พรรคภูมิใจไทยเตรียมยื่นหนังสือถึง DSI และ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด “ประเสริฐ” และ “ปลัดดีอี” กรณีปล่อยให้บริษัทสิงคโปร์ทำ MOU สแกนม่านตาคนไทยกว่า 1.2 ล้านราย หวั่นถูกใช้ทำบัญชีม้า ชี้เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีพบความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และปลัดกระทรวงฯ เกี่ยวกับการปล่อยให้บริษัทเอกชนจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ของประชาชนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
นายศุภชัย กล่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2567 กระทรวงดีอีได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัทจากสิงคโปร์ในเครือของนายเบน สมิธ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็น “เจ้าพ่อสแกมเมอร์ระดับโลก” อย่างรวดเร็วผิดปกติ มีการส่งเรื่องให้กฤษฎีกา อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาในวันที่ 25 มีนาคม 2567 และลงนามทันทีในวันเดียวกัน โดยมีนายประเสริฐร่วมเป็นสักขีพยาน
ต่อมาในเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2568 บริษัท ทีไอดีซี เวิลด์เวิร์ส (TIDC Metaverse) ในเครือของนายเบน สมิธ ได้พยายามขออนุญาตดำเนินโครงการ World ID เพื่อเก็บข้อมูลสแกนม่านตาแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัลต่อหน่วยงานในกำกับของกระทรวงดีอี (ETDA และ PDPC) แต่หน่วยงานไม่อนุญาตเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย
วันที่ 11 มิถุนายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตรวจพบว่ามีการใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตาคนไทยเพื่อแลกกับสินทรัพย์ดิจิทัล และมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ไปแล้วกว่า 1,200,000 ราย ปลัดกระทรวงฯ ได้รายงานเรื่องนี้ให้นายประเสริฐทราบ แต่นายประเสริฐกลับเพิกเฉย
ภูมิใจไทยร้องเอาผิด ปมสแกนม่านตาคนไทย
นายศุภชัยกล่าวว่า การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวทำให้ข้อมูลอ่อนไหวของคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น การสร้างบัญชีม้า หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมาย ป.ป.ช.
ทำไมภูมิใจไทยถึงร้องเอาผิดปมสแกนม่านตาคนไทย?
“เรื่องนี้เคยมีบรรทัดฐานเดียวกับคดีจำนำข้าวที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ผมจึงขอเรียกร้องให้มีการสอบสวน และจะนำเรื่องนี้ไปร้องต่อ DSI และ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการกับนายประเสริฐ และปลัดกระทรวงดีอีต่อไป” นายศุภชัยกล่าว
ประเด็นสแกนม่านตาคนไทยนี้ กลายเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความละเอียดอ่อน และอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ หากไม่มีการควบคุมและตรวจสอบอย่างเข้มงวด การดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
การเก็บข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะข้อมูลชีวมิติ เช่น ม่านตา เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความปลอดภัยและวัตถุประสงค์ในการใช้งาน หากไม่มีมาตรการป้องกันที่รัดกุม ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย และสร้างความเสียหายให้กับประชาชนได้ ดังนั้นการออกมาเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และเรียกร้องให้ภาครัฐมีการกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เข้ามาดำเนินการเก็บข้อมูลสแกนม่านตาคนไทยนั้น มีประวัติที่ไม่น่าไว้วางใจ ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของโครงการ การที่กระทรวงดีอีปล่อยให้มีการทำ MOU กับบริษัทดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
การดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างบรรทัดฐาน และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การที่พรรคภูมิใจไทยยื่นเรื่องให้ DSI และ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบสวน จึงเป็นขั้นตอนที่ถูกต้องและจำเป็น เพื่อให้ความจริงปรากฏ และผู้กระทำผิดได้รับโทษตามกฎหมาย
คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การเก็บข้อมูลชีวมิติของประชาชนควรมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดกว่านี้หรือไม่?
ที่มา – ภูมิใจไทย จ่อร้อง DSI-ป.ป.ช. เอาผิด “ประเสริฐ-ปลัดดีอี” ปม MOU บ.สิงคโปร์ สแกนม่านตาคนไทย


