติสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นการปรับจูนการทำงานภายในให้มีความสอดคล้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กรในช่วงที่ต้องเตรียมการเลือกตั้งครั้งสำคัญในอนาคต

ในมุมมองส่วนตัว การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ กกต. ชุดปัจจุบันในการรักษาความต่อเนื่องของงานบริหาร เชื่อว่านายแสวงจะสามารถบริหารจัดการสำนักงาน กกต. ให้เป็นไปอย่างราบรื่นตามวาระที่เหลืออยู่อย่างแน่นอน

ที่มา – “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวร้อนแรงในแวดวงข้าราชการท้องถิ่น เมื่อล่าสุดมีประเด็นสำคัญที่ทางกสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล หลังจากตรวจพบว่ามีการทุจริตในการสอบแข่งขัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความโปร่งใสและระบบคุณธรรมของภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล

นายวันชัย จันทร์พร ประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการจัดการปัญหาการทุจริตสอบที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ซึ่งหากพบว่าคำสั่งที่ออกไปมีข้อบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ ผู้ออกคำสั่งมีอำนาจในการแก้ไขหรือเพิกถอนเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย

รายละเอียดการตรวจสอบและการดำเนินการขั้นตอนต่อไป

จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้กระทำผิดจำนวน 5,924 คน จากจำนวนผู้สอบผ่านทั้งหมด ทั้งนี้ทาง กสถ. เตรียมดำเนินการดังต่อไปนี้:

  • ลงนามยกเลิกบัญชีผู้กระทำผิดและประกาศบัญชีใหม่ในสัปดาห์หน้า
  • แจ้งคณะกรรมการข้าราชการท้องถิ่นประจำจังหวัดเพื่อดำเนินการตามระเบียบ
  • สั่งให้ผู้กระทำผิดพ้นจากราชการตามลำดับขั้นตอน
  • วางแนวทางเรื่องการบรรจุใหม่เนื่องจากลำดับคะแนนจะมีการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามคือ หากผู้บรรจุไปแล้วรู้สึกว่าตนเองได้รับผลกระทบ หรือต้องการความเป็นธรรม ประธาน กสถ. ก็ได้ระบุชัดเจนว่า กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาลได้ตามสิทธิทางกฎหมาย โดยต้องเข้าสู่กระบวนการอุทธรณ์ก่อนที่จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อให้ศาลวินิจฉัยและพิจารณาตามดุลยพินิจต่อไป

ในส่วนของความกังวลว่าจะมีกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมาย ทาง กสถ. ได้เตรียมการโดยให้ฝ่ายกฎหมายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเตรียมคำชี้แจงต่อศาลปกครองไว้รองรับสถานการณ์เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ขอให้ผู้เกี่ยวข้องมั่นใจว่า การดำเนินงานในครั้งนี้มุ่งเน้นความถูกต้องและโปร่งใสเป็นสำคัญ แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะสร้างผลกระทบต่อหลายฝ่าย แต่การรักษาระบบคุณธรรมในการสอบเข้ารับราชการนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญสูงสุด และการที่กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการทุจริตในระบบราชการไทยจะไม่ปล่อยให้ผ่านไปได้ง่ายๆ

สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ที่มีความกังวลเรื่องรายชื่อผู้กระทำผิด ทาง กสถ. ยืนยันว่าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้เนื่องจากติดข้อกำหนดกฎหมาย PDPA ดังนั้นผู้สมัครทุกคนควรตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อป้องกันความสับสน

ที่มา – กสถ. ยัน เพิกถอนข้าราชการโกงสอบได้ ชี้ผู้เสียหายมีโอกาสฟ้องศาล

จัดอันดับนัดชิงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล

จัดอันดับนัดชิงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล

การแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นมหกรรมกีฬาที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอย และทุกครั้งที่ไปถึงรอบชิงชนะเลิศ เรามักจะได้เห็นประวัติศาสตร์ที่ถูกจารึกไว้เสมอ บทความนี้จะพาทุกท่านไปย้อนรอยความทรงจำกับ การจัดอันดับนัดชิงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล ซึ่งแต่ละนัดแฝงไปด้วยความดราม่า สตาร์ดังระดับโลก และแมตช์ที่น่าจดจำ

ทำไมการจัดอันดับนัดชิงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาลถึงเป็นเรื่องท้าทาย

การจะบอกว่านัดชิงไหนดีที่สุดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องพิจารณาทั้งเรื่องจำนวนประตู ความตื่นเต้น และเรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละทีม การจัดอันดับนัดชิงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล นี้จึงเป็นการรวบรวมเหตุการณ์ที่แฟนบอลคุยถึงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการคืนชีพของโรนัลโด้ในปี 2002 หรืออัจฉริยภาพของเมสซี่ในปี 2022

1. บราซิล vs อิตาลี (1970) – ยอดทีมแห่งยุค

นัดชิงที่สนามแอซเตก้าคือผลงานชิ้นเอก บราซิลชุดนั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความสวยงามในสนาม พร้อมด้วยเปเล่และผองเพื่อน พวกเขาเอาชนะอิตาลีไปอย่างเด็ดขาด 4-1 โดยประตูของคาร์ลอส อัลแบร์โต้ ยังคงถูกยกย่องว่าเป็นประตูที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์

2. อาร์เจนตินา vs ฝรั่งเศส (2022) – นัดชิงในฝัน

สำหรับหลายคน นี่คือนัดชิงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ความตื่นเต้นตลอด 120 นาทีที่เต็มไปด้วยการไล่ตามผลสกอร์ของเอ็มบัปเป้ และการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของ ลิโอเนล เมสซี่ ทำให้เกมนี้กลายเป็นตำนานบทใหม่ที่คนจะพูดถึงไปอีกนาน

3. อังกฤษ vs เยอรมนีตะวันตก (1966) – ชัยชนะในบ้าน

ความทรงจำของแฟนบอลอังกฤษที่ยังคงชัดเจน กับแฮตทริกของ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ในเกมที่เต็มไปด้วยความกดดันและประเด็นเรื่องลูกข้ามเส้นประตู นัดนี้ได้กลายเป็นมาตรฐานของความดราม่าในฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ไปโดยปริยาย

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนบอลยุคคลาสสิกหรือยุคสมัยใหม่ นัดชิงฟุตบอลโลกยังคงเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงความรักในกีฬาเข้าด้วยกัน แล้วคุณล่ะครับ มีนัดชิงในดวงใจที่อยากแนะนำเพิ่มเติมไหม? ร่วมแชร์ความคิดเห็นกับเราได้เลย เพราะไม่มีอะไรแทนที่ความตื่นเต้นของวินาทีที่ถ้วยแชมป์ถูกชูขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อีกแล้ว

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

เจาะลึก แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ายฐานบุกเมืองท่าแขก ลาว

ในยุคที่โลกหมุนเวียนไปพร้อมกับเทคโนโลยี ข่าวคราวเกี่ยวกับมิจฉาชีพออนไลน์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเรามากขึ้นทุกที ล่าสุดทีมข่าว SEE TRUE ได้นำเสนอรายงานพิเศษที่น่าตกใจว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ายฐานบุก “เมืองท่าแขก” ลาว หลังจากที่มีการกว้านซื้อที่ดินและจัดตั้งฐานปฏิบัติการแห่งใหม่ขึ้นท่ามกลางเงามืดของทุนจีนสีเทาที่ขยายอิทธิพลไปทั่วภูมิภาค

จับตา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ายฐานบุก “เมืองท่าแขก” ลาว ภัยใกล้ตัวที่ต้องระวัง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการกดดันปราบปรามอย่างหนักในพื้นที่เดิมอย่างตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาและเมียนมา ทำให้กลุ่มทุนจีนสีเทาต้องหาทำเลใหม่ที่ห่างไกลแต่ยังเดินทางสะดวก โดยเลือกเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว เป็นที่ตั้งอาณาจักรใหม่ เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับจังหวัดนครพนมเพียงแค่แม่น้ำโขงกั้นเท่านั้น

เปิดพฤติการณ์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ายฐานบุก “เมืองท่าแขก” ลาว มีรูปแบบอย่างไร?

จากการสังเกตการณ์พบว่ามิจฉาชีพกลุ่มนี้ยังคงใช้วิธีการเดิมในการหลอกล่อเหยื่อ นั่นคือการประกาศรับสมัครงานผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอ้างว่าต้องการคนดูแลระบบบัญชีหุ้น ให้เงินเดือนสูงถึง 20,000–30,000 บาท แต่แท้จริงแล้วเมื่อเหยื่อหลงเชื่อและเดินทางไปสถานที่จริง จะถูกกักขังและบังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์เพื่อโทรศัพท์มาหลอกลวงคนในประเทศไทยอีกทอดหนึ่ง

นอกเหนือจากเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์แล้ว พื้นที่เมืองท่าแขกยังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งการเกิดขึ้นของตึกสูง อาคารอเนกประสงค์ และสถานบันเทิงที่คนท้องถิ่นแทบจะเข้าถึงไม่ได้ โดยมีลักษณะเด่นดังนี้:

  • มีการสร้างเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ครบวงจร รองรับนักท่องเที่ยวจีน
  • ใช้ธุรกิจเหมืองแร่โปแตชบังหน้าธุรกิจสีเทา
  • มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดโดยคนจีน
  • แรงงานท้องถิ่นถูกแทนที่ด้วยคนงานต่างชาติและการใช้หญิงท้องถิ่นเป็นนอมินีครอบครองที่ดิน

ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแค่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในลาว แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศไทย การเฝ้าระวังและการรู้เท่าทันกลโกงจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทุกคน อย่าหลงเชื่องานออนไลน์ที่รายได้เกินจริงและตรวจสอบแหล่งที่มาทุกครั้งก่อนตัดสินใจส่งข้อมูลส่วนตัวให้ใคร

ที่มา – แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ย้ายฐานบุก “เมืองท่าแขก” ลาว ทุนจีนสีเทา กว้านซื้อที่สร้างอาณาจักรใหม่ | SEE TRUE

มติที่ประชุม กสถ. เพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 5,924 คน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า มติที่ประชุม กสถ. เพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 5,924 คน หลังจากที่ทางคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้พบความไม่โปร่งใสในกระบวนการสอบครั้งที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้เข้าสอบกว่า 2.7 แสนคนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

เหตุผลเบื้องหลัง มติที่ประชุม กสถ. เพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 5,924 คน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธาน กสถ. ได้ออกมาชี้แจงว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจากการตรวจสอบพบความผิดปกติของคะแนนสอบอย่างชัดเจน โดยมีการประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลจาก ป.ป.ช. จนสรุปได้ว่ามีผู้สอบผ่านที่มีคะแนนผิดปกติถึง 5,924 คน ทำให้ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกผลการสอบและประกาศขึ้นบัญชีเดิมทั้งหมดทันที เพื่อความยุติธรรมสำหรับผู้เข้าสอบทุกคน

กระบวนการถัดไปหลังจาก มติที่ประชุม กสถ. เพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 5,924 คน

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น กสถ. จะไม่ดำเนินการเปิดสอบใหม่ทั้งหมด แต่จะใช้วิธีนำคะแนนสอบเดิมของผู้สมัครทุกคนมาเรียงลำดับใหม่ โดยนายอรรษิษฐ์ย้ำว่า:

  • จะมีการตรวจสอบคะแนนอย่างรอบคอบที่สุด
  • ใช้ฐานข้อมูลคะแนนจริงของผู้เข้าสอบกว่า 270,000 คน
  • มีการจัดลำดับใหม่แทนที่กลุ่มผู้ที่มีรายชื่อผิดปกติ 5,924 คน
  • คาดว่าจะมีการลงนามประกาศบัญชีผู้สอบแข่งขันฉบับใหม่ภายในต้นสัปดาห์หน้า

ในส่วนของประเด็นเรื่องการวิ่งเต้นที่หลายคนกังวล ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่ทันแล้ว” เพราะกระบวนการยุติธรรมได้เริ่มเดินหน้าเต็มตัว และขอยืนยันว่า กสถ. มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้อย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้ ทางหน่วยงานเปิดช่องให้สามารถใช้สิทธิ์ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติทางปกครองได้ตามขั้นตอนปกติ หากยังไม่พอใจในผลการตัดสิน หรือต้องการรักษาสิทธิ์ของตนเองก็สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ ซึ่งฝ่ายกฎหมายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เตรียมความพร้อมไว้รองรับทุกสถานการณ์แล้ว

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของการจัดสอบบรรจุข้าราชการ ที่แสดงให้เห็นว่าความถูกต้องและโปร่งใสคือหัวใจสำคัญที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน เชื่อว่าการจัดลำดับใหม่ในครั้งนี้จะทำให้ผู้ที่ทุ่มเทอ่านหนังสือและทำคะแนนได้ด้วยความสามารถจริง ได้รับความเป็นธรรมอย่างที่ควรจะเป็นครับ

ที่มา – มติที่ประชุม กสถ. เพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 5,924 คน จัดลำดับใหม่สัปดาห์หน้า