'พชร' ชี้ปม สหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย เคยเตือนเรื่องปัญหา ม.301 แล้ว จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย

พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเศรษฐกิจเมื่อสหรัฐอเมริกาสั่งขึ้นภาษีสินค้าไทย 12.5% ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งนายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเคยแจ้งเตือนถึงปัญหานี้มานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ ‘นอมินี’ และช่องโหว่ทางกฎหมาย จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การค้าและมาตรฐานแรงงานในปัจจุบัน

ในมุมมองของนายพชร แม้รัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็น ‘รัฐอำนวยความสะดวก’ แต่หากขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวด ช่องว่างเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มที่ไม่หวังดี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจมาตรการดังกล่าว การรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับตัว แต่คือการจัดระเบียบโครงสร้างทางธุรกิจให้โปร่งใสและแข่งขันได้ในเวทีโลก

เปิดโครงสร้างนอมินีและปัญหาหุ้นบุริมสิทธิ์

ปัญหาสำคัญที่นายพชรเน้นย้ำคือ ธุรกิจในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ใช้วิธีถือหุ้น 49% ตามกฎหมาย แต่กลับใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่าน ‘หุ้นบุริมสิทธิ์’ ซึ่งมีสิทธิในการออกเสียงและการตัดสินใจสูงกว่าคนไทยจริง นี่คือปมปัญหาที่พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายที่ล้าสมัย โดยเฉพาะมาตรา 1142 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ล็อกเงื่อนไขไว้ถาวร ทำให้ไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้ ส่งผลให้ต่างชาติคุมกิจการได้อย่างเบ็ดเสร็จแม้จะถือหุ้นน้อยกว่า

นายพชรได้เสนอแนวทางการแก้ไข 4 ข้อหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการประกอบธุรกิจ ดังนี้:

  • ทบทวนมาตรา 1142: เปิดช่องให้แก้ไขเงื่อนไขบุริมสิทธิ์ได้ เพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อยตามมาตรฐานสากล
  • นิยามคนต่างด้าวใหม่: ไม่ดูแค่สัดส่วนหุ้น แต่ต้องดู ‘อำนาจควบคุมกิจการ’ (Effective Control) เป็นเกณฑ์ตัดสิน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ: กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องตรวจสอบถึงข้อบังคับบริษัท ไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข
  • บูรณาการฐานข้อมูล: เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง BOI, สรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามแหล่งที่มาของเงินทุน

การรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวไม่ใช่เรื่องของการกีดกันการลงทุน แต่เป็นการสร้างกฎกติกาที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดการปัญหานอมินีและการฟอกสิทธิ์สินค้าอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยต้องเสียเปรียบและสูญเสียอำนาจการบริหารกิจการในประเทศของตนเองให้กับกลุ่มทุนที่ฉ้อฉล

บทเรียนครั้งนี้คือเครื่องเตือนใจว่า การสร้างบรรยากาศที่ดีต่อนักลงทุนต้องมาคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม หากรัฐบาลกล้าที่จะปฏิรูปโครงสร้างเหล่านี้ให้โปร่งใส เชื่อว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยจะยกระดับขึ้นในระยะยาวครับ

ที่มา – “พชร” ชี้ปม สหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย เคยเตือนเรื่องปัญหา ม.301 แล้ว จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: