สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่รุนแรงขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงและเสี่ยงขาดแคลน ส่งผลกระทบตรงถึงประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก ล่าสุด รัฐบาลไทยได้ออก เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน เพื่อควบคุมการกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและป้องกันวิกฤตขาดแคลน คำสั่งนี้ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการไม่ต้องลำบากใจในการหาน้ำมันใส่รถหรือใช้ในธุรกิจ
เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน
วันที่ 20 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2569 ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันประกาศ คำสั่งนี้กำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดจากสถานการณ์โลก
พื้นฐานของคำสั่งมาจากปัญหาความขัดแย้งที่ทำให้การผลิตและส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลง ราคาพุ่งสูง สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งไม่มีของขาย สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนที่ต้องเติมน้ำมันเพื่อไปทำงานหรือเดินทาง รวมถึงธุรกิจโลจิสติกส์และโรงงานที่ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบ รัฐบาลจึงอาศัย พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกมาตรการนี้
มาตรการหลักสำหรับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 (รายใหญ่)
ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 คือรายใหญ่ที่มีปริมาณค้าต่อปีเกิน 100,000 เมตริกตัน (ราว 120 ล้านลิตร) ต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อความมั่นคงพลังงาน มาตรการที่กำหนดไว้มีดังนี้
- ปฏิบัติตามคำสั่งนายกฯ ที่ 2/2569 เดิม
- ติดประกาศราคาน้ำมันให้ชัดเจนที่สถานประกอบการ และรายงานทุกครั้งที่ปรับราคาให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทราบ
- โรงกลั่นน้ำมันต้องรายงานปริมาณผลิต สต็อก และยอดขายรายลูกค้าทุก 18.00 น.
- ผู้ค้ารายใหญ่ที่ไม่ใช่โรงกลั่น รายงานยอดขายรายลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ซื้อเกิน 3,000 ลิตรต่อครั้ง ทุก 18.00 น.
- รายงานทางอีเมล [email protected] ตามฟอร์มที่กรมกำหนด
ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 (รายย่อย) ต้องทำอะไรบ้าง
ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 คือรายกลาง-ย่อย ค้าปีละ 30,000-100,000 เมตริกตัน (36-120 ล้านลิตร) หรือมีถังเก็บเกิน 200,000 ลิตร เช่น ปั๊มชุมชน ปั๊มหลอด ปั๊มหยอดเหรียญ คำสั่งให้ปฏิบัติตามมาตรการเดียวกับมาตรา 7 ในข้อ 2(2)(3)(4)(5) เพื่อให้การติดตามครอบคลุมทุกขนาด
ตัวอย่างผู้ค้ารายใหญ่ ม.7: PTT, Bangchak, PTG (PT Station), Shell, Caltex, SUSCO ซึ่งเป็นเครือข่ายปั๊มหลักทั่วประเทศ ส่วน ม.10 คือผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ซื้อจากรายใหญ่มาขายปลีก
ปลดล็อกรถบรรทุกน้ำมันวิ่งได้ 24 ชม.
ควบคู่กัน ราชกิจจาฯ ยังเผย ข้อบังคับหัวหน้าพนักงานจราจร ยกเว้นห้ามรถบรรทุกน้ำมันใน กทม. ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ จนถึง 30 เม.ย. 2569 เพื่อให้รถส่งน้ำมันวิ่งได้ทั่วถึง สนับสนุนให้สถานีบริการมีของขายเพียงพอ
หน่วยงานที่รับผิดชอบติดตาม: รองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ, รมว.ยุติธรรม, ปลัดมหาดไทย, ผบ.ตร., อธิบดี DSI, อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน มีอำนาจเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้และแต่งตั้งทีมตรวจสอบ
มาตรการนี้เป็นการตอบสนองที่รวดเร็วและเด็ดขาด ช่วยให้รัฐบาลตรวจสอบสต็อกและการกระจายน้ำมันแบบเรียลไทม์ ป้องกันการกักตุนหรือเก็งกำไร ในมุมประชาชน เราจะได้น้ำมันราคายุติธรรม ไม่ต้องต่อคิวเติมนานๆ ผู้ประกอบการก็วางแผนธุรกิจได้มั่นใจขึ้น หากสถานการณ์โลกยังตึงเครียด มาตรการนี้น่าจะช่วยให้ไทยรอดพ้นวิกฤตได้
ติดตามอัปเดตราคาน้ำมันและข่าวพลังงานล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!
ที่มา – เปิดคำสั่งนายกฯ ให้ “ผู้ค้าน้ำมัน ม.7 รายใหญ่ – ม.10 รายย่อย” รายงานยอด 6 โมงเย็นทุกวัน


