“สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน ทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 เรียกร้องรัฐบาลจะอนุมัติเรื่องใหญ่ต้องเปิดข้อมูลให้ถกเถียงจนตกผลึกก่อน
วันที่ 8 ธันวาคม 2568 สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ชวนจับตาการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ (9 ธ.ค. 2568) อาจมีการเปิดช่องทางในการเจรจาผลประโยชน์จากการแก้สัญญาสัมปทานให้กับนายทุนใหญ่รถไฟฟ้า ซึ่งดีลใหญ่ระดับแสนล้านบาทในการ “ซื้อคืน” สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่กำลังจะหมดสัมปทานในปี 2572 และมีข้อพัวพันกับการเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุน ด้วยการทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 รวมถึงสายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง สายสีชมพู ซึ่งจำนวนผู้โดยสารจริงต่ำกว่าที่เอกชนคาดหวัง จึงอยากขายคืนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า “รัฐบาลชั่วคราว” ไม่ควรเร่งตัดสินใจดีลใหญ่แบบนี้ จะอุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแล้วละเลยระบบรถเมล์ไม่ได้ และอย่าจับ “ตั๋วร่วม” มาเป็นตัวประกัน เพราะมันไม่เกี่ยวกัน รัฐบาลสามารถอุดหนุนเพื่อทำค่าโดยสารร่วมได้โดยไม่ต้องซื้อคืน (คำถามคืออุดหนุนเท่าไหร่จึงเหมาะสม?) แต่การซื้อคืนคือการเปิดช่องใหม่ในการเจรจาหาผลประโยชน์ว่าจะซื้อคืนในราคาเท่าไหร่จึงเหมาะสม?
นายสุรเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ก่อน ครม.ชั่วคราวจะอนุมัติเรื่องใหญ่แบบนี้ อย่างน้อยควรเปิดเผยข้อมูลและถกเถียงกันถึงทางออกที่เหมาะสมก่อน โดยให้แต่ละพรรคการเมืองได้เสนอนโยบายมาแข่งกัน ยิ่งแข่งขันผ่านเวทีหาเสียงเลือกตั้งยิ่งเหมาะสม เพราะประชาชนจะได้เห็นว่าใครทำเพื่อประชาชนและใครทำเพื่อนายทุน แต่รัฐบาลชั่วคราวดันจะเร่งเดินหน้าเปิดโต๊ะเจรจาผลประโยชน์กับนายทุนใหญ่รถไฟฟ้าแบบนี้ ก็ต้องถามว่าจะเร่งกระสุนไปเลือกตั้ง ใช่หรือไม่?
ดีลแสนล้านที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของระบบขนส่งมวลชนและภาษีของพวกเราทุกคน การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใสในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
“สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน
จากกรณีที่นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. พรรคประชาชน ออกมาเตือนให้จับตาการประชุม ครม. ที่อาจมีการพิจารณาดีลแสนล้านเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเหมาะสมของข้อตกลงดังกล่าว
ทำไมดีลแสนล้านนี้ถึงสำคัญ?
ดีลนี้เกี่ยวข้องกับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่ให้บริการประชาชนจำนวนมาก การเปลี่ยนแปลงสัญญาหรือการ “ซื้อคืน” สัมปทาน อาจส่งผลกระทบต่อค่าโดยสาร, คุณภาพการให้บริการ, และภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว การตัดสินใจใดๆ จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
ประเด็นที่น่าสนใจคือการเลี่ยง พ.ร.บ.ร่วมทุน โดยการทำสัญญาจ้างวิ่งต่อถึงปี 2585 ซึ่งอาจเป็นการเปิดช่องให้นายทุนใหญ่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาผลประโยชน์ของชาติ
นอกจากนี้ การที่เอกชนต้องการขายคืนสัมปทานสายสีน้ำเงิน, สายสีเหลือง, และสายสีชมพู เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารจริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และความสำคัญของการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจอนุมัติโครงการ
ดังนั้น การที่นายสุรเชษฐ์ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและถกเถียงกันถึงทางออกที่เหมาะสมก่อนอนุมัติเรื่องใหญ่ จึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน การมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง
จับตาดูการเคลื่อนไหวของรัฐบาลและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง
ที่มา – “สุรเชษฐ์” แนะจับตาดีลแสนล้านพรุ่งนี้ เปิดทางเจรจานายทุนใหญ่รถไฟฟ้า เลี่ยงพ.ร.บ.ร่วมทุน



