ศาลไต่สวนคดี นพ.สรณ ใช้เวลานานประมาณ 3 ชั่วโมง หลัง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เดินทางมาให้ถ้อยคำด้วยตัวเอง กรณียื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ระบุว่าเจ้าตัวมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ศาลปกครองกลาง โดยคณะตุลาการศาลปกครองได้ออกบัลลังก์ไต่สวนคดีตั้งแต่เวลา 08.30 น. การพิจารณาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เนื่องจากคดีมีความเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรอิสระ และอาจส่งผลต่อการบริหารงานของ กสทช. ในระยะต่อไป
ศาลไต่สวนคดี นพ.สรณ ก่อนอ่านคำพิพากษา 25 ก.ย.
สำหรับคดีนี้ นพ.สรณ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวระบุว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า การวินิจฉัยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ระหว่างการไต่สวน นพ.สรณ เดินทางมาให้ปากคำด้วยตัวเอง ขณะที่มีสื่อมวลชนบางส่วนเดินทางมาติดตามสถานการณ์และรายงานความคืบหน้าของคดี อย่างไรก็ตาม อธิบดีศาลปกครองมีคำสั่งห้ามสื่อมวลชนรายงานข่าวหรือสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีภายในเขตพื้นที่ศาล เพื่อให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและไม่กระทบต่อการดำเนินงานของศาล
ประเด็นสำคัญจากศาลไต่สวนคดี นพ.สรณ
หลังจากใช้เวลาไต่สวนนานประมาณ 3 ชั่วโมง นพ.สรณ เดินทางกลับออกจากศาลทันที และปฏิเสธให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ทำให้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับคำให้การหรือแนวทางการต่อสู้คดีเพิ่มเติมต่อสาธารณชน ข้อมูลที่ชัดเจนในขณะนี้จึงมาจากกำหนดการของศาลและรายงานจากสำนักงาน กสทช. เป็นหลัก
การไต่สวนครั้งนี้ถือเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและอ่านคำพิพากษา โดยศาลปกครองกลางนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 25 กันยายน เวลา 11.00 น. จากนั้นจะนัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 15.00 น. ของวันเดียวกัน ผู้ติดตามข่าวควรตรวจสอบข้อมูลจากศาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข่าวลือและการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ประเด็นที่ควรติดตามมีหลายด้าน เพราะคำพิพากษาอาจมีผลต่อสถานะการดำรงตำแหน่งของ นพ.สรณ รวมถึงทิศทางการทำงานของ กสทช. ในอนาคต นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของศาลยังอาจเป็นแนวทางให้สังคมเห็นภาพชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาในกรณีที่มีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย
- ศาลปกครองกลางใช้เวลาไต่สวนคดีประมาณ 3 ชั่วโมง
- นพ.สรณ เดินทางมาให้ถ้อยคำด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการไต่สวน
- ศาลมีคำสั่งห้ามสื่อรายงานข่าวหรือสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องภายในเขตพื้นที่ศาล
- ศาลนัดนั่งพิจารณาคดีวันที่ 25 กันยายน เวลา 11.00 น.
- ศาลนัดอ่านคำพิพากษาวันเดียวกัน เวลา 15.00 น.
สำหรับประชาชน การติดตาม ศาลไต่สวนคดี นพ.สรณ ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับการยืนยันแล้ว และแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง ความเห็น และการคาดการณ์ออกจากกันอย่างชัดเจน เพราะคดีนี้เกี่ยวข้องกับทั้งกระบวนการยุติธรรมและการทำงานขององค์กรกำกับดูแลด้านการสื่อสารของประเทศ
ท้ายที่สุด ผลของคดีจะช่วยตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. และความถูกต้องของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา ผู้สนใจควรติดตามการอ่านคำพิพากษาในวันที่ 25 กันยายนอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเป็นหลัก เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบอย่างรอบด้าน
ที่มา – ศาลไต่สวนคดี “นพ.สรณ” นาน 3 ชั่วโมง ก่อนนัดอ่านคำพิพากษา 25 ก.ย. นี้

