IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นข่าวสำคัญที่สะเทือนวงการพลังงานโลก เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มีมติเอกฉันท์จากชาติสมาชิก 32 ประเทศ ให้ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวนมหาศาลถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งทะยาน นายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหาร IEA กล่าวในการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์องค์กรว่า “ประเทศสมาชิก IEA จะนำน้ำมันจำนวน 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด เพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย”
นายบิโรลยังเน้นย้ำว่า “ความท้าทายในตลาดน้ำมันที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นมีขนาดใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้นผมจึงยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศสมาชิก IEA ได้ตอบสนองด้วยการดำเนินมาตรการฉุกเฉินร่วมกันในระดับที่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์เช่นนี้” การระบายน้ำมันครั้งนี้จะดำเนินการภายในกรอบเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศสมาชิก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ประวัติการระบายน้ำมันสำรองของ IEA
นี่ถือเป็นครั้งที่ 6 ที่ IEA อนุมัติการระบายน้ำมันสำรองอย่างเป็นระบบ โดยครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปี 2534 (สงครามอ่าวครั้งแรก), 2548 (พายุเฮอริเคนคาทรีนา), 2554 (ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ), และ 2 ครั้งในปี 2565 (วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน) แต่ครั้งนี้ใหญ่ที่สุดด้วยปริมาณ 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับการผลิตน้ำมันรายวันของโลกหลายเดือน
- ปี 2534: ระบาย 55 ล้านบาร์เรล จากสงครามอ่าวเปอร์เซีย
- ปี 2548: 60 ล้านบาร์เรล จากพายุเฮอริเคน
- ปี 2554: 60 ล้านบาร์เรล จากความไม่สงบ在中东
- ปี 2565: สองครั้ง รวมกว่า 180 ล้านบาร์เรล จากวิกฤตยูเครน
การตัดสินใจ IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นี้ จะช่วยบรรเทาความกดดันด้านราคาน้ำมันที่อาจทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในขณะนี้ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ผลกระทบต่อประเทศไทยและเศรษฐกิจโลก
สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปรับขึ้นต่อเนื่องอาจชะลอตัวลง หากน้ำมันสำรองไหลเข้าตลาดอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการขนส่ง ซึ่งกระทบผู้บริโภคโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาน้ำมันโลกอาจลดลง 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำมันนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว IEA ยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในระยะยาว เพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำรอย
ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของชาติสมาชิกในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่เราควรติดตามผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ลองติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!
ที่มา – IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์


