ในสถานการณ์ล่าสุดที่รัฐบาลไทยกำลังเร่งปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินและทุนเทา ประสานอินเตอร์โพลจับ “เบน สมิธ” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะหลังจากทนายความของนายเบน สมิธ ออกมาแถลงข่าวว่าเจ้าตัวจะไม่เดินทางกลับประเทศไทย ทำให้เกิดคำถามว่าต้องประสานงานกับตำรวจสากล (Interpol) เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีหรือไม่
ประสานอินเตอร์โพลจับ “เบน สมิธ” นายกฯ ชี้เป็นหน้าที่ตำรวจ
วันที่ 4 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สั้นๆ แต่ชัดเจนระหว่างเยือนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยระบุว่า การประสานอินเตอร์โพลจับ “เบน สมิธ” เป็นหน้าที่ของตำรวจ ซึ่งดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้แล้ว นายกฯ ยังย้ำว่าการตรวจสอบธุรกรรมของนักการเมืองจะยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่ละเลยประเด็นใดๆ
นายเบน สมิธ เป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับจากตำรวจไทยในข้อหาความผิดฐานฟอกเงินและเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งเชื่อมโยงกับทุนเทาจากต่างประเทศ การที่ทนายความของนายวิฑูรย์ เก่งงาน ออกมาแถลงข่าวยืนยันว่านายเบนจะไม่กลับไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาใช้ช่องทาง Interpol Red Notice เพื่อติดตามตัว ซึ่งเป็นกระบวนการมาตรฐานสำหรับผู้ต้องหาที่หลบหนีออกนอกประเทศ
ปปง. เผยประสานอินเตอร์โพลจับ “เบน สมิธ” ไม่กระทบยึดทรัพย์
ด้านนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ได้ให้ความชัดเจนเพิ่มเติมว่า แม้ประสานอินเตอร์โพลจับ “เบน สมิธ” จะเกิดขึ้น แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยึดทรัพย์สินที่กำลังดำเนินอยู่ในศาลแพ่ง ปปง. ดำเนินการตามมาตรฐานสากล โดยส่งเรื่องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด และนายเบน สมิธมีสิทธิ์โต้แย้งได้ตามกฎหมาย
เลขาธิการ ปปง. ยังขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้กำลังใจในการทำงาน โดยเฉพาะผลงานปราบปรามสแกมเมอร์ ยาเสพติด และคดีมูลฐานอื่นๆ ที่เห็นผลเป็นรูปธรรม นี่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการต่อต้านการฟอกเงินอย่างจริงจัง
- การประสาน Interpol: เป็นหน้าที่หลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
- กระบวนการยึดทรัพย์: ดำเนินในศาลแพ่งโดย ปปง. ไม่เกี่ยวข้องกับการจับกุมตัว
- ผลงานรัฐบาล: มุ่งปราบสแกมเมอร์และทุนเทาให้สิ้นซาก
- สิทธิผู้ต้องหา: สามารถโต้แย้งได้ตามหลักนิติธรรม
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งรัดคดีต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้เสียหายจากสแกมจำนวนมาก การประสานอินเตอร์โพลจับ “เบน สมิธ” จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยไม่ยอมให้อาชญากรข้ามชาติลอยนวล
背景ของคดีนี้เริ่มต้นจาก ปปง. พบความผิดปกติในธุรกรรมการเงินจำนวนมหาศาลที่เชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทย แต่หลบหนีไปตั้งแต่ถูกออกหมายจับ คดีนี้ไม่เพียงกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงิน แต่ยังเชื่อมโยงกับขบวนการใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนจำนวนมาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเห็นว่าการใช้ Interpol จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำตัวผู้ร้ายกลับมาได้ โดยในอดีตไทยเคยประสบความสำเร็จในหลายคดี เช่น การจับกุมหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากต่างประเทศ นี่คือโอกาสที่รัฐบาลจะแสดงศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมาย
ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนายกรัฐมนตรีอนุทินในการขับเคลื่อนงานปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการของคดีนี้ หรือมีประสบการณ์ถูกสแกม สามารถแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ
ที่มา – ประสานอินเตอร์โพลจับ “เบน สมิธ” นายกฯ ชี้เป็นหน้าที่ตำรวจ ปปง. เผยไม่กระทบยึดทรัพย์



