สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่าเรื่องหนึ่งกันนะครับ โดยเฉพาะประเด็นที่ หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60 แล้วชี้แจงชัดๆ ว่าการลงคะแนนโดยลับนั้นต้องลับจริงๆ แม้แต่ตรวจสอบย้อนหลังก็ไม่ได้ว่าใครเลือกใคร สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ? เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางดราม่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่หลายคนตั้งคำถาม มาดูกันว่ามันคืออะไรและทำไมถึงสำคัญขนาดนี้
หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง หรือที่เรารู้จักในนาม “หมอวาโย” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพเอกสารสุดฮอตจาก “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560” ที่ออกโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140-141 พร้อมแคปชั่นสุดแซ่บว่า “มันจบแล้วครับ กกต.” เย้ยเลยนะเนี่ย!
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าประเด็นนี้มาจากดราม่าบาร์โค้ด (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือบัตรสีชมพูนั่นแหละครับ หลายคนสงสัยว่ามันเอาไว้ทำอะไร และทำไมถึงถูกมองว่าทำให้การลงคะแนนไม่ลับ? หมอวาโยเลยหยิบเอกสารเจตนารมณ์ผู้ยกร่าง รธน. 60 มากางออกมาให้ดูชัดๆ
เจตนารมณ์ รธน. 60 กับคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ”
ในเอกสารระบุชัดเจนเลยครับว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิต้องกระทำในลักษณะที่ บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ ว่าลงคะแนนอย่างไรหรือให้ผู้สมัครคนใด “บุคคลอื่น” ในที่นี้หมายถึงทุกคนยกเว้นตัวผู้ลงคะแนนเอง รวมถึง กกต. ด้วยนะครับ! ไม่ใช่แค่ตอนลงคะแนนเท่านั้น แต่ต้องลับ “ตลอดไป” ตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้เลย
- ลับขณะลงคะแนน: ไม่มีใครเห็นว่าลงให้ใคร
- ลับหลังลงคะแนน: ไม่มีวิธีไหนสแกนหรือเช็คย้อนได้
- รวม กกต. ด้วย: เพราะ กกต. ก็เป็น “บุคคลอื่น” ตามเจตนารมณ์
- ตัวอย่างปัญหา: บาร์โค้ดบนบัตรที่เชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนน ทำให้รู้ได้ว่าใครลงใคร
หมอวาโยชี้ว่าการมีบาร์โค้ดที่สแกนแล้วรู้ได้ว่าผู้ลงคะแนนคนใดลงให้พรรคหรือรายชื่อไหน มันขัดกับ รธน. 60 ชัดๆ เลยครับ เพราะไม่ใช่การลงคะแนนโดยลับตามเจตนารมณ์ผู้ร่าง
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะหลักการลงคะแนนลับเป็นหัวใจของประชาธิปไตยเลยนะครับ มันป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การข่มขู่ หรือแรงกดดันจากนายทุนหรือผู้มีอำนาจ ถ้าการลงคะแนนไม่ลับจริง ประชาชนจะกล้าลงตามใจตัวเองได้ยังไง? ในต่างประเทศอย่างอเมริกาหรือยุโรป เขาก็ยึดหลักนี้เคร่งครัด บัตรเลือกตั้งต้องไม่เชื่อมโยงกับตัวบุคคลเด็ดขาด
ก่อนหน้านี้มีคนตีความคำว่า “ลับ” ต่างๆ นานา บ้างว่าลับแค่ไม่ให้คนอื่นเห็นตอนลง บ้างว่าหลังนับเสร็จก็เช็คได้ แต่หมอวาโยหยิบหลักฐานหนักแน่นจาก รธน. 2560 ที่เพิ่งร่างใหม่ๆ มาเมื่อไม่กี่ปีก่อน พยานบุคคลยังอยู่ครบ แถมเอกสารนี้บันทึกเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนสุดๆ
สำหรับปมบาร์โค้ดนี่ กกต. บอกว่าเอาไว้ตรวจนับและป้องกันการปลอมแปลง แต่ถ้ามัน track ได้ถึงเจ้าของบัตร มันก็กลายเป็นเครื่องมือสอดแนมเสียงประชาชนไปเลยนะครับ นี่คือเหตุผลที่หมอวาโยโพสต์ “มันจบแล้วครับ กกต.” เพราะหลักฐานชี้ชัดว่าขัดรัฐธรรมนูญ
เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าเลือกตั้งครั้งหน้าบัตรยังมีบาร์โค้ดแบบนี้ ประชาชนจะไว้ใจได้แค่ไหน? มันอาจนำไปสู่การทุจริตซ่อนรูปได้ง่ายๆ เลยนะ ในฐานะนักข่าวหรือนักเขียนบล็อกอย่างผม คิดว่าประชาชนต้องตื่นตัว เรียกร้องให้ กกต. ปรับระบบใหม่ เอารหัสที่เชื่อมโยงบุคคลออกไป ให้เป็นการลงคะแนนลับแท้ๆ ตาม หมอวาโย กางความมุ่งหมาย รธน. 60
สรุปแล้ว เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการเลือกตั้งไทยครับ มันย้ำว่ากฎหมายไม่ได้ตีความเอาเองได้ ต้องยึดเจตนารมณ์ผู้ร่าง หวังว่า กกต. จะรับฟังเสียงประชาชนและแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับประเด็นนี้? ติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลย!
ที่มา – “หมอวาโย” กางความมุ่งหมาย รธน. 60 ชี้ลงคะแนนโดยลับ ต้องตรวจสอบย้อนหลังไม่ได้ว่าเลือกใคร


