ครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว เป็นข่าวดีล่าสุดที่ช่วยยกระดับความมั่นคงพลังงานของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในยุคที่ราคาพลังงานโลกผันผวนหนัก การร่วมมือกับพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นจะช่วยให้ไทยเข้าถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้มั่นคงและยั่งยืนมากกว่าเดิม
ครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว
วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบร่างเอกสารแสดงความยินยอมต่ออายุบันทึกความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำของก๊าซธรรมชาติเหลว และข้อริเริ่มความร่วมมือด้านถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว ระหว่างกระทรวงพลังงานไทยกับกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมญี่ปุ่น โดยกระทรวงพลังงานเป็นผู้เสนอ
ครม. ยังอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือผู้มอบอำนาจ เป็นผู้ลงนามเอกสารนี้ ในงานประชุมระดับรัฐมนตรีและภาคธุรกิจด้านความมั่นคงพลังงานอินโด-แปซิฟิก (IPEM) ระหว่าง 14-15 มีนาคม 2569 ที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่น
ประวัติความร่วมมือและการต่ออายุ
MOU ฉบับเดิมลงนามเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2565 โดยมุ่งกำหนดกรอบลงทุนธุรกิจต้นน้ำ LNG และพัฒนาถังเก็บ เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงานทั้งสองประเทศ กำหนดครบอายุ 16 พฤศจิกายน 2568 การต่ออายุครั้งนี้ขยายไปอีก 3 ปี ตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึง 15 พฤศจิกายน 2571 และต่ออัตโนมัติทุก 3 ปี เว้นแต่แจ้งล่วงหน้า 3 เดือน
ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นพลังงานสำคัญของไทย โดยไทยนำเข้ากว่า 50% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติ ญี่ปุ่นเป็นผู้เล่นใหญ่ในตลาด LNG ระดับโลก มีเทคโนโลยีและแหล่งทรัพยากรชั้นนำ การร่วมมือนี้ช่วยไทยกระจายแหล่งนำเข้า ลดความเสี่ยงจากผู้ส่งมอบรายเดียว และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถังเก็บที่ท่าเรือมาบตาพุดหรือระยอง
ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากความร่วมมือนี้
- เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว: ได้รับ LNG มั่นคง ลดผลกระทบจากวิกฤตโลก เช่น สงครามยูเครนที่ทำให้ราคาก๊าซพุ่ง
- ลงทุนธุรกิจต้นน้ำ: ร่วมสำรวจและผลิตในแหล่งก๊าซต่างประเทศ ลดต้นทุนนำเข้า
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ถังเก็บ LNG ใหม่ เพิ่มความสามารถรับ LNG จากหลายแหล่ง
- กระชับสัมพันธ์เศรษฐกิจ: เสริมการค้าด้วยกัน ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นลงทุนเพิ่ม
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันว่าเอกสารนี้ไม่ใช่สนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ผูกพันครม. ชุดต่อไปตามมาตรา 169 รัฐธรรมนูญ ทำให้ดำเนินการได้รวดเร็ว
ในบริบทแผน PDP (แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า) ของไทยที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมันและถ่านหิน 转向 LNG เป็นเชื้อเพลิงสะอาด LNG จะเป็นสะพานไปสู่พลังงานหมุนเวียน การร่วมมือกับญี่ปุ่นซึ่งมีประสบการณ์ FSRU (เรือบรรทุก LNG แบบลอยน้ำ) จะช่วยไทยเร่งโครงการดังกล่าว
รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงพลังงาน ท่ามกลางความไม่แน่นอนโลก การตัดสินใจครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว นี้ จึงเป็นเชิงรุกที่ชาญฉลาด
สุดท้าย การร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยไทยในวันนี้ แต่ปูทางสู่พลังงานยั่งยืนในอนาคต คุณคิดว่าความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นจะช่วยลดค่าไฟได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวพลังงานอัปเดตที่นี่!
ที่มา – ครม. เห็นชอบต่ออายุความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ด้านก๊าซธรรมชาติเหลว 3 ปี เสริมความมั่นคงพลังงานระยะยาว


