เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตามองสถานการณ์ทางเศรษฐกิจกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการผูกขาดทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราโดยตรง ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากฝั่งการเมือง เมื่อ “อัครเดช” วางกรอบพิจารณา พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า เน้นความเป็นธรรม ปิดช่องว่างกฎหมายสกัดผูกขาด เพื่อให้ตลาดไทยเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้
“อัครเดช” วางกรอบพิจารณา พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า เน้นความเป็นธรรม
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ออกมาเผยถึงแนวทางการทำงานที่เน้นหลักความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน โดยมองว่าการจะแก้ไขเศรษฐกิจให้ยั่งยืนนั้น กฎหมายต้องมีประสิทธิภาพและทันต่อเหตุการณ์ “อัครเดช” วางกรอบพิจารณา พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า เน้นความเป็นธรรม ปิดช่องว่างกฎหมายสกัดผูกขาด ครั้งนี้ จึงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การควบคุม แต่คือการสร้างกติกาที่โปร่งใส ซึ่งครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและบริษัทยักษ์ใหญ่ครับ
ทำไมต้องรื้อกฎหมายการแข่งขันทางการค้า?
ปัญหาเรื่องการควบรวมกิจการที่เราเห็นผ่านตาในอดีต โดยเฉพาะธุรกิจโทรคมนาคม กลายเป็นบทเรียนชิ้นสำคัญที่ทำให้คณะกรรมาธิการต้องกลับมาทบทวนว่า ช่องว่างของกฎหมายเดิมอยู่ตรงไหน สิ่งที่นายอัครเดชเน้นย้ำเสมอคือ:
- ต้องแยกให้ออกระหว่างข้อจำกัดของกฎหมายกับการบังคับใช้ที่ไม่เข้มแข็ง
- คุ้มครอง SMEs ไม่ให้ถูกรายใหญ่กดดันจนเกินไป
- ส่งเสริมให้รายเล็กและรายใหญ่สามารถแชร์องค์ความรู้หรือทรัพยากรกันได้
แนวคิดที่น่าสนใจคือ การทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยในระบบเศรษฐกิจสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม โดยรัฐจะเข้าไปอุดรอยรั่วที่ทำให้นายทุนใหญ่สามารถเอาเปรียบทางการค้าได้ง่ายเกินไป ซึ่งการกระทำนี้จะช่วยคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเราๆ ในระยะยาว ไม่ให้เกิดภาวะค่าครองชีพแพงจากอิทธิพลของการผูกขาดเจ้าเดียวในตลาด
ท้ายที่สุดแล้ว การ “อัครเดช” วางกรอบพิจารณา พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า เน้นความเป็นธรรม ปิดช่องว่างกฎหมายสกัดผูกขาด นี้เปรียบเสมือนก้าวสำคัญของการเมืองที่หันมาใส่ใจโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม หากกฎหมายนี้สำเร็จและประกาศใช้อย่างจริงจัง เราอาจได้เห็นตลาดไทยที่มีการแข่งขันเสรีมากขึ้น และนั่นเป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างเราที่จะมีตัวเลือกในการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้นครับ
ที่มา – “อัครเดช” วางกรอบพิจารณา พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า เน้นความเป็นธรรม ปิดช่องว่างกฎหมายสกัดผูกขาด

