ธรรมนัสหดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหาร ไม่สนองนโยบายการเงิน
กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาหลายคนต้องหันมาจับตามอง เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ซึ่งมีเนื้อหาที่สะท้อนถึงความรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรงต่อกระแสข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายข้าราชการข้าระดับสูงในหลายกรม โดยประเด็นที่น่าสนใจและทำให้เกิดข้อโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางคือ ข่าวย้ายผู้บริหารที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะเหตุผลเรื่อง “ธรรมนัสหดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหาร ไม่สนองนโยบายการเงิน” มากกว่าประเด็นความสามารถในการปฏิบัติงานจริง
เบื้องลึกปัญหาเมื่อการงานแพ้การเงิน
ร.อ.ธรรมนัส ได้เผยว่า การได้รับทราบข่าวสารเหล่านี้ทำให้ตนรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมและประชาชน แต่กลับต้องมาถูกโยกย้ายเพียงเพราะไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ทางการเงินของผู้มีอำนาจ นี่คือจุดที่ทำให้เกิดคำถามว่า ในยุคปัจจุบันระบบราชการไทยเดินทางมาถึงจุดที่ความดีความชอบเริ่มวัดกันด้วยตัวเลขในกระเป๋ามากกว่าผลงานเชิงประจักษ์แล้วจริงหรือ?
ผลกระทบที่อาจตามมาหากปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป มีดังนี้:
- ข้าราชการน้ำดีขาดกำลังใจในการทำงาน
- ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนลดน้อยลง
- เกิดระบบอุปถัมภ์ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทับซ้อน
- ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรโดยตรง เช่น ปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตร หรือการทะลักของสินค้าจากต่างประเทศ
ร.อ.ธรรมนัส ยังได้ย้ำเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า หากข่าวเรื่อง “ธรรมนัสหดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหาร ไม่สนองนโยบายการเงิน” เป็นเรื่องจริง ปัญหาที่จะตามมาคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกรไทย ซึ่งปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับปัญหามากมายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกุ้ง ปลากะพง รวมถึงความเสี่ยงที่ไก่จากจีนจะทะลักเข้ามาทำลายกลไกตลาดในบ้านเรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการผู้บริหารที่ใส่ใจงานมากกว่ามองหาช่องทางโกยเงินเข้ากระเป๋าตนเอง
สถานการณ์นี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลในการตรวจสอบและวางรากฐานการบริหารจัดการให้โปร่งใส เพราะข้าราชการคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หากฟันเฟืองเหล่านี้เดินไปอย่างไม่เป็นธรรม ประชาชนนั่นแหละที่จะเป็นผู้รับกรรมโดยตรง เราจึงหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะได้รับความกระจ่าง และหากเป็นเพียงข่าวลือ ก็ควรมีการจัดการให้ความมั่นใจแก่ผู้ที่ตั้งใจทำงานอย่างแท้จริง
ที่มา – “ธรรมนัส” หดหู่ ข่าวย้ายผู้บริหารหลายกรม ไม่สนองนโยบาย “การเงิน” มากกว่า “การงาน”


