“ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ เย้ย “อนุทิน” เป็นรัฐบาลกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน
วันที่ 20 พ.ย. 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 อย่างแน่นอน แม้ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาแล้ว หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง แต่หากยื่นอภิปรายเพื่อเสนอแนะการทำงานของรัฐบาลตามมาตรา 152 อาจจะอยู่จนครบวาระคือยุบปลายเดือนมกราคม 2569 แทน เพราะหากยื่นขึ้นมาตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็แพ้โหวตในสภาอยู่ดี
ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย
นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า นายอนุทิน จะคิดแบบนั้นไม่ได้ การเป็นรัฐบาลต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน ส่วนที่นายอนุทิน บอกว่ารัฐบาลบริหารประเทศเพียง 120 วันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย จะมีอะไรให้ตรวจสอบ อยากบอกว่าการบริหารประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาว่าจะนานหรือไม่นาน เพราะแม้จะเข้ามามีอำนาจไม่นานหากบริหารประเทศล้มเหลว เอื้อประโยชน์พวกพ้องประชาชนก็รับไม่ได้เพราะประเทศเสียหาย การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากนายอนุทิน ไม่ยอมรับการตรวจสอบก็ไม่ควรมาเป็นรัฐบาล
ซัดน่าละอาย ตกปลาในบ่อเพื่อน
“สำหรับสถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยน่าจะนิ่งแล้ว การย้ายพรรคหากจะมีก็ส่วนน้อย หากย้ายไปเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกันหรือมีจุดยืนที่ไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากัน แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการย้ายพรรคของนักการเมืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยอื่น ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดใช้วิธีการชกใต้เข็มขัดทำลายระบบพรรคการเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ จึงเป็นการทำลายพรรคการเมืองมากกว่า ที่อ้างว่าในอดีตก็เคยทำ ในอดีตที่มีการย้ายพรรคนั้นเขามาทั้งพรรค ไม่ใช่แอบมาตกปลาในบ่อเพื่อนแบบที่ทำอยู่มันน่าละอาย” นายประเสริฐ กล่าว
จากกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ออกมากล่าวถึงพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในระบบการเมืองไทยที่ยังคงมีการแย่งชิงทรัพยากรบุคคล และการใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใสในการดึงดูดนักการเมืองจากพรรคอื่น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองโดยรวมอีกด้วย
การที่นักการเมืองย้ายพรรคด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน และการบริหารประเทศที่ขาดประสิทธิภาพในระยะยาว การสร้างระบบการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใส ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม
นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
การเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักการ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และการกระทำที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” ควรหมดไปจากสารบบการเมืองไทยเสียที
ดังนั้นการที่นายประเสริฐออกมาพูดถึงเรื่องนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาของการเมืองไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประชาชนได้
ที่มา – “ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่

