ในสถานการณ์ตึงเครียดทางตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาพูดถึงปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน แต่กลับชี้ว่าอาจเป็นตัวเขาที่บีบให้อิสราเอลต้องลงมือด้วยซ้ำ ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะสะท้อนนโยบายแข็งกร้าวของสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์
ทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน
เมื่อวันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินเกรกอเรียน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ ที่ทำเนียบขาว โดยระหว่างการสนทนา ทรัมป์เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนถามคำถามเกี่ยวกับประเด็นอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวใจของความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ ทรัมป์เริ่มต้นด้วยการชื่นชมนายทหารสหรัฐฯ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการโจมตีอิหร่าน
“แทบทุกอย่างถูกทำลายลงแล้ว” ทรัมป์กล่าวอย่างมั่นใจ โดยยกตัวอย่างฐานทัพ สิ่งติดตั้งทางทหาร กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ระบบตรวจจับทางอากาศ และเรดาร์ของอิหร่านที่ถูกกำจัดจนสิ้นซาก นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมีการโจมตีระลอกใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังผู้นำชุดใหม่ของเตหะราน ซึ่งสร้างผลกระทบรุนแรงมาก แม้ทรัมป์จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดผู้เสียชีวิตหรือเป้าหมายเฉพาะเจาะจง
ทรัมป์ชื่นชมนายทหารสหรัฐฯ ทำลายอิหร่านราบคาบ
ทรัมป์ย้ำถึงความสำเร็จของกองทัพสหรัฐฯ ว่า “เรากำลังทำได้ดีมาก เรามีกองทัพที่ยอดเยี่ยม และพวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างน่าอัศจรรย์” การโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน แต่ยังลดจำนวนขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้ามลงอย่างฮวบฮาบ สิ่งนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับพันธมิตรในภูมิภาค โดยเฉพาะอิสราเอลที่เผชิญภัยคุกคามจากอิหร่านมานาน
- กองทัพเรืออิหร่านถูกทำลายทั้งหมด
- กองทัพอากาศไร้เครื่องบินรบ
- ระบบเรดาร์และตรวจจับทางอากาศพังพินาศ
- ฐานทัพหลักหลายแห่งถูกถล่ม
- ขีปนาวุธลดลงอย่างมาก
เมื่อถูกถามถึงบทบาทของอิสราเอล นักข่าวสงสัยว่าสหรัฐฯ ถูกดึงเข้าสู่สงครามหรือไม่ ทรัมป์โต้ทันทีว่าทรัมป์ยืนยัน ไม่ได้ถูกอิสราเอลกดดันให้โจมตีอิหร่าน แต่ “พวกเขากำลังจะโจมตีถ้าเราไม่ทำก่อน” โดยชี้ว่าอิหร่านตั้งใจเป็นฝ่ายแรก และเขาอาจเป็นคนบีบอิสราเอลให้ลงมือเพราะทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว
ผลกระทบต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง แต่ยังส่งสัญญาณถึงนโยบาย “อเมริกาต่อนำ” ของทรัมป์ที่ไม่ยอมให้ใครก้าวร้าวเกินไป อิหร่านที่เคยข่มขู่ด้วยโครงการนิวเคลียร์และหน่วยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC) ตอนนี้ต้องเผชิญความอ่อนแอครั้งใหญ่ สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่ออิสราเอลและชาติพันธมิตรอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเกิดการตอบโต้แบบกองโจรหรือผ่านกลุ่มตัวแทนอย่างฮูธีหรือฮิซบอลเลาะห์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกอาจผันผวนจากความไม่แน่นอนในอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ จึงต้องเตรียมรับมือระยะยาว
จากมุมมองของทรัมป์ การโจมตีนี้คือชัยชนะที่ชัดเจน และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสหรัฐฯ ไม่ถูกใครบงการ แต่เป็นผู้นำที่เด็ดขาด ในขณะที่โลกจับตาการตอบสนองของเตหะรานต่อไป
คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลางเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!


