สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน
ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะการเสนอแนวทางจากฝั่งพรรคเพื่อไทย ที่มองว่าการทำประชามติอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด มาเจาะลึกกันว่าทำไมประเด็นนี้ถึงมีความละเอียดอ่อน และรัฐบาลควรพิจารณาอย่างไร
สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน
นายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย และเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้ความเห็นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดทำประชามติเพื่อยกเลิก MOU 43-44 โดยชี้ว่าประเด็นนี้มีความอ่อนไหวสูง มีรายละเอียดทางเทคนิคมากมายทั้งด้านกฎหมายและภูมิรัฐศาสตร์ หากนำไปสู่การประชามติ ประชาชนทั่วไปที่ขาดข้อมูลครบถ้วน อาจตัดสินใจจากอารมณ์หรือข้อมูลไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้ผลลัพธ์ไม่สะท้อนประโยชน์ระยะยาวของชาติ
เหตุผลหลักที่สส.เพื่อไทย ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 คือ มันไม่ใช่เรื่องที่สามารถตอบได้ด้วยใช่หรือไม่ใช่แบบง่ายๆ เพราะ MOU เหล่านี้เป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจาทางการทูต การยกเลิกฝ่ายเดียวอาจทำให้ไทยถูกมองว่าไม่รักษาสัญญา ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในเวทีโลก นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะการสร้างความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารหรือเศรษฐกิจ
ทางออกทางเลือกแทนการยกเลิก MOU 43-44
จากประสบการณ์การพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน เจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานกระทรวงการต่างประเทศไทย สส.ธนาธร ระบุว่าทุกฝ่ายล้วนไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก MOU 43-44 โดยตรง แนวทางที่เสนอคือ ควรใช้การเจรจาเพื่อปรับปรุงและพัฒนา MOU ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน มากกว่าการตัดขาด ซึ่งจะช่วยรักษาผลประโยชน์ของไทยและความสัมพันธ์อันดีกับกัมพูชา
นอกจากนี้ สส.เพื่อไทย ยังตั้งคำถามสำคัญ หากรัฐบาลยืนยันจะยกเลิก ก็สามารถทำได้ทันทีผ่านมติคณะรัฐมนตรี โดยไม่จำเป็นต้องผลักภาระให้ประชาชนตัดสินใจ แต่รัฐบาลต้องตอบได้ว่า เมื่อไม่มี MOU 43-44 แล้ว ข้อพิพาทชายแดนจะคลี่คลายอย่างไร ไทยจะใช้กลไกใดในการเจรจาต่อไป และหากต้องร่าง MOU ฉบับใหม่ จะสามารถทำข้อตกลงที่ดีกว่าฉบับเดิมได้หรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่ไม่คาดคิด
ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นเก่าแก่ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนอื่นๆ MOU 2543 และ 2544 ถือเป็นกรอบการเจรจาที่ช่วยลดความตึงเครียดมานาน หากยกเลิกโดยขาดการเตรียมการ อาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เป็นสิ่งสำคัญต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะการค้าชายแดนและโครงการพัฒนาร่วมกัน
การเมืองไทยในช่วงนี้มักถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสชาตินิยม แต่สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน ย้ำว่าความรับผิดชอบหลักอยู่ที่รัฐบาลในการหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่ใช่การโยนให้ประชาชนตัดสินใจในเรื่องซับซ้อน นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายต่างประเทศที่ต้องอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึก
สุดท้ายแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าการเจรจาคือหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเหล่านี้ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและปัญหาชายแดน ติดตามบทความเพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแชร์ความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง
ที่มา – สส.เพื่อไทย ชี้ หากรัฐบาลยกเลิก MOU 43-44 ทำได้ทันที ไม่ต้องผลักภาระประชาชน

