วัน: 2 สิงหาคม 2026

กู้ภัยนิมนต์พระ ทำพิธีบังสุกุลหน้าหลุมศพเหยื่อ 5 ราย

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สร้างความหดหู่ใจให้กับคนทั้งประเทศ เมื่อพบร่างผู้เสียชีวิตรวม 5 รายถูกฆ่าฝังดินบริเวณเนินเขามาบฟักทอง จ.ชลบุรี ล่าสุด ทีมกู้ภัยได้ตัดสินใจลงพื้นที่อีกครั้งเพื่อทำสิ่งสำคัญ

กู้ภัยนิมนต์พระ ทำพิธีบังสุกุลหน้าหลุมศพเหยื่อ 5 ราย

นายสุทธิพงษ์ บุญมาฉาย หัวหน้าชุดปฏิบัติการทางน้ำ มูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ ได้นิมนต์พระครูปลัดธีรยุทธ โชติโก หรือหลวงพี่เอ็กซ์ พร้อมพระสงฆ์ 4 รูป มาประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อกู้ภัยนิมนต์พระ ทำพิธีบังสุกุลหน้าหลุมศพเหยื่อ 5 ราย อุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณผู้ล่วงลับให้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หลังจากที่เหล่าอาสาสมัครต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจมาตลอดหลายวันของการค้นหา

เปิดใจนาทีอธิษฐานจิตก่อนพบร่างเหยื่อ

หัวหน้าทีมกู้ภัยเผยถึงวินาทีระทึกในคืนที่ต้องค้นหาร่างครอบครัว 3 ชีวิต โดยในตอนนั้นผู้ต้องหาจำจุดฝังศพไม่ได้และพาเดินหาไปทั่วจนเริ่มถอดใจ ตนจึงตัดสินใจยกมือไหว้ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ดลใจจนพบจุดที่แท้จริง ซึ่งการที่กู้ภัยนิมนต์พระ ทำพิธีบังสุกุลหน้าหลุมศพเหยื่อ 5 ราย ในครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับญาติ แต่เป็นความตั้งใจส่วนตัวของทีมกู้ภัยที่รู้สึกผูกพันและหดหู่กับชะตากรรมของเหยื่อที่เสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติ

  • พระสงฆ์สวดอภิธรรมและบังสุกุลอุทิศส่วนกุศล
  • ทางวัดพร้อมช่วยเหลือพิธีศพหากญาติขาดแคลนทุนทรัพย์
  • เน้นย้ำขอให้วิญญาณไปสู่สุคติ ไม่มีการจองเวรจองกรรม

ทางด้านหลวงพี่เอ็กซ์ได้ชื่นชมการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่กู้ภัย ที่เสียสละแรงกายแรงใจค้นหาผู้สูญหายในพื้นที่กว้างขวางจนพบร่างและปิดภารกิจได้สำเร็จ แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเจ็บปวด แต่การทำพิธีในครั้งนี้ถือเป็นการส่งดวงวิญญาณครั้งสุดท้ายด้วยความเมตตาธรรม

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้เราเห็นถึงความสำคัญของเพื่อนมนุษย์ และการทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถแม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังที่สุด การมีจิตอาสาและหัวใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นคือสิ่งที่ทำให้สังคมของเรายังคงน่าอยู่ แม้ต้องพบเจอกับเรื่องราวที่โหดร้ายเพียงใดก็ตาม

ที่มา – กู้ภัยนิมนต์พระ ทำพิธีบังสุกุลหน้าหลุมศพเหยื่อ 5 ราย อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ

กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ

กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ

หากคุณกำลังมองหาของฝากสุดประณีตจากสมุทรสงคราม ต้องไม่พลาด กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ ที่ยังคงรักษาเสน่ห์ของขนมโบราณเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการผลิตที่พิถีพิถัน หรือวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี

เสน่ห์ความอร่อยแบบดั้งเดิมที่ กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ มอบให้

ที่วัดศรัทธาธรรม หรือวัดมอญ จังหวัดสมุทรสงคราม คือแหล่งกำเนิดของ กาละแมรามัญ ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญามอญ ซึ่งยังคงใช้แรงคนกวนในกระทะใบใหญ่ยาวนานถึง 6-8 ชั่วโมง ด้วยวัตถุดิบธรรมชาติเพียง 3 อย่าง คือ แป้งข้าวเหนียว กะทิสด และน้ำตาลมะพร้าว ความพิเศษที่ไม่มีใครเหมือนคือการห่อด้วย “กาบหมาก” แทนใบตอง ซึ่งช่วยซับน้ำมันและทำให้ขนมมีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ขั้นตอนการทำยังคงความขลังในแบบฉบับโบราณ:

  • ใช้แรงงานคนช่วยกันกวนเพื่อให้เนื้อกาละแมเหนียวนุ่ม
  • หมั่นช้อนน้ำมันกะทิออกตลอดเวลาเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่หวานมันกำลังดี
  • ห่อด้วยกาบหมากธรรมชาติเพื่อถนอมอาหารและยืดอายุการเก็บรักษา

ในปัจจุบัน กาละแมรามัญได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 5 ดาว ของจังหวัดสมุทรสงคราม ไม่เพียงแต่เป็นขนมทานเล่น แต่ยังเป็นภูมิปัญญาที่วัดศรัทธาธรรมพยายามสืบสานให้คงอยู่ต่อไป หากใครมีโอกาสผ่านมาแถวบางจะเกร็ง อย่าลืมแวะเวียนไปสัมผัสวิถีการผลิตด้วยตนเอง พร้อมอุดหนุนของฝากที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราวทางวัฒนธรรม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการอนุรักษ์อาชีพของกลุ่มแม่บ้านรามัญให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปครับ

ที่มา – ขนมโบราณ “กาละแมรามัญ” ห่อกาบหมากหนึ่งเดียวในไทย ภูมิปัญญาชาวมอญที่ยังมีลมหายใจ

ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คึกคักรับต้นเดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันหยุดต้นเดือนแบบนี้บรรยากาศตามร้านค้าปลีกดูจะคึกคักเป็นพิเศษเลยนะครับ โดยเฉพาะการที่ประชาชนแห่กันออกมาใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กันอย่างเนืองแน่น เพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าบ้าน ทำให้บรรยากาศการค้าขายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งครับ

บรรยากาศการใช้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงต้นเดือนเป็นเวลาที่หลายคนรอคอย เมื่อรวมกับสิทธิ์จากโครงการภาครัฐอย่าง ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงไม่แปลกใจเลยที่ตามห้างร้านต่างๆ จะมีผู้คนมาต่อคิวใช้สิทธิ์กันยาวเหยียด โดยเฉพาะในอำเภอเมืองชัยนาท ที่ร้านค้าปลีกรายใหญ่ต้องเร่งปรับระบบการจัดการเพื่อรองรับลูกค้าจำนวนมาก ทั้งการเปิดช่องชำระเงินหลายช่องทางเพื่อให้การสแกนใบหน้าหรือคิวอาร์โค้ดเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดครับ

สินค้าขายดีที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้

สำหรับสินค้ายอดฮิตที่ขายดิบขายดีจนแทบหมดชั้นวางนั้น หนีไม่พ้นสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่:

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (มาม่า)
  • ปลากระป๋อง
  • ข้าวสาร
  • ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม
  • น้ำมันพืช
  • กาแฟสำเร็จรูป

จะเห็นได้ว่าสินค้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวต้องใช้จริงๆ ซึ่งการที่โครงการรัฐเข้ามาช่วยแบบนี้ ถือเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้เป็นอย่างดีครับ

จากการสอบถามผู้ที่มาใช้สิทธิ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นั้นช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากได้จริง แม้อาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ถือเป็นการต่อลมหายใจและช่วยให้หลายครอบครัวมีของกินของใช้เพียงพอในยามที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแบบนี้ ถือว่าเป็นมาตรการที่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของประชาชนได้ถูกจุดจริงๆ ครับ

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่ยังมีสิทธิ์เหลืออยู่ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขและรีบไปใช้สิทธิ์กันนะครับ เพื่อความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดของตัวท่านเอง และหวังว่ามาตรการดีๆ แบบนี้จะมีออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ในอนาคตครับ

ที่มา – วันหยุดคึกคัก ประชาชนแห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส-บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แน่นร้านค้า

“สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง

เชื่อว่าหลายคนที่เดินทางในแถบภาคอีสานตอนล่างคงได้เห็นความเคลื่อนไหวสำคัญ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการ “สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง เพื่อยกระดับการเดินทางของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้นครับ

“สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจเยี่ยมสถานีรถไฟศรีสะเกษเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรอบสถานี ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ วงเวียนน้ำพุ และระบบไฟส่องสว่าง เพื่อให้สถานีเป็นมากกว่าจุดรอรถ แต่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและสะดวกสบายสำหรับทุกคน

เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพระบบขนส่ง

นโยบาย “สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบขนส่งที่ไร้รอยต่อ (Seamless Transport) โดยการนำ Feeder มาเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับขนส่งสาธารณะอื่นๆ อาทิ รถสองแถว รถแท็กซี่ และรถตู้ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเข้าถึงสถานีรถไฟได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันสถานีรถไฟศรีสะเกษรองรับผู้โดยสารได้ถึงวันละ 1,900 คนเลยทีเดียว

นอกเหนือจากเรื่องระบบ Feeder แล้ว ยังมีการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ–อุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ได้อย่างมหาศาล โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์
  • เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน
  • สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคอีสานตอนล่างในระยะยาว
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านระบบรางที่ทันสมัย

การดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างหอการค้าจังหวัด เพื่อรับฟังปัญหาและนำมาพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับอนาคตของระบบขนส่งมวลชนบ้านเรา

ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน การพัฒนาระบบ Feeder ให้เข้มแข็งเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ เพราะหากเรามีรถไฟที่รวดเร็วแต่การเดินทางเข้าถึงสถานีทำได้ยาก ความสะดวกสบายก็จะไม่สมบูรณ์ การที่ท่านรัฐมนตรีลงมาดูงานด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากครับ เราคงต้องคอยติดตามกันต่อไปว่า เมื่อโครงการรถไฟทางคู่สำเร็จเสร็จสิ้น จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจภาคอีสานให้คึกคักขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง

นักวิชาการด้านการศึกษา ร้องพิจารณางบ TZD Plus ปี 70

นักวิชาการด้านการศึกษา ร้องพิจารณางบ TZD Plus ปี 70

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการศึกษา เมื่อมีการเปิดเผยว่าที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯ มีมติปรับลดงบประมาณในโครงการสำคัญอย่าง Thailand Zero Dropout Plus (TZD Plus) ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ลงกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นงบประมาณส่วนสำคัญในการติดตามเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้อีกครั้ง

ศ. ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. ได้ออกมาสะท้อนความกังวลว่า การตัดสินใจตัดงบประมาณ นักวิชาการด้านการศึกษา ร้องพิจารณางบ TZD Plus ปี 70 ครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อภารกิจสำคัญในการดึงเด็กกว่า 6 แสนคนที่ยังคงหลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับมามีโอกาสในชีวิตอีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา กสศ. และภาคีเครือข่ายสามารถนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบได้แล้วกว่า 4 แสนคน

ทำไมงบประมาณ TZD Plus ถึงสำคัญต่อเด็กไทย?

ภารกิจในการตามหาเด็ก 6 แสนคนนั้นยากลำบากกว่าที่คิด เนื่องจากเด็กเหล่านี้หลุดออกจากระบบไปนานและต้องใช้ความพยายามในการเข้าถึงสูง ภาคีเครือข่ายที่เป็นเหมือนมดงาน ไม่ว่าจะเป็น อสม., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และครู สกร. ต้องลงพื้นที่ซ้ำหลายครั้งเพื่อสร้างความไว้วางใจ การตัดงบประมาณส่วนนี้ไม่เพียงแต่ขัดขวางการทำงาน แต่ยังบั่นทอนกำลังใจของคนทำงานที่อุทิศตนเพื่อสังคม

  • เป้าหมายคือการลดจำนวนเด็กนอกระบบให้เป็นศูนย์
  • การลงทุนในเด็กกลุ่มเปราะบางให้ผลตอบแทนคืนสู่สังคมถึง 17 เท่า
  • ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจว่าการลงทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะจะช่วยให้เด็กมีทักษะอาชีพและเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ นักวิชาการด้านการศึกษา ร้องพิจารณางบ TZD Plus ปี 70 โดยชี้ให้เห็นว่าการปรับลดงบประมาณอาจเป็นการปิดประตูโอกาสของเด็กหลายแสนคนไปพร้อมกัน

เราในฐานะสังคมไทยควรตระหนักว่าการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องในห้องเรียน แต่คือเรื่องของอนาคตคนทั้งชาติ การสนับสนุนงบประมาณให้ถึงมือเด็กกลุ่มเปราะบางจึงไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลือง แต่คือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ การพิจารณาคืนงบประมาณก้อนนี้จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการ TZD Plus เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก เพื่อที่เด็กไทยทุกคนจะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน

ที่มา – นักวิชาการด้านการศึกษา ร้องพิจารณางบ “TZD Plus” ปี 70 ชี้ยังมีเด็กหลุดระบบอีก 6 แสนคน

อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา

นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความโศกเศร้าให้กับพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก เมื่อมีการรายงานเหตุสลดใจจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กับการ อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา ที่เสียชีวิตขณะเข้าทำภารกิจปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา

เหตุการณ์ความไม่สงบและการต่อสู้กับกลุ่มอิทธิพลมืดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นภารกิจที่เสี่ยงอันตรายอยู่เสมอ สำหรับกรณี อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา นั้น เกิดขึ้นระหว่างที่ชุดสืบสวน สภ.ตากใบ ได้เข้าตรวจสอบเป้าหมายคดียาเสพติด ณ บ้านบึงฉลาม ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส แต่คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงสวนกลับมา จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 4 นาย ซึ่งถือเป็นการสูญเสียบุคลากรผู้กล้าหาญไปอย่างน่าเสียดาย

รายละเอียดเหตุการณ์และความคืบหน้า

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดเผยรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ดังนี้:

  • จ.ส.ต.ฮัมราน ฮะ (เสียชีวิต)
  • ด.ต.วิทยา ชายพรมแก้ว (เสียชีวิต)
  • ส.ต.ท.ไตรทศ กุลสันถวะศิริ (ได้รับบาดเจ็บ)
  • ด.ต.วรรณุชิต แซ่ค้อ (ได้รับบาดเจ็บ)
  • ร.ต.ท.กิตติพงษ์ ศรีขำ (ได้รับบาดเจ็บ)
  • ด.ต.พรรณกิจ ศรีณะกิจจา (ได้รับบาดเจ็บ)

ในขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งดำเนินการปิดล้อมและตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายเพื่อไล่ล่าคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด แม้การ อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา จะเป็นสิ่งที่สังคมร่วมแสดงความรู้สึก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างความปลอดภัยและการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

พวกเราทุกคนขอร่วมส่งกำลังใจให้กับครอบครัวของวีรบุรุษผู้กล้า และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่ที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 4 นาย จะหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว การปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์สันติราษฎร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นภารกิจที่เสียสละและยิ่งใหญ่ ควรค่าแก่การยกย่องและเชิดชูเกียรติเป็นอย่างยิ่ง เราขอสดุดีในความกล้าหาญของตำรวจทั้ง 2 นายที่สละชีพเพื่อรักษาความสงบสุขของสังคมไทย

ที่มา – อาลัย 2 ตำรวจกล้า สภ.ตากใบ “จ.ส.ต.ฮัมราน – ด.ต.วิทยา” เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่

อนุทิน สำรวจตลาดแบบออร์แกนิค ลุยโครงการไทยช่วยไทยพลัส

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นภาพมุมสบายๆ ของท่านนายกฯ กันไปแล้ว สำหรับการลงพื้นที่แบบเป็นกันเองของ อนุทิน สำรวจตลาดแบบออร์แกนิค ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา โดยท่านนายกฯ ได้สวมชุดไปรเวท เสื้อยืดกางเกงขาสั้น เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดศรีย่านอย่างใกล้ชิด งานนี้ไม่ได้มาแค่เดินเล่น แต่ยังตั้งใจลงพื้นที่เพื่อดูผลตอบรับของโครงการที่รัฐบาลตั้งใจผลักดันให้ถึงมือประชาชนโดยตรง

บรรยากาศ อนุทิน สำรวจตลาดแบบออร์แกนิค ที่ตลาดศรีย่าน

การเดินตลาดแบบติดดินครั้งนี้ นอกจากจะได้เห็นลุคชิลๆ ของท่านนายกฯ แล้ว สิ่งสำคัญคือการได้พูดคุยกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจากการที่ อนุทิน สำรวจตลาดแบบออร์แกนิค ครั้งนี้ ได้รับเสียงสะท้อนกลับมาว่าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส กำลังไปได้สวย โดยพ่อค้าแม่ค้าบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าของขายหมดเร็วกว่าเดิมมาก ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง

เสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้ากับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส

จากการลงพื้นที่ พบว่าประชาชนมีความพึงพอใจอย่างมากกับโครงการนี้ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รายได้ของร้านค้าขนาดเล็กหมุนเวียนได้ดีขึ้น
  • สินค้าที่เข้าร่วมโครงการได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น เพราะช่วยลดภาระค่าครองชีพ
  • แม่ค้าหลายรายเรียกร้องให้รัฐบาลจัดโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ต่อไปเรื่อยๆ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากจะได้พูดคุยเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ท่านนายกฯ ยังถือโอกาสแวะซื้อผลไม้ดองร้านประจำ และไปทำบุญปล่อยกบปล่อยปลาที่วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล เรียกได้ว่าเป็นการใช้เวลาวันหยุดที่ได้ทั้งงานและได้ทั้งใจประชาชนไปพร้อมๆ กัน

ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากที่ผู้นำลงมาสัมผัสปัญหาและรับฟังความคิดเห็นด้วยตัวเองแบบนี้ สำหรับใครที่อยากให้โครงการดีๆ แบบนี้อยู่คู่กับเราไปนานๆ คงต้องคอยติดตามข่าวสารจากทางภาครัฐกันต่อไป เชื่อว่าถ้าโครงการตอบโจทย์และได้รับผลตอบรับที่ดีแบบนี้ รัฐบาลก็น่าจะหาทางต่อยอดเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมและยั่งยืนขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – ชิลทั้งวัน “อนุทิน” สำรวจตลาดแบบออร์แกนิค บอกคนอยากให้ต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส”

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

“พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองไทยไม่น้อย เมื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ปรากฏตัวในงานสัมมนาพรรคประชาชน เพื่อส่งต่อพลังและประสบการณ์ให้กับสมาชิกพรรค โดยเน้นย้ำถึงแนวคิดสำคัญที่ว่า “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปสู่การเป็นทางเลือกใหม่ของประเทศอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของพรรคประชาชนกับการสร้าง Alternative Thailand

ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตเศรษฐกิจ คุณพิธาได้เตือนให้ สส. พรรคประชาชนต้องมีความพร้อมและคิดให้เหนือกว่ารัฐบาลหนึ่งก้าวเสมอ การที่คุณพิธาได้เดินทางไปถ่ายทอดประสบการณ์ในต่างประเทศ ทำให้เห็นว่าพรรคประชาชนถูกจับตามองในฐานะต้นแบบของพรรคการเมืองยุคใหม่ และนี่คือสิ่งที่ สส. ทุกคนต้องตระหนักถึงภารกิจในการสร้าง “Alternative Thailand” หรือประเทศไทยที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน

  • เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย: เป็นคำสอนที่เตือนสติให้สมาชิกมองเห็นความสำเร็จที่ผ่านมา ทั้งการขยายฐานเสียงและการเติบโตของพรรค
  • การติดตามสถานการณ์โลก: การประเมินผลกระทบจากเวทีการเมืองโลก เพื่อนำมาปรับใช้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย
  • ความสามัคคีคือหัวใจ: การยึดหลักปัญหาของคุณคือปัญหาของฉัน เพื่อสร้างทีมที่เข้มแข็ง

ด้านคุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในทศวรรษที่ 2570 ว่าพรรคไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเมืองไทยในปัจจุบันไม่ใช่แค่การต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเดิม แต่เป็นการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคประชาชนสามารถเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้จริงและจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่อุดมการณ์ที่ลอยลม

การสร้างฐานมวลชนที่เข้มแข็งผ่านการเอาชนะทั้งทางความคิดและการเมือง คือกุญแจสำคัญที่พรรคกำลังเร่งขับเคลื่อน หาก สส. สามารถเปลี่ยนความไม่พอใจของประชาชนให้กลายเป็นความหวังและความเชื่อมั่นได้สำเร็จ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน สำหรับใครที่ติดตามทิศทางของพรรคประชาชน นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า พวกเขาจะนำพาประเทศไปสู่จุดเปลี่ยนที่ตั้งใจไว้ได้อย่างไร

ที่มา – “พิธา” ให้กำลังใจสส.พรรคประชาชน “เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย”

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 สิงหาคม 2569 เบนซิน-ดีเซล อัปเดตล่าสุด

เชื่อว่าหลายคนกำลังมองหาข้อมูล ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 สิงหาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร เพื่อเตรียมตัววางแผนการเดินทางหรือวางแผนเติมน้ำมันให้คุ้มค่าที่สุด วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลราคาอัปเดตจากปั๊มน้ำมันชั้นนำทั่วประเทศมาให้คุณตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ไม่ว่าคุณจะใช้บริการ ปตท., บางจาก, พีที, คาลเท็กซ์, ซัสโก้ หรือเชลล์ ก็สามารถเช็กราคาได้ที่นี่ทันที

ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 สิงหาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร

การทราบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 สิงหาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนน เพราะความผันผวนของราคาน้ำมันในแต่ละวันอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ นี่คือรายละเอียดราคาจากแต่ละแบรนด์ที่คุณควรรู้ก่อนขับรถเข้าปั๊มครับ

รายละเอียดราคาน้ำมันของแต่ละปั๊ม

สำหรับข้อมูล ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 สิงหาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร นั้น มีราคาจำหน่ายดังนี้:

  • บางจาก: ดีเซล B20 อยู่ที่ 31.69 บาท/ลิตร, ไฮดีเซล S อยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร, GSH95S EVO อยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร
  • ปตท.: ดีเซลอยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร, เบนซินอยู่ที่ 45.68 บาท/ลิตร, GSH95S EVO อยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร
  • เชลล์: ฟิวเซฟดีเซลอยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร, วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
  • พีที: แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร, ดีเซลอยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร
  • ซัสโก้: เบนซิน 95 อยู่ที่ 45.83 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร
  • คาลเท็กซ์: โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 48.41 บาท/ลิตร, ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 36.69 บาท/ลิตร

อย่างไรก็ตาม โปรดทราบว่าราคาข้างต้นเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละพื้นที่ครับ

การติดตามข่าวสารราคาน้ำมันอยู่เสมอจะช่วยให้คุณบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานมีความเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งแบบนี้ อย่าลืมวางแผนการเดินทางและเติมน้ำมันในจุดที่คุ้มค่าที่สุดก่อนออกเดินทางไกลกันนะครับ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาในพื้นที่ของคุณ สามารถตรวจสอบได้ที่หน้าปั๊มน้ำมันใกล้บ้านก่อนใช้บริการครับ

ที่มา – ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 3 สิงหาคม 2569 น้ำมัน “เบนซิน-ดีเซล” แต่ละปั๊มลิตรละเท่าไร