ผิด PDPA สคส. สั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ 1.2 ล้านราย ส่ง DSI สอบ-ดีอีจ่อปรับ 5 ล้าน

PDPA: สคส.สั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ

สคส.สั่งระงับและให้ลบข้อมูล 1.2 ล้านราย เคส สแกนม่านตาแลกเหรียญ ไม่ถูกหลัก PDPA พร้อมส่ง DSI ขยายผล ด้านดีอี เล็งคาดโทษปรับ 5 ล้านบาทต่อไอดี สั่งลบทำลายทันที คาด 2 สัปดาห์ ระงับได้ทั้งหมด หลังส่งจดหมายแจ้งไปเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568

ดีอี เผยความคืบหน้ากรณีธุรกิจ สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ที่สร้างความกังวลต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งในมิติความปลอดภัยของข้อมูลชีวภาพ และความถูกต้องตามกฎหมาย โดยย้ำว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้ติดตามและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มพบข้อสงสัยจนนำไปสู่คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่สั่งให้ระงับการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตาเพื่อแลกเหรียญคริปโตเพิ่มเติม และให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านรายด้วย

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญและส่งเสริมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence (AI)) และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการ “ยืนยันความเป็นมนุษย์” อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขของผู้ให้บริการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลประเภท “ข้อมูลชีวภาพ” จะต้องมีความชัดเจนและต้องทำภายใต้กรอบที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 

โดย คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ได้พิจารณารายละเอียดธุรกิจ “สแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโต” ซึ่งมีลักษณะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภท “ข้อมูลชีวภาพ” รวมถึงพยานหลักฐาน และคำชี้แจงของผู้ให้บริการธุรกิจดังกล่าวพบว่า การขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเก็บรวบรวม “ข้อมูลชีวภาพ” ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลประเภทข้อมูลอ่อนไหว มิได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดกล่าวคือ ผู้ให้บริการได้ใช้วิธีจูงใจประชาชนด้วยการมอบเหรียญคริปโตเคอเรนซีเป็นค่าตอบแทน เพื่อแลกกับการให้ความยินยอมในการเก็บรวบรวมข้อมูลม่านตา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการขอความยินยอมที่ไม่เป็นไปโดยอิสระตามที่กฎหมายกำหนด 

นอกจากนั้นการแจ้งวัตถุประสงค์ในขั้นตอนการขอความยินยอมแจ้งว่าเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์เท่านั้น แต่จากการตรวจสอบพบว่า ผู้เคยสแกนม่านตาไปแล้วไม่สามารถสแกนซ้ำได้ จึงชี้ให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันถึงตัวบุคคลที่สแกนไปแล้วด้วย การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวจึงเกินขอบเขตวัตถุประสงค์ที่ขอความยินยอมตั้งแต่แรก

พร้อมทั้งคาดโทษปรับเบื้องต้น 5 ล้านบาทต่อไอดี พร้อมสั่งลบทำลายทันที โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ ระงับได้ทั้งหมด หลังจากส่งจดหมายแจ้งไปเมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ภายหลังจากการพิจารณาพยานเอกสาร พยานวัตถุ และคำชี้แจงของผู้ให้บริการ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 ได้มีคำสั่งทางปกครองดังนี้ 

  1. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลม่านตา ระงับหรืองดการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบการสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโตเคอเรนซีเพิ่มเติมโดยทันที และรายงานผลการดำเนินการดังกล่าวต่อ สคส. ภายใน 7 วัน 
  2. ให้ผู้ให้บริการและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ลบทำลายข้อมูลม่านตาและข้อมูลส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องของประชาชนจำนวน 1.2 ล้านคนทั้งหมด เพื่อป้องกันการโอนย้ายถ่ายเทข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปยังต่างประเทศ โดยไม่ถูกกฎหมาย

การมีคำสั่งให้ดำเนินการดังกล่าว เป็นไปเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนที่รั่วไหล และไม่ให้นำเอาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไปใช้โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อขาย หรือใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์โดยไม่ถูกต้อง ซึ่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ คณะที่ 2 เป็นไปตามกรอบกฎหมายของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) และเป็นไปตามมาตรการสากลโดยจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบประเทศอื่นๆ ไม่น้อยกว่า 8 ประเทศได้มีการแบนการดำเนินการนี้ไปแล้วเช่นกัน โดยประเทศที่มีคำสั่งระงับชัดเจน 5 ประเทศ ได้แก่ เยอรมัน สเปน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และบราซิล

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากการตรวจพบการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสงสัยอื่นๆ เช่น กรณีมีขบวนการจ้างคนมาสแกนม่านตาแลกเหรียญเพื่อนำไปให้บุคคลอื่นใช้ โดยการตรวจสอบขยายผลของ ก.ล.ต. และตำรวจไซเบอร์ได้ตรวจพบและมีการจับกุมผู้รับแลกเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตมาแล้วหลายราย จึงเป็นเหตุสงสัยว่าอาจมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามกฎหมายอื่นๆ อีก ซึ่งในส่วนนี้จะได้มีการสืบสวนขยายผลโดยเจ้าหน้าที่ DSI และเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

เลขาธิการ สคส. เน้นย้ำว่า สคส. หรือ PDPC ให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองข้อมูลอ่อนไหวของประชาชน โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ (Biometric Data) โดยการระงับการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อ “ป้องกันความเสียหาย” ที่เกิดขึ้นจากการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ไม่ถูกกฎหมาย และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อความสงบเรียบร้อยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดย “ไม่เป็นการปิดกั้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการยืนยันความเป็นมนุษย์” แต่อย่างใด

สแกนม่านตาแลกเหรียญ ผิด PDPA

กรณี สแกนม่านตาแลกเหรียญ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนของเราทุกคน กฎหมาย PDPA จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลเหล่านี้

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

ทำไม สคส. ถึงสั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ?

เหตุผลที่ สคส. ต้องเข้ามาจัดการ

การที่ สคส. ต้องสั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญนั้น มีเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • การขอความยินยอมไม่เป็นไปตามกฎหมาย: ผู้ให้บริการใช้วิธีจูงใจด้วยเหรียญคริปโต ทำให้การยินยอมไม่เป็นไปโดยอิสระ
  • การใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์: วัตถุประสงค์ที่แจ้งคือยืนยันความเป็นมนุษย์ แต่การสแกนซ้ำไม่ได้แสดงว่ามีการใช้ข้อมูลเพื่อยืนยันตัวบุคคลด้วย
  • ความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคล: ข้อมูลชีวภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว หากรั่วไหลอาจนำไปสู่การใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด

ดังนั้น การดำเนินการของ สคส. จึงเป็นการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของ สคส. ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีการละเมิด PDPA

ที่มา – ผิด PDPA สคส. สั่งลบข้อมูลสแกนม่านตาแลกเหรียญ 1.2 ล้านราย ส่ง DSI สอบ-ดีอีจ่อปรับ 5 ล้าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: