เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเสียงฮือฮาของงานบุญใหญ่ในภาคอีสานกันมาบ้างแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดงาน รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังแห่งความศรัทธาที่รวมใจคนในชุมชนไว้อย่างเหนียวแน่น
หัวใจสำคัญของ รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน
เหตุผลที่งานครั้งนี้มีความพิเศษกว่าทุกปี เพราะท่านรัฐมนตรีได้เน้นย้ำเรื่องการศึกษาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา โดยมองว่าประเพณีบุญบั้งไฟพนมไพรเปรียบเสมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ ที่บ่มเพาะภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับเยาวชนได้อย่างดีเยี่ยม การเปิดงาน รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน ในครั้งนี้ จึงเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมด้วยตัวเอง
Soft Power ไทยที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power อย่างจริงจัง และวัฒนธรรมบุญบั้งไฟก็เป็นหนึ่งในทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่ได้รับจากการผลักดันในงาน รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน ครั้งนี้:
- การสืบสาน: รักษาอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นให้คงอยู่สืบไป
- การสร้างรายได้: กระจายรายได้สู่ชุมชนจากการท่องเที่ยวและสินค้าท้องถิ่น
- ความสามัคคี: สร้างเวทีให้คนทุกช่วงวัยได้แสดงพลังร่วมกัน
งานประเพณีเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญถวายพระมหาธาตุวัดกลางอุดมเวทย์เท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่ทรงพลัง ทำให้คนในพื้นที่เกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองมากยิ่งขึ้น
ในมุมมองของผู้เขียน การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการนำตัวเด็กๆ ออกจากกรอบห้องเรียนแล้วพาไปสัมผัสกับรากเหง้าของจริงเช่นนี้ครับ นโยบายที่มุ่งเน้นการส่งเสริม Soft Power ควบคู่ไปกับการศึกษาจะช่วยให้เยาวชนไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับความรักในแผ่นดินเกิด ซึ่งถือเป็นต้นทุนชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ มาร่วมช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามเช่นนี้ให้คงอยู่คู่เมืองร้อยเอ็ดและประเทศไทยต่อไปตราบนานเท่านานนะครับ!
ที่มา – รมว.ศึกษาธิการ เปิดงาน “บุญบั้งไฟพนมไพร” ชูเรียนรู้นอกห้องเรียน




