Sliding doors: วันที่ Mourinho ตอบตกลง แล้วปฏิเสธ Man Utd
หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 2013 คำว่า “Sliding doors” หรือจังหวะชีวิตที่พลิกผัน กลายเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจนที่สุดสำหรับแฟนบอลปีศาจแดง เมื่อความพยายามในการดึงตัว โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามารับไม้ต่อจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องจบลงด้วยความล้มเหลว
ทำความเข้าใจ Sliding doors: วันที่ Mourinho ตอบตกลง แล้วปฏิเสธ Man Utd
ข้อมูลล่าสุดจากสารคดีเกี่ยวกับอาชีพการงานของมูรินโญ่เผยให้เห็นเบื้องลึกเบื้องหลังที่หลายคนคาดเดากันมานาน โดยแหล่งข่าวระบุว่ากระบวนการเจรจาเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในลอนดอนและมาดริด แม้ในช่วงแรกทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวยและมีการตกลงกันได้แล้ว แต่ทว่า Sliding doors: วันที่ Mourinho ตอบตกลง แล้วปฏิเสธ Man Utd ก็กลายเป็นความจริงในชั่วข้ามคืน เมื่อมูรินโญ่โทรศัพท์หาเฟอร์กูสันพร้อมน้ำตา โดยให้เหตุผลว่าเขาได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับเชลซีแล้วและไม่สามารถตระบัดสัตย์ได้
มุมมองต่อเหตุการณ์ Sliding doors: วันที่ Mourinho ตอบตกลง แล้วปฏิเสธ Man Utd
หลายคนในรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด เชื่อว่าหากมูรินโญ่เข้ามารับงานต่อจากเฟอร์กูสันทันทีในเวลานั้น ประวัติศาสตร์ของสโมสรอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาอาจจะเข้ามาสร้างระเบียบวินัยและจัดการตลาดซื้อขายนักเตะได้อย่างเด็ดขาดกว่า เดวิด มอยส์ ซึ่งในตอนนั้นยูไนเต็ดขาดโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจนหลังการก้าวลงจากตำแหน่งของทั้งเฟอร์กูสันและเดวิด กิลล์
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้:
- มูรินโญ่ในตอนนั้นมีภาพลักษณ์ของ ‘ผู้ชนะ’ ที่ชัดเจน
- นักเตะหลายคนในยุคนั้นน่าจะได้รับการกระตุ้นมากกว่าที่เป็นอยู่
- การดึงตัวนักเตะเป้าหมายอย่าง ติอาโก้ อัลคันทาร่า อาจเกิดขึ้นได้จริง
แม้ว่าในเวลาต่อมา มูรินโญ่จะเข้ามาคุมทีมจริงๆ ในปี 2016 แต่บรรยากาศภายในทีมและตัวผู้เล่นก็เปลี่ยนไปมากแล้ว ความสำเร็จที่เขาทำได้ เช่น การคว้าแชมป์ยูโรปาลีกและลีกคัพ รวมถึงการพาทีมจบอันดับ 2 ในพรีเมียร์ลีก ก็ยังถูกถกเถียงว่ามันคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคหลังเฟอร์กูสัน หรือเป็นเพียงรอยต่อของความวุ่นวายกันแน่
ในมุมมองของผู้เขียน หากเหตุการณ์ Sliding doors: วันที่ Mourinho ตอบตกลง แล้วปฏิเสธ Man Utd ไม่เกิดขึ้นและเขาได้เข้ามาคุมทีมตั้งแต่วันนั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะไม่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในการหาทิศทางที่ชัดเจนยาวนานหลายปีเช่นนี้ นี่คือหนึ่งใน ‘What if’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษเลยทีเดียว
ที่มา – ไม่พบหัวข้อ





