เป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อ “วัส ติงสมิตร”เตือน “นพ.สรณ” ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุยิ่งยื้อยุ่งวุ่น หลังจากศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับฟ้องคดีคุณสมบัติของประธาน กสทช. ไว้พิจารณา ทำให้นักวิชาการอิสระรายนี้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การทำหน้าที่ต่อในขณะที่สถานภาพยังมีความคลุมเครือ อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นขององค์กรอย่างมหาศาล
สถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยง: “วัส ติงสมิตร”เตือน “นพ.สรณ” ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุยิ่งยื้อยุ่งวุ่น
เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้น ให้รับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไว้พิจารณา ซึ่งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ระบุเรื่องลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. นั้น ศาลมองว่าเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดี นายวัส ติงสมิตร จึงวิเคราะห์ว่าการที่ “วัส ติงสมิตร”เตือน “นพ.สรณ” ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุยิ่งยื้อยุ่งวุ่น นั้น เป็นการมองในแง่ของนิติรัฐและธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับมติของ กสทช. ในอนาคต
ผลกระทบทางกฎหมายหากยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ในมุมมองของนักกฎหมาย หาก นพ.สรณ ยังคงดึงดันที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อาจเผชิญกับประเด็นสำคัญ ดังนี้:
- ผลต่อความชอบด้วยกฎหมาย: มติหรือคำสั่งใดๆ ที่ออกโดยประธาน กสทช. ในระหว่างที่สถานภาพถูกตั้งคำถาม อาจถูกโต้แย้งในภายหลังว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- ความเสี่ยงทางอาญา: หากศาลวินิจฉัยถึงที่สุดในภายหลัง การกระทำที่เกิดขึ้นในช่วงที่ขาดคุณสมบัติอาจนำไปสู่ความรับผิดทางอาญาแก่เจ้าหน้าที่ได้
- เสถียรภาพขององค์กร: กสทช. เป็นองค์กรกำกับดูแลระดับชาติ การมีผู้บริหารที่สถานะไม่ชัดเจนย่อมทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้วางแนวทางไว้แล้วว่าหากกรรมการหายไปบางส่วน กรรมการที่เหลืออยู่ยังคงสามารถดำเนินงานให้ต่อเนื่องได้ โดยต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน เพื่อให้ภารกิจด้านกิจการโทรคมนาคมและการกระจายเสียงไม่หยุดชะงัก นี่คือหนทางที่สง่างามและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลที่ควรจะเป็น
ท้ายที่สุด การตัดสินใจของ นพ.สรณ ในช่วงเวลานี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการเคารพในกระบวนการยุติธรรม แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยปราศจากมลทินหรือข้อครหาที่อาจนำไปสู่ความวุ่นวายในอนาคต การหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งที่ชัดเจน จึงเป็นทางออกที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงเช่นนี้
ที่มา – “วัส ติงสมิตร”เตือน “นพ.สรณ” ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เหตุยิ่งยื้อยุ่งวุ่น


