“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.
ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีอายุเพียง 4 เดือนกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่ไม่ยอมให้เกิดความเสียหายระยะยาว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงและอภิปรายอย่างหนักแน่นในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยย้ำยันว่า “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนสำหรับประชาชน
“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.
นายพริษฐ์ได้วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงของรัฐบาลที่อาจอยู่สั้นแต่สร้างความเสียหายยาวนาน โดยเตือนว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินการที่เป็นการ “ขายของ ขายฝัน ขายสมบัติชาติ” ซึ่งมุ่งหวังเพียงคะแนนนิยมในการหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ เขาย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลง MOU (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรครัฐบาลในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ถดถอยมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้
ปัญหาหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็นคือการที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้สถาบันทางการเมืองขาดการยึดโยงกับประชาชน เช่น ส.ส.ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน หรือการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนมีอำนาจชี้ขาดนโยบายและการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย พรรคประชาชนจึงพร้อมจับตาการนำเงินภาษีประชาชนมาหาเสียงล่วงหน้า โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจใช้งบประมาณปี 2569 เกือบทั้งหมดภายใน 4 เดือน
3 สงครามที่รัฐบาลต้องแก้ด่วน
ในการอภิปราย นายพริษฐ์ได้สรุปปัญหาหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข โดยแบ่งเป็น 3 สงครามใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง ดังนี้
- สงครามเศรษฐกิจ: รัฐบาลต้องกระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้จริง ไม่ใช่แค่โครงการคนละครึ่งพลัสที่ดึงยอดขายจากร้านนอกโครงการมาสู่ในโครงการ แต่ควรมีเงื่อนไขที่เพิ่มการบริโภคโดยรวมของเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินไหลเวียนและสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
- สงครามการค้าระหว่างประเทศ: ต้องพยุงผู้ประกอบการไทยให้ลืมตาอ้าปากท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิด้วยฐานข้อมูลจริงจากภาคเอกชน และดำเนินมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดที่เข้าถึงได้ทุกอุตสาหกรรม เพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานราก
- สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา: เร่งคืนความปกติและความปลอดภัยให้ประชาชนชายแดน โดยทลายกระเป๋าสตางค์และความชอบธรรมของผู้นำกัมพูชาผ่านการปราบปรามธุรกิจสีเทาที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงการจัดการ MOU ไทย-กัมพูชาให้มีผลจริง ไม่ใช่แค่กระดาษ
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกังวลว่ารัฐบาลอาจก่อความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ เช่น การขายสมบัติชาติ โดยเฉพาะกรณีเขากระโดงที่กรมที่ดินกำลังตรวจสอบ พรรคประชาชนจะจับตาการออกโฉนดโดยมิชอบที่ ป.ป.ช. ชี้แล้ว เช่น แปลงที่ดิน 3466 และ 8564 ในบุรีรัมย์ และเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนทันที
สำหรับประเด็นรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่คาดหวังให้เสร็จภายใน 4 เดือน แต่ต้องการให้รัฐบาลยืนยันโรดแม็ปชัดเจน เช่น จัดประชามติรอบแรกพร้อมเลือกตั้ง โดยรวมคำถาม 2 ข้อ: 1) เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2) เห็นด้วยกับร่างแก้ไขหมวด 15/1 หรือไม่ พรรครัฐบาลต้องผลักดันให้ผ่านวาระที่ 1 ภายใน 14-15 ตุลาคม พิจารณาวาระ 2-3 ภายในธันวาคม และเตรียมประชามติหลังปีใหม่ก่อนยุบสภาเดือนมกราคม
นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนโมเดล สสร. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ที่มีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เพื่อป้องกันการฮั้วและการกินรวบอำนาจ ““พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.” จึงเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน
ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงฝ่ายค้านและเดินหน้าปฏิรูปจริง ประชาชนอาจต้องเผชิญวิกฤตยาวนานยิ่งขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการผลักดันประชามติ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ลองคิดดูสิว่าถ้าเราไม่ทำตอนนี้ โอกาสครั้งนี้จะหลุดลอยไปอีกนานแค่ไหน?
ที่มา – “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.


