(ภาพจาก: Xinhua)
ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ โดยเป็นการลงโทษอย่างหนักต่อกลุ่มอาชญากรที่ก่อคดีฉ้อโกงมูลค่ามหาศาล ข่าวนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความเด็ดขาดของทางการจีนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนระวังภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แพร่ระบาดทั่วโลก
ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 ศาลในประเทศจีนได้มีคำพิพากษาอันเด็ดขาด โดยสั่งประหารชีวิตสมาชิกจำนวน 11 คนจากแก๊งมาเฟียตระกูลหมิง ซึ่งเป็นหัวโจกสำคัญของศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์หรือที่รู้จักกันในชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเมียนมา นอกจากนี้ ยังมีสมาชิกอีก 28 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกระทำกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยศาลได้พิจารณาถึงความรุนแรงของคดีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง เจตนาฆ่า การค้ายาเสพติด และการค้าประเวณี
สำหรับผู้ต้องหา 28 คนนี้ มีรายละเอียดโทษดังนี้ 5 คนได้รับโทษประหารชีวิตแต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี 11 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และที่เหลืออีก 12 คนได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 24 ปี การตัดสินครั้งนี้มาหลังจากที่ทางการเมียนมาได้ดำเนินการปราบปรามศูนย์หลอกลวงในเมืองเล่าก์ก่ายเมื่อปี 2566 และส่งตัวผู้ต้องหาเหล่านี้ให้กับทางการจีน
ประวัติและกิจกรรมอาชญากรรมของตระกูลหมิง
ตระกูลหมิงเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลมาเฟียที่ครองอิทธิพลในเมืองเล่าก์ก่าย ซึ่งเป็นพื้นที่เงียบสงบใกล้ชายแดนจีน-เมียนมา เดิมทีเมืองนี้ถูกใช้เป็นฐานสำหรับการพนันผิดกฎหมายที่ดึงดูดนักพนันชาวจีน เนื่องจากกฎหมายจีนห้ามการพนันอย่างเข้มงวด ต่อมาพวกเขาขยายกิจกรรมไปสู่การค้ายาเสพติด การฟอกเงิน และที่ร้ายแรงที่สุดคือการดำเนินแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยศาลจีนพบว่ากิจกรรมเหล่านี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 และสร้างรายได้กว่า 1 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 50,000 ล้านบาท)
ศาลยังเปิดเผยว่าตระกูลหมิงมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพนักงานหลายรายในศูนย์หลอกลวง เช่น การยิงพนักงานเพื่อป้องกันไม่ให้หลบหนีกลับจีน สถานที่สำคัญอย่าง “Crouching Tiger Villa” (คฤหาสน์เสือหมอบ) เป็นที่รู้จักในฐานะคุกที่พนักงานถูกทรมานและบังคับให้ทำงานหลอกลวงประชาชนทั่วโลก โดยมีพนักงานอย่างน้อย 10,000 คนส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ถูกหลอกล่อมาด้วยโฆษณางาน
- การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม: ใช้เทคนิคหลอกลวงซับซ้อนผ่านโทรศัพท์และออนไลน์ สร้างความเสียหายให้เหยื่อนับล้านคน
- บ่อนพนันผิดกฎหมาย: มีเงินหมุนเวียนหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ใช้เป็นฉากหน้าสำหรับอาชญากรรมอื่น
- การค้ามนุษย์และค้าประเวณี: ล่อลวงและกักขังเหยื่อเพื่อบังคับให้ทำงาน
- ค้ายาเสพติด: กระจายยาเสพติดข้ามพรมแดน สร้างเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่
สหประชาชาติเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “scamdemic” หรือการระบาดของการหลอกลวง ซึ่งทำให้มีชาวต่างชาติกว่า 100,000 คน โดยเฉพาะชาวจีน ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์เหล่านี้ จนกระทั่งปี 2565 กลุ่มกบฏในรัฐฉานได้โจมตีและยึดเมืองเล่าก์ก่าย โดยเชื่อว่ามีการสนับสนุนจากจีนเพื่อปราบปรามอาชญากรรม
หัวหน้าตระกูลอย่างหมิง เซวี่ยฉาง (Ming Xuechang) ถูกกล่าวหาว่าจบชีวิตตัวเอง ขณะที่สมาชิกอื่นๆ ถูกส่งตัวให้จีนและบางคนสารภาพผิด การตัดสินครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างเมียนมา จีน และกลุ่มกบฏในการกำจัดภัยคุกคามนี้
ข่าวศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นชัยชนะสำคัญในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงแพร่หลาย ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อปกป้องประชาชน
หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และติดตามข่าวสารเพื่อป้องกันตัวเองจากภัยเหล่านี้
ที่มา – ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 11 สมาชิก “มาเฟียตระกูลหมิง” หัวโจกแก๊งคอลเซ็นเตอร์


