'ประเสริฐ' เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

“ประเสริฐ” เผยเชิญปอเนาะ-ตาดีกา 29 เม.ย.

ในวงการการศึกษาไทยกำลังมีข่าวสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ โดย“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐกับสถาบันการศึกษาเอกชนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ข่าวนี้มาจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่เมืองทองธานี

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

นายประเสริฐ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา โดยระบุว่าจะเชิญผู้บริหารเหล่านี้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันที่กระทรวงศึกษาธิการในวันที่ 29 เมษายนนี้ จริงๆ แล้ว สถาบันเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งทำงานบูรณาการกันมาโดยตลอด ไม่มีปัญหาใหญ่โตอะไร เพียงแต่ต้องการทำงานใกล้ชิดมากขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและวางแผนการทำงานร่วมกันในอนาคต

ปูมหลังปัญหาและความสำคัญของการหารือ “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้

สถาบันปอเนาะและตาดีกาเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา นราธิวาส มีบทบาทสำคัญในการให้การศึกษาแก่เด็กมุสลิม โดยเน้นหลักสูตรศาสนาควบคู่กับวิชาการทั่วไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความเข้าใจผิดพลาดระหว่างหน่วยงานความมั่นคงอย่างแม่ทัพภาคที่ 4 กับสถาบันเหล่านี้ เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ทำให้บางครั้งเกิดความกังวลเรื่องหลักสูตรหรือการบริหารจัดการ

ผู้สื่อข่าวถามนายประเสริฐถึงวิธีทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อสังคมมักมองสถาบทเหล่านี้ในแง่ลบ รัฐมนตรีตอบอย่างชัดเจนว่าไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะ สช. ดูแลอย่างเข้มงวด ที่ผ่านมาทุกฝ่ายทำงานร่วมกันมาโดยตลอด การพูดคุยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นแนวทางอนาคต รวมถึงประเด็นทั่วไปที่โรงเรียนเอกชนต้องการ เช่น การพัฒนาหลักสูตร การสนับสนุนงบประมาณ และการบูรณาการกับระบบการศึกษาของรัฐ

บทบาทของ สช. ในการกำกับดูแลปอเนาะ-ตาดีกา

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลโรงเรียนเอกชนทั้งหมดทั่วประเทศ รวมถึงปอเนาะและตาดีกาด้วย โดยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้หลักสูตรต้องได้มาตรฐาน สถานศึกษาต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน และครูผู้สอนต้องมีใบอนุญาต สถาบันเหล่านี้ได้ปรับตัวเข้ากับระบบรัฐมากขึ้น เช่น การสอบ O-NET การรับทุนการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน

  • การตรวจสอบหลักสูตรศาสนาและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานชาติ
  • การสนับสนุนด้านบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวก
  • การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นและความมั่นคง
  • การพัฒนานักเรียนให้มีทักษะสมัยใหม่ควบคู่คุณธรรม

การหารือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ และลดช่องว่างความเข้าใจผิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนกว่า 10,000 คนในสถาบันเหล่านี้

ประโยชน์ที่คาดหวังจากการพูดคุย

“ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ. จะไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาหลักสูตรสองภาษาไทย-อาหรับ การฝึกอบรมครู การเชื่อมโยงกับอาชีวะเพื่อสร้างงาน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียน นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาพลบในสายตาสังคม โดยแสดงให้เห็นว่าสถาบันเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาในภาคใต้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาส平等 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเคลื่อนไหวของกระทรวงศึกษาธิการครั้งนี้จึงน่าประชุมอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ การหารือดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาการศึกษาแบบ inclusive ชวนทุกท่านติดตามผลการประชุมวันที่ 29 เมษายนนี้ เพื่อเห็นถึงความก้าวหน้าที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตของเยาวชนภาคใต้

ที่มา – “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: