สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง
ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ปัญหาที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนถึงการแทรกแซงของอำนาจการเมืองต่อกระบวนการยุติธรรม สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง อย่างชัดเจน โดยตั้งคำถามถึงกระทรวงมหาดไทยว่าทำไมจึงไม่ทราบแนวเขตที่ดินทั้งที่ได้มีการรังวัดใหม่แล้ว คดีนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อสิทธิ์ของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงหลักนิติรัฐที่กำลังถูกบิดเบือน
สส.จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาการเมืองที่แทรกแซงคดีที่ดินเขากระโดง พื้นที่กว่า 5,083 ไร่ ซึ่งศาลยุติธรรมและศาลปกครองวินิจฉัยแล้วว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยืนยันด้วยพระราชกฤษฎีกาสมัยรัชกาลที่ 6 ทำให้เป็นที่ดินรัฐสงวนหวงห้ามที่ไม่สามารถบุกรุกได้
สส.จิตติพจน์ ชี้ เขากระโดง มีการเมืองแทรกแซง ถาม มท. ไม่รู้แนวเขตได้อย่างไร
สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง โดยย้อนถึงคำพิพากษาศาลปกครองกลางเมื่อ 30 มีนาคม 2566 ที่อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ ยืนยันว่าการออกโฉนดทับที่ดินของ รฟท. เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลสั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และตรวจสอบแนวเขตให้ชัดเจนร่วมกับ รฟท.
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมที่ดินกลับออกคำสั่งว่า “ไม่สมควรเพิกถอนโฉนด” ทั้งที่ศาลมีคำพิพากษาชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีท่าทีต้องการ “ยุติเรื่อง” โดยอ้างว่า “ไม่ทราบว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของใคร ไม่ทราบแน่ชัด ไม่ทราบแนวเขต” ซึ่งฟังดูน่าประหลาดใจ เพราะมีการรังวัดแนวเขตใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 และแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2567 แต่ผลรังวัดเหล่านี้กลับไม่ถูกนำมาใช้
การเปลี่ยนแปลงนโยบายภายใต้นายภูมิธรรม
สถานการณ์พลิกผันเมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านได้ผลักดันให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอย่างเคร่งครัด โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งให้กรมที่ดินร่วมกับ รฟท. ชี้แนวเขตให้ชัดเจน หลักการสำคัญคือ ต้องคืนที่ดินของรัฐให้แก่ รฟท. แต่ในขณะเดียวกันก็คุ้มครองประชาชนผู้สุจริตที่อยู่อาศัย โดยจัดระบบเช่าที่ดินในราคาเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น
ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ดินเขากระโดงเท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในระบบการจัดการที่ดินของไทย ที่มักถูกอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง ทำให้สิทธิ์ของรัฐและประชาชนถูกคุกคาม ในอดีต มีกรณีคล้ายกันหลายครั้งที่ที่ดินสงวนถูกบุกรุก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การตรวจสอบยาก สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐยึดมั่นในหลักกฎหมายมากขึ้น
ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ
การแทรกแซงดังกล่าวส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคม โดยเฉพาะด้านความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หากหน่วยงานอย่างกรมที่ดินเพิกเฉยต่อคำสั่งศาล อาจนำไปสู่การละเมิดหน้าที่ตามกฎหมาย สส.จิตติพจน์ตั้งคำถามสำคัญว่า การอ้าง “ไม่รู้แนวเขต” หลังจากรังวัดใหม่แล้ว ถือเป็นการละเว้นหน้าที่หรือไม่ เรื่องนี้กำลังได้รับการจับตาจากประชาชนและสื่อมวลชน
เพื่อให้เข้าใจปัญหาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองพิจารณาข้อเท็จจริงหลักดังนี้:
- ที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
- ศาลวินิจฉัยชัดเจนว่าการออกโฉนดทับซ้อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย
- มีการรังวัดใหม่ในปี 2567 แต่ไม่นำผลมาใช้เพิกถอนโฉนด
- นโยบายใหม่ภายใต้นายภูมิธรรมมุ่งคืนสิทธิ์ให้รัฐพร้อมคุ้มครองผู้อยู่อาศัย
จากประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการเมืองมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของคดี หากปล่อยให้อำนาจนอกระบบแทรกแซง อาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริตที่ใหญ่กว่า
ในมุมมองของผู้เขียน คดีเขากระโดงนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบยุติธรรมและการจัดการที่ดิน ประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง เป็นการเตือนใจให้ทุกฝ่ายยึดหลักนิติรัฐ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและที่ดิน สามารถติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมในบล็อกของเราได้
ที่มา – “สส.จิตติพจน์” ชี้ เขากระโดง มีการเมืองแทรกแซง ถาม มท. ไม่รู้แนวเขตได้อย่างไร

