รัฐบาลย้ำชัด การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายถึงการยุติการเจรจา แต่เป็นการยกระดับเครื่องมือสู่กรอบสากล UNCLOS เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
วันที่ 5 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีมติอนุมัติยกเลิกบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 44 ที่ลงนามเมื่อ พ.ศ. 2544 โดยจะปรับแนวทางการดำเนินการไปใช้กลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นหลัก เพื่อให้การเจรจามีความชัดเจนและเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม
เหตุผลหลักของการยกเลิก MOU 44
ตลอดระยะเวลาเกือบ 23 ปีที่ผ่านมา MOU 44 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างร่วมมือกัน แต่ในความเป็นจริงยังไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าได้อย่างที่คาดหวัง ปัญหาหลักคือขาดกรอบที่ชัดเจนและมีระบบรองรับ รัฐบาลจึงตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เพื่อเปิดทางสู่แนวทางใหม่ที่ทันสมัยและยึดโยงกับกฎหมายสากล
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จำเป็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดย UNCLOS จะช่วยยกระดับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของไทยในพื้นที่ไหล่ทวีป ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซ และประมงที่สำคัญ
ประโยชน์ที่ได้จากการยกเลิก MOU 44 สู่ UNCLOS
- กรอบชัดเจนและเป็นสากล: UNCLOS เป็นอนุสัญญาที่กว่า 160 ประเทศให้การรับรอง รวมทั้งไทยและกัมพูชา ทำให้การเจรจามีน้ำหนักทางกฎหมาย
- ขั้นตอนแก้ไขข้อพิพาทที่ครบถ้วน: กำหนดให้ใช้การเจรจาเป็นหลัก หากล้มเหลวสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหรืออนุญาโตตุลาการได้
- ปกป้องผลประโยชน์ชาติ: ช่วยกำหนดเขตไหล่ทวีปอย่างเป็นธรรม ลดความเสี่ยงจากการอ้างสิทธิฝ่ายเดียวของกัมพูชา
- เกิดผลเป็นรูปธรรม: ไม่ใช่แค่เอกสารทวิภาคี แต่มีกลไกติดตามผลและบังคับใช้
รัฐบาลได้แจ้งกัมพูชาในระดับไม่เป็นทางการแล้ว และจะตามด้วยการแจ้งอย่างเป็นทางการ พร้อมเชิญชวนใช้ UNCLOS ร่วมกัน นอกจากนี้ ยังเตรียมตั้งคณะกรรมการเทคนิคและกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานใหม่ให้เป็นระบบ
UNCLOS กับปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา
UNCLOS หรือ United Nations Convention on the Law of the Sea เกิดขึ้นในปี 1982 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1994 เป็นกฎหมายทางทะเลที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เขตทะเลอันราบรื่น เขตไหล่ทวีป ไปจนถึงทรัพยากรใต้ทะเล สำหรับไทย พื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยครอบคลุมกว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีศักยภาพสูงในด้านพลังงานและอาหาร
ในอดีต MOU 44 ช่วยลดความตึงเครียด แต่ไม่สามารถตกลงแบ่งเขตได้ สาเหตุมาจากการตีความที่ต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นไหล่ทวีป การหันมาใช้ UNCLOS จะช่วยให้มีหลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และกฎหมาย เช่น การวัดจากเส้นฐาน และการเจรจาโดยอ้างอิงคณะกรรมาธิการไหล่ทวีป (CLCS) ของสหประชาชาติ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังย้ำว่าไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชา การยกเลิก MOU 44 จึงไม่ใช่การปิดประตู แต่เป็นการเปิดหน้าต่างสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติอย่างมุ่งมั่น โดยใช้เครื่องมือสากลที่ทรงพลัง หากดำเนินการสำเร็จ จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนผ่านนี้? มันจะช่วยแก้ปัญหาทะเลไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ กดติดตามช่องทางของเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองและต่างประเทศแบบเรียลไทม์!
ที่มา – รัฐบาลย้ำ ยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่ยุติเจรจา ใช้กลไก UNCLOS ยกระดับคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ


