วัน: 2 สิงหาคม 2026

“แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

“แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีของ “แก้วตา” หรือ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน กับเหตุการณ์ที่เธอออกมาเปิดเผยเรื่องราวการคุกคามทางเพศและการจัดการภายในองค์กร ล่าสุดเมื่อทางพรรคประชาชนได้ออกหนังสือเชิญให้เธอไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมนั้น ทางด้านคุณแก้วตากลับตอบโต้ทันควันว่า “แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ เพราะทุกอย่างได้ผ่านจุดที่จะแก้ไขไปนานแล้ว

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียถึงการเตรียมดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ท่าทีของทางพรรคฯ กลับไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายลงในมุมมองของผู้เสียหาย เพราะคุณแก้วตาได้ระบุชัดเจนถึง 4 ข้อหลักที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเธอถึงปฏิเสธการเข้าให้ข้อมูลครั้งนี้

เปิดเหตุผลสำคัญทำไม “แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

  • เธอได้เคยพูดคุยกับผู้บริหารพรรคเรื่องนี้ไปหมดแล้วตั้งแต่แรก
  • ในขณะที่เกิดเรื่องกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้กระทำผิดยังคงได้รับการสนับสนุนให้ลงสมัคร สส. ต่อ และได้รับตำแหน่งสำคัญในองค์กรแม้จะมีคนทราบเรื่องแล้ว
  • การเยียวยาด้วยเงินหรือสิ่งของไม่สามารถชดเชยการถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

คุณแก้วตาย้ำด้วยความรู้สึกที่ชัดเจนว่า การกระทำของพรรคที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการเลือกปกป้องผู้กระทำผิดมากกว่าที่จะรักษาความถูกต้อง จนทำให้เธอตั้งคำถามกลับว่า แล้วตอนนี้จะให้เธอไปคุยอะไรในเมื่อความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน การออกมาเคลื่อนไหวของ “แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบาดแผลและความผิดหวังของอดีตคนในพรรคที่มีต่อระบบการจัดการองค์กรที่ล้มเหลวในการรับมือกับประเด็นละเอียดอ่อนเช่นนี้

ในโลกโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจคุณแก้วตาเป็นจำนวนมาก หลายคนมองว่านี่คือบทเรียนสำคัญที่พรรคการเมืองต้องตระหนักถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การออกมาแสดงความรับผิดชอบเชิงพิธีการเมื่อเรื่องกลายเป็นข่าวใหญ่เท่านั้น การรักษามาตรฐานทางจริยธรรมภายในองค์กรควรเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำตั้งแต่วันแรกที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ไม่ใช่รอให้สายเกินไปจนผู้เสียหายหมดความเชื่อมั่นเช่นนี้

ที่มา – “แก้วตา ธิษะณา” ลั่นสายไปแล้ว หลังพรรคประชาชนเชิญให้ข้อมูลปมคุกคามทางเพศ

Celtic เตรียมยื่นข้อเสนอใหม่สำหรับ Gineitis

Celtic เตรียมยื่นข้อเสนอใหม่สำหรับ Gineitis

แฟนบอลม้าลายเขียวขาวเตรียมลุ้นกันให้ดี เมื่อมีรายงานว่า Celtic เตรียมยื่นข้อเสนอใหม่สำหรับ Gineitis กองกลางดาวรุ่งฟอร์มแรงจาก Torino โดยสโมสรจากกัลโช่ เซเรีย อา ได้ตั้งค่าตัวนักเตะวัย 22 ปีรายนี้ไว้ที่ประมาณ 12 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นดีลที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้

ความเคลื่อนไหวในตลาดเมื่อ Celtic เตรียมยื่นข้อเสนอใหม่สำหรับ Gineitis

การขยับตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Celtic เตรียมยื่นข้อเสนอใหม่สำหรับ Gineitis เพื่อเสริมแกร่งแดนกลางหลังจากทีมมีการวางแผนระยะยาว การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ทีมมีศักยภาพมากขึ้นในการสู้ศึกฤดูกาลใหม่ โดย Nicolo Schira ได้รายงานข้อมูลดังกล่าวผ่านทาง X ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าสาวก Celtic เป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าของตลาดซื้อขายนักเตะสกอตแลนด์

นอกจากข่าวของ Gineitis แล้ว ยังมีความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่น่าสนใจในลีกสกอตแลนด์:

  • Rangers กำลังเจรจากับ Coventry City เพื่อคว้าตัว Jahnoah Markelo ปีกดาวรุ่งวัย 23 ปี
  • Anderlecht กำลังเดินหน้าทาบทาม Will Ferry แบ็คตัวเก่งจาก Dundee United
  • Celtic อาจพิจารณาปล่อยตัว Alistair Johnston ด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ โดยมี Everton และ Fulham คอยจ้องตาเป็นมัน
  • Fares Ghedjemis ปีกชาวแอลจีเรียกลายเป็นเป้าหมายที่ทั้ง Celtic และ Rangers ต่างให้ความสนใจ

สำหรับสถานการณ์ในแนวรับ Martin O’Neill เฮดโค้ชของทีมยืนยันว่าไม่มีแผนดึงตัวเซ็นเตอร์แบ็ครายใหม่เข้ามาเสริมทัพ เนื่องจาก Cameron Carter-Vickers ได้หายจากอาการบาดเจ็บและกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นข่าวดีของสโมสรในการจัดทัพสู้ศึกฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง

ในมุมมองของผม ดีลนี้หากสำเร็จจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เพราะ Gineitis มีทักษะที่ยอดเยี่ยมและอายุยังน้อย สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นกำลังหลักของทีมได้อีกนาน ส่วนทางด้าน Rangers เองก็ต้องเร่งมือหากต้องการปรับจูนทีมให้ทันท่วงที ตลาดรอบนี้ถือว่ามีความเข้มข้นสูงมากและเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าบทสรุปของแต่ละดีลจะเป็นอย่างไร

ที่มา – ไม่พบหัวข้อ

ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวังฝนตกหนัก

ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวังฝนตกหนัก

ช่วงนี้ใครที่อยู่ภาคเหนือต้องเตรียมตัวกันให้ดีเลยครับ เพราะล่าสุดทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้จัดประชุมด่วนเพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น โดยได้มีการ ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” เดือนสิงหาคม อย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกพื้นที่พร้อมรับมือกับพายุและฝนที่จะตกหนักตลอดทั้งเดือนนี้ครับ

สถานการณ์น่าห่วงในเดือนสิงหาคม

จากการคาดการณ์สภาพอากาศ พบว่าปริมาณฝนในปีนี้จะมากกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคอีสานตอนบน ทาง ปภ. จึงได้เน้นย้ำว่าการ ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” เดือนสิงหาคม นั้นไม่ใช่เรื่องเกินกว่าเหตุ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุก เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด

หากพูดถึงสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงที่ผ่านมา เช่น จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เริ่มมีน้ำป่าไหลหลาก ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการนำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำการล่วงหน้าแล้ว และมีการใช้ระบบแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast เพื่อให้ชาวบ้านเก็บของขึ้นที่สูงได้ทันท่วงที นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของหน่วยงานรัฐที่พยายามลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด

สิ่งที่ประชาชนควรเตรียมตัว:

  • ติดตามข่าวสารจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด
  • หมั่นตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำหน้าบ้าน ไม่ให้มีเศษขยะอุดตัน
  • เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินและเอกสารสำคัญไว้ในที่ที่หยิบจับง่าย
  • หากอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ต้องรีบยกของขึ้นที่สูงทันทีเมื่อมีการแจ้งเตือน

สำหรับการ ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” เดือนสิงหาคม ยังรวมไปถึงการประสานงานกับผู้นำชุมชนและอาสาสมัครทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าการสื่อสารจะเข้าถึงทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแค่ไหนก็ตามครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า แม้ทางการจะมีการเตรียมความพร้อมที่ดีเพียงใด แต่การที่ประชาชนตื่นตัวและรู้เท่าทันสถานการณ์ก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นฤดูฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องในพื้นที่เสี่ยงทุกคนนะครับ หากใครประสบเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้งสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ

ที่มา – ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” เดือนสิงหาคม

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

“สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอในสังคมไทย ล่าสุด นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเขามองว่าการที่รัฐบาลทำงานมาครบ 6 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเรื่องการปรับ ครม. นั้น อาจเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงการทำงานของรัฐมนตรีแต่ละท่าน

นายสุทิน กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก ซึ่งถือเป็นมุมมองที่ชวนให้คิดต่อ เพราะโดยปกติแล้วรัฐบาลไทยมักจะมีอายุของ ครม. ที่ค่อนข้างสั้น หลายรัฐบาลที่ผ่านมามักจะมีการปรับทัพกันทุกๆ 6 เดือน เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองหรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานให้ดียิ่งขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการปรับ ครม. ที่ต้องรู้

ทำไมการปรับ ครม. ถึงเป็นเรื่องใหญ่? โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีจะมีเกณฑ์ในการตัดสินใจหลักๆ อยู่ไม่กี่ประการ ดังนี้ครับ:

  • ประสิทธิภาพการทำงาน: เป็นตัววัดสำคัญว่ารัฐมนตรีท่านนั้นสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้าหมายหรือไม่
  • ความเข้าใจในงาน: การทำงานที่ “เข้าขา” กับเพื่อนร่วมงานและนายกรัฐมนตรีถือเป็นปัจจัยชี้ขาด
  • โควตาทางการเมือง: ปฏิเสธไม่ได้ว่าในรัฐบาลผสม เรื่องการจัดสรรตำแหน่งตามสัดส่วนพรรคร่วมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การที่นายสุทินออกมาระบุว่า “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก นั้น เป็นการให้เครดิตการทำงานของทีมบริหารชุดปัจจุบันว่าอาจจะสอบผ่านในสายตาของนายกฯ จนยังไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในเวลานี้

มุมมองต่อเสถียรภาพรัฐบาลในอนาคต

สำหรับในมุมของประชาชนอย่างเราๆ การปรับหรือไม่ปรับ ครม. ไม่สำคัญเท่ากับการที่ผลงานนั้นส่งถึงมือเราหรือไม่ หากรัฐมนตรีคนเดิมยังคงทำงานได้ดี มีวิสัยทัศน์ และแก้ไขปัญหาให้ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง การรักษาสมดุลของ ครม. ชุดนี้ไว้อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเสี่ยงปรับเปลี่ยนแล้วต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ โดยนายสุทินยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ได้ดีที่สุดว่าใครคือตัวจริงที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไป

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ คิดว่าการที่รัฐบาลยังคงเดินหน้าด้วยทีมงานเดิมต่อไปในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานี้ ส่งผลดีต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – “สุทิน” ชี้ผ่าน 6 เดือน หาก “นายกรัฐมนตรี” ยังไม่ปรับครม.แสดงว่า ครม.ทำงานมีประสิทธิภาพมาก

4 ส.ค.นี้ พรรคประชาชน จ่อเปิดภาคต่อฮั้ว สว. กังวล กกต.

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากพรรคประชาชนที่ออกมาประกาศเตรียมเดินหน้าตีแผ่ความจริงกันอีกครั้ง ในหัวข้อ 4 ส.ค.นี้ พรรคประชาชน จ่อเปิดภาคต่อฮั้ว สว. กังวล กกต. ไม่ดำเนินการตรงไปตรงมา ซึ่งงานนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งพิจารณาคดีด้วยความโปร่งใส

4 ส.ค.นี้ พรรคประชาชน จ่อเปิดภาคต่อฮั้ว สว. กังวล กกต. ไม่ดำเนินการตรงไปตรงมา

คุณพนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการรวบรวมหลักฐาน โดยระบุว่าหลังจากที่ได้เปิดข้อมูลไปแล้ว 2 ครั้ง ก็ได้รับความร่วมมือจากพยานจำนวนมากส่งเบาะแสเข้ามาเพิ่ม ส่งผลให้ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ทางพรรคจะจัดกิจกรรมภาคพิเศษเพื่อตีแผ่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการทำงานของ กกต. โดยเน้นย้ำว่านี่คือการทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้สังคมได้รับรู้ความจริง

เหตุผลที่พรรคประชาชนต้องเดินหน้าตีแผ่เรื่องฮั้ว สว.

สาเหตุหลักที่พรรคประชาชนต้องจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เนื่องมาจากความกังวลว่า กกต. อาจจะไม่ได้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมีความเป็นไปได้ถึง 3 ทิศทางที่อาจเกิดขึ้นได้แก่:

  • การส่งสำนวนทั้งหมดไปที่ศาลตามมติของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ
  • การยกคำร้องทั้งหมดโดยไม่มีการดำเนินการใดๆ
  • การเลือกตัดตอนสำนวน โดยส่งเพียงแค่บางรายชื่อเพื่อปกป้องกลุ่มอำนาจหลัก

หากผลการตัดสินออกมาในรูปแบบที่มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พรรคประชาชนยืนยันว่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าจัดการอย่างถึงที่สุด เพื่อรักษาความถูกต้องของกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยเอาไว้

ในมุมมองของประชาชน เราคงต้องรอกันต่อไปว่า กกต. จะมีท่าทีอย่างไรต่อหลักฐานใหม่ที่จะถูกเปิดเผยในวันอาทิตย์นี้ ความโปร่งใสขององค์กรอิสระเป็นหัวใจสำคัญของความเชื่อมั่น หากการดำเนินการไม่สามารถไขข้อสงสัยของสังคมได้ ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งที่ขยายตัวมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นและข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว. จะถูกนำเสนอต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

ที่มา – 4 ส.ค.นี้ พรรคประชาชน จ่อเปิดภาคต่อฮั้ว สว. กังวล กกต. ไม่ดำเนินการตรงไปตรงมา

กรมอุทยานฯ เร่งรักษา สีดอทองม้วน ช้างป่าสลักพระ วัยกว่า 50 ปี

กรมอุทยานฯ เร่งรักษา สีดอทองม้วน ช้างป่าสลักพระ วัยกว่า 50 ปี

กลายเป็นประเด็นที่คนรักสัตว์ต่างส่งกำลังใจให้กันอย่างล้นหลาม สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สีดอทองม้วน ช้างป่าวัยดึกที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุดเจ้าหน้าที่และทีมสัตวแพทย์มืออาชีพได้ระดมกำลังกันเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หลังจากพบว่าเจ้าช้างตัวนี้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงบริเวณขาหลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก

ทางทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ทั้งจากบ้านโป่งและสาขาเพชรบุรี ได้เข้ามาดูแล สีดอทองม้วน อย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีการวางแผนการรักษาอย่างเป็นระบบ ทั้งการให้สารน้ำเกลือ วิตามินเสริม และยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่บาดแผลบริเวณขาหลังด้านซ้ายและฝ่าเท้าหลังข้างขวา

รายละเอียดการดูแล สีดอทองม้วน และความหวังในการฟื้นตัว

การทำงานของทีมงานในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะช้างป่าที่มีอายุมากถึง 50 ปี ร่างกายย่อมต้องการการดูแลที่ละเอียดอ่อน โดยข้อมูลจากหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระได้ระบุรายละเอียดความคืบหน้าไว้ดังนี้:

  • การกินอาหาร: แม้จะกินได้น้อย แต่มีการเสริมอ้อย ข้าวโพด มะม่วง และกล้วย เพื่อให้ได้รับพลังงาน
  • ระบบขับถ่าย: ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะช้างยังขับถ่ายปกติและไม่มีอาการท้องอืด
  • การพักผ่อน: เจ้าหน้าที่ต้องคอยเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากช้างยังไม่สามารถพยุงตัวขึ้นในท่านอนตั้งหัวได้

นอกเหนือจากการรักษาทางยาแล้ว ทีมสัตวแพทย์ยังคงต้องปรับแผนการรักษาแบบวันต่อวัน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของ สีดอทองม้วน มากที่สุด ในขณะที่อาการโดยรวมยังถือว่าทรงตัวและอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด

สุดท้ายนี้ ทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โปรดหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้จุดรักษาช้างป่า เพื่อป้องกันการรบกวนและช่วยให้ทีมสัตวแพทย์สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การช่วยเหลือสัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่ตัวนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ เราเชื่อมั่นว่าสีดอทองม้วนจะผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ ขอส่งแรงใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านและพี่ทองม้วนให้กลับมาแข็งแรงในเร็ววันครับ

ที่มา – กรมอุทยานฯ ระดมสัตวแพทย์เร่งรักษา “สีดอทองม้วน” ช้างป่าสลักพระ วัยกว่า 50 ปี

“ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี

“ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรีเพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับมวลน้ำจากภาคเหนือ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เน้นย้ำถึงนโยบายเชิงรุกในการป้องกันอุทกภัยเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยและมั่นใจในมาตรการของภาครัฐ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาอุทกภัย โดยมีการติดตามความคืบหน้าของโครงการสำคัญต่างๆ ในจังหวัดสิงห์บุรี ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาตลิ่งทรุดที่ตำบลพระงาม หรือการเตรียมแผนก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมบริเวณประตูระบายน้ำบางโฉมศรี เพื่ออุดช่องว่างของแนวป้องกันน้ำที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจ โดยรัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นอันดับแรก

มาตรการเด็ดขาดเพื่อป้องกันน้ำท่วม

นอกจากเรื่องการระบายน้ำแล้ว นายภราดรยังได้ติดตามความคืบหน้าของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการก่อสร้างถนนสาย 311 ซึ่งจะเป็นทั้งการพัฒนาคมนาคมและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในเขตเมือง ทั้งนี้การดำเนินงานต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ภารกิจ “ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

สำหรับแนวทางการรับมืออุทกภัยในครั้งนี้ มีแผนงานที่น่าสนใจดังนี้:

  • การเร่งปิดจุดฟันหลอของแนวป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ
  • การติดตั้งเสาเข็มลึก 16 เมตร เพื่อป้องกันตลิ่งพังในพื้นที่วิกฤต
  • การบูรณาการงบประมาณปี 2571-2574 เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
  • การเตรียมกำลังคนและเครื่องจักรเพื่อพร้อมเผชิญเหตุได้ทันที

แม้ว่าการคาดการณ์สภาพอากาศในปีนี้จะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าค่าเฉลี่ย แต่การไม่ประมาทถือเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐมนตรีให้ความสำคัญสูงสุด การลงพื้นที่เพื่อดูหน้างานจริงทำให้เห็นจุดบกพร่องที่ต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบซ้ำซาก เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าในอนาคต จังหวัดสิงห์บุรีจะมีระบบป้องกันน้ำท่วมที่มีมาตรฐานและแข็งแรงขึ้น

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลเข้ามาจัดการ “ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่ตามหน้าที่ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านว่า รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หวังว่าแผนการพัฒนาเหล่านี้จะเสร็จสิ้นตามกำหนดการ เพื่อให้เมืองสิงห์บุรีกลับมามีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ได้อย่างไร้กังวลครับ

ที่มา – “ภราดร” ตรวจเข้มแผนรับมือน้ำเหนือ เร่งปิดจุดเสี่ยงน้ำท่วมสิงห์บุรี

อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่ความหวัง

อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่ความหวังของประเทศ

บรรยากาศงานปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2569 เต็มไปด้วยพลังแห่งความสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด “Thammasat: Where We Are Irreplaceable” โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “อ.เชน” ซึ่งได้มาอ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่เข้มข้น

ในการบรรยายครั้งนี้ อ.เชน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรู้จักตัวเองและการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยกบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เคยประสบมาด้วยตัวเอง เพื่อให้น้องๆ นักศึกษาเข้าใจว่าการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

บทเรียนจากวิกฤตสู่โอกาส: ทำไมต้องหาแก่นแท้ให้เจอ?

อ.เชน ได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาระหว่าง Motorola, Kodak และ Fujifilm เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว หากเรายึดติดกับรูปแบบเดิมๆ เราอาจถูกโลกบดขยี้ได้ง่ายๆ การที่ Fujifilm อยู่รอดมาได้เพราะพวกเขาเข้าใจ “แก่นแท้” ของธุรกิจว่าไม่ใช่แค่การทำฟิล์ม แต่คือบริษัทเคมีภัณฑ์ที่สามารถปรับตัวไปสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เสมอ การอ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ จึงเป็นการส่งสารที่สำคัญว่านักศึกษาต้องมองให้ลึกไปถึงแก่นแท้ในสิ่งที่ตนเองทำ

  • ละทิ้งอีโก้: ความสำเร็จในอดีตอาจไม่ใช่หลักประกันในอนาคต
  • ปรับตัวอยู่เสมอ: โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว เราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • ลงมือทำ: ทฤษฎีมีค่าเมื่อนำไปปรับใช้จริง

เมื่อเราเข้าใจแก่นแท้ของชีวิตแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อมาคือการ “ลงมือทำ” อ.เชน ได้แบ่งปันประสบการณ์การเปลี่ยนความรู้ด้านวิศวกรรมไฟฟ้ามาพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการนำความรู้มาสร้างประโยชน์และสร้างความหมายให้กับสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ก้าวต่อไปสู่การเป็นความหวังของประเทศ

ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น ทุกคนต้องตระหนักว่าความหมายของชีวิตไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ละคนคือทรัพยากรบุคคลที่มีค่าและเป็นความหวังของประเทศ การที่อ.เชน ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ ในวันนั้น จึงไม่ใช่แค่การให้กำลังใจ แต่เป็นการปลุกสติให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะเป็นผู้ท้าชิงและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่หยุดเรียนรู้และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ทุกย่างก้าวในมหาวิทยาลัยคือโอกาสในการค้นหาตัวตนที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้ หากคุณต้องการเป็นพลังสำคัญให้กับประเทศไทย เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า “แก่นแท้ของเราคืออะไร” และ “เราจะลงมือทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง” นี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตครับ

ที่มา – “อ.เชน” ปลุกพลังเฟรชชี่ มธ. แนะหาแก่นแท้และลงมือทำ สู่การเป็นความหวังของประเทศ

ชายแดนแม่สอดเริ่มตึงเครียด เหตุสู้รบฝั่งเมียนมา ผญบ.ประกาศเตือน

ชายแดนแม่สอดเริ่มตึงเครียด เหตุสู้รบฝั่งเมียนมา ผญบ.ประกาศเตือน

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา กำลังกลับมาอยู่ในจุดที่น่ากังวลอีกครั้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ล่าสุดเกิดเหตุชายแดนแม่สอดเริ่มตึงเครียด เหตุสู้รบฝั่งเมียนมา ผญบ.ประกาศเตือน อย่าออกนอกบ้าน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน หลังพบเหตุการณ์ลูกกระสุนปืนหลงเข้ามาตกในพื้นที่ฝั่งไทยหลายจุด

รายละเอียดสถานการณ์การสู้รบที่แม่สอด

เหตุการณ์ความรุนแรงนี้เริ่มต้นขึ้นจากการปะทะกันอย่างหนักระหว่างทหารเมียนมากับกองทัพกะเหรี่ยงอิสระฯ บริเวณฐานป่าสัก บ้านมินละป่าน ตรงข้ามกับพื้นที่บ้านห้วยมหาวงศ์และบ้านแม่โกนเกน จ.ตาก ซึ่งเสียงปืนและเสียงการยิงตอบโต้ด้วยอาวุธหนักดังสนั่นหวั่นไหวต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง ส่งผลให้ประชาชนในละแวกใกล้เคียงได้รับผลกระทบโดยตรงจากกระสุนที่ลอยข้ามเขตแดนเข้ามา

จากการตรวจสอบพบว่ามีบ้านเรือนประชาชนเสียหายไปแล้วกว่า 4-5 หลัง รวมถึงภายในบริเวณวัดก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ต้องเร่งประกาศเสียงตามสายให้ชาวบ้านทุกคนรีบเข้าที่พักอาศัยและห้ามออกมาเดินนอกบ้านอย่างเด็ดขาดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง

ทางด้านสถานศึกษาในพื้นที่อย่าง โรงเรียนบ้านแม่โกนเกน ได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยมีการประกาศแผนเผชิญเหตุเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับคณะครูและนักเรียน รวมถึงอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์ว่าจะสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติหรือไม่ในวันพรุ่งนี้ โดยมีรายละเอียดการเตรียมตัวดังนี้:

  • งดกิจกรรมกลางแจ้งทุกชนิดในพื้นที่เสี่ยง
  • ครูและบุคลากรต้องเตรียมซักซ้อมแผนอพยพหลบภัยในจุดที่ปลอดภัยที่สุดภายในอาคาร
  • เฝ้าติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
  • งดการเดินทางเข้าใกล้แนวชายแดนในระยะที่มีการสู้รบ

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเหตุการณ์ชายแดนแม่สอดเริ่มตึงเครียด เหตุสู้รบฝั่งเมียนมา ผญบ.ประกาศเตือน อย่าออกนอกบ้าน นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เราจึงขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความไม่สงบจะยุติลงโดยเร็วเพื่อให้พี่น้องชาวแม่สอดกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง สำหรับใครที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง อย่าลืมดูแลตัวเองและปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้นำชุมชนอย่างเคร่งครัดนะครับ

ที่มา – ชายแดนแม่สอดเริ่มตึงเครียด เหตุสู้รบฝั่งเมียนมา ผญบ.ประกาศเตือน อย่าออกนอกบ้าน