ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

บทเรียนโฮโลคอสต์: ทูตอิสราเอลเตือนอย่าซ้ำรอย

ในฐานะลูกสาวของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ “โฮโลคอสต์” ทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยชี้ว่า การบิดเบือนคำว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นการบ่อนทำลายศีลธรรม และย้ำว่าการรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวคือเกราะป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก

ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้เขียนบทความเปิดใจเนื่องในวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มกราคมของทุกปี โดยมีหัวข้อว่า: “เหตุใดการรำลึกถึงเหตุการณ์บทเรียนโฮโลคอสต์จึงยังคงมีความสำคัญต่อทุกคน”

มติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อปี พ.ศ. 2548 กำหนดให้วันที่ 27 มกราคมของทุกปีเป็นวันรำลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวสากล เพื่อระลึกถึงวันที่ค่ายเอาชวิทซ์-เบียร์เคเนาได้รับการปลดปล่อยในปี 2488 ซึ่งเป็นค่ายมรณะของนาซีที่ใหญ่ที่สุดและโหดร้ายที่สุด วัตถุประสงค์ของมตินี้ชัดเจนและเร่งด่วน นั่นคือเพื่อให้ความทรงจำเกี่ยวกับบทเรียนโฮโลคอสต์และบทเรียนที่ตามมาจะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

สหประชาชาติไม่ได้กำหนดวันนี้ขึ้นมาเพียงเพื่อรำลึกถึงความทุกข์ทรมานของชาวยิวเท่านั้น หากแต่เพื่อเตือนมนุษยชาติถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อการลดทอนความเป็นมนุษย์ไม่ถูกท้วงติง และเมื่อประชาคมระหว่างประเทศเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น วันนี้จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

สำหรับผู้คนจำนวนมากทั่วโลก เหตุการณ์บทเรียนโฮโลคอสต์อาจดูห่างไกลหรือเป็นเพียงนามธรรม ทว่ามันคือหนึ่งในอาชญากรรมที่มีการบันทึกไว้อย่างละเอียดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ระหว่างปี 2476 ถึง 2488 นาซีเยอรมนีและผู้สมรู้ร่วมคิดได้สังหารชาวยิวอย่างเป็นระบบถึงหกล้านคน ทั้งชาย หญิง และเด็กๆ เพียงเพราะพวกเขาเป็นชาวยิว ชุมชนทั้งชุมชนถูกทำลายล้างไปทั่วยุโรป ไม่ว่าจะเป็นในเยอรมนี โปแลนด์ ยูเครน ฮังการี ลิทัวเนีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส กรีซ และประเทศอื่นๆ อีกมากมาย ชาวยิวถูกประหารหมู่ ถูกปล่อยให้อดอยากในเขตกักกัน (เก็ตโต) ถูกลำเลียงไปยังที่อื่นด้วยรถไฟที่ใช้ขนสัตว์ และถูกสังหารในค่ายมรณะที่ถูกออกแบบมาเพื่อการฆ่าจำนวนมหาศาล

โฮโลคอสต์มีลักษณะเฉพาะตัว ทั้งด้านเจตนาและขอบเขต นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ประเทศหนึ่งระดมทรัพยากรทั้งหมดของตนด้านกฎหมาย ระบบราชการ กองทัพ และเทคโนโลยี เพื่อกำจัดชนชาติหนึ่งให้สิ้นซากไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ใดก็ตาม

ชาวยิวไม่ได้เป็นเป้าหมายเพราะการกระทำของพวกเขา เพราะสิ่งที่พวกเขาเชื่อ หรือเพราะสิ่งที่พวกเขาครอบครอง แต่เป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว เป้าหมายในการสังหารชาวยิวไม่ใช่การเอาชนะ ไม่ใช่เพื่อให้เปลี่ยนศาสนา หรือเพื่อขับไล่ แต่เป็นการทำลายล้างอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งผู้คน วัฒนธรรม ความทรงจำ รวมไปถึงอนาคตของพวกเขา เป็นการมุ่งทำลายเชื้อชาติยิวอย่างสิ้นเชิง

ไม่ใช่เป็นความบังเอิญที่คำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” (genocide) ถูกบัญญัติขึ้นหลังเหตุการณ์โฮโลคอสต์ ด้วยเหตุนี้เอง ดิฉันที่เป็นบุตรสาวของผู้รอดชีวิตจากโฮโลคอสต์และเป็นชาวอิสราเอล จึงรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นการนำคำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาใช้ในปัจจุบันอย่างไม่ระมัดระวังและขาดความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อนำคำนี้มาใช้โจมตีอิสราเอล ข้อกล่าวหาเช่นนี้มองข้ามต้นกำเนิดทางประวัติศาสตร์ เป็นการบั่นทอนความหมายที่มีความชัดเจนทั้งในเชิงกฎหมายและศีลธรรม ทั้งยังลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง

การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเป็นสิ่งที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย แต่การปฏิเสธสิทธิของอิสราเอลในการดำรงอยู่ การปฏิเสธสิทธิในการปกป้องประชาชนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว มุสลิม คริสเตียน หรืออื่นๆ และการบิดเบือนให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นรัฐอาชญากร ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

เมื่ออิสราเอลเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกทำให้เป็นปีศาจ และถูกกล่าวหาว่าประกอบอาชญากรรมที่ซ้ำรอยอุดมการณ์เดียวกับที่ครั้งหนึ่งเคยมุ่งกำจัดชนชาติยิว เราจำเป็นต้องเรียกสิ่งเหล่านี้ตามชื่อที่แท้จริง นั่นก็คือ การต่อต้านชาวยิว (antisemitism) ที่ซ่อนเร้นอยู่ในภาษาที่ใช้ทางการเมือง

บทเรียนโฮโลคอสต์ สำคัญอย่างไร?

ดังนั้น วันรำลึกเหตุการณ์โฮโลคอสต์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอดีตเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นอย่างเจ็บปวดในปัจจุบัน โฮโลคอสต์เกิดขึ้นมาแล้วกว่าแปดสิบปี แต่ชาวยิวยังคงถูกสังหารเพียงเพราะเป็นชาวยิว โบสถ์ยิวถูกเผา บ้านของชาวยิวถูกพ่นสีเป็นสัญลักษณ์สวัสดิกะ การต่อต้านชาวยิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างเปิดเผยและรุนแรงไปทั่วทุกทวีป

พัฒนาการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อชาวยิวเท่านั้น ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ความเกลียดชังไม่เคยหยุดอยู่ที่เป้าหมายเดียว โฮโลคอสต์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยค่ายสังหาร แต่เริ่มจากคำพูด คำมดเท็จ และความเพิกเฉย เริ่มจากการทำให้ความเกลียดชังกลายเป็นเรื่องปกติ การศึกษาที่ล้มเหลว การมีวาทกรรมอย่างเปิดเผย และการเข้าแทรกแซง

ทำไมเราต้องเรียนรู้บทเรียนโฮโลคอสต์?

นั่นคือเหตุผลที่การศึกษาเรื่องบทเรียนโฮโลคอสต์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในทุกแห่งหน รวมถึงในประเทศที่อยู่ห่างไกลจากยุโรป ทั้งในเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ บทเรียนที่ได้จากโฮโลคอสต์เป็นสากล ในยุคแห่งความไม่แน่นอนในปัจจุบัน ความแตกแยก และความโกลาหลที่เกิดขึ้น สังคมโลกเปราะบางต่อวาทกรรมที่มาจากความหวาดกลัวและการหาผู้รับผิด

การรำลึกถึงโฮโลคอสต์ไม่ใช่การกล่าวโทษอย่างไม่รู้จบ แต่เป็นการตระหนักรู้ถึงสัญญาณเตือนภัย และการยืนยันความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะในยามที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความเกลียดชังย่อมมองหาเหยื่ออยู่เสมอ วันนี้อาจเป็นชาวยิว วันพรุ่งนี้…อาจเป็นผู้อื่น.

เราต้องไม่ลืมเหตุการณ์ครั้งสำคัญนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และสร้างสังคมที่เคารพซึ่งกันและกัน

ที่มา – ทูตอิสราเอลในไทย ชี้บทเรียนโฮโลคอสต์ไม่ใช่แค่อดีต เตือนโลกอย่าปล่อยความเกลียดชังซ้ำรอย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: