เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในช่วงนี้ คงจะผ่านตากันมาบ้างกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงและจับตามองจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้ออกมาให้ความชัดเจนเบื้องต้นแล้ว
ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล
เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ ท้องสนามหลวง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็น ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล โดยท่านได้ระบุถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการเน้นย้ำเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเดินหน้าดำเนินการฟ้องร้องในแบบรายแปลงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ
ความคืบหน้าเรื่อง ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล
สำหรับการตั้งคำถามว่าทางกระทรวงคมนาคมได้รับรายงานความคืบหน้าจากทาง รฟท. มากน้อยแค่ไหนนั้น นายพิพัฒน์ได้ตอบกลับด้วยท่าทีที่ชัดเจนว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติ และต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำว่า ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล เป็นหลักสำคัญที่สุด ซึ่งในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกว่ากระบวนการฟ้องร้องในปัจจุบันไปถึงขั้นตอนใดแล้วนั้น ตนเองยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดโดยตรง
ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้มีดังนี้:
- ความพยายามของภาครัฐในการทวงคืนพื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย
- การจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการศาล
- ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระทรวงคมนาคม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินหรือที่ดินในกำกับดูแลของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องรอฟังคำตัดสินจากศาลถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งได้ดีที่สุดในขณะนี้
บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐหรือที่ดินทำเลทอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดถือระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะความยุติธรรมคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย เราต้องร่วมกันติดตามต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด และจะสามารถสร้างบรรทัดฐานให้กับคดีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้อย่างไรบ้าง
ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล ไม่ทราบถึงขั้นไหนแล้ว


