เป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุด เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025 ผ่านรายงานที่ส่งตรงถึงสภาคองเกรส ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงสิทธิมนุษยชนและสร้างคำถามมากมายเกี่ยวกับมาตรฐานการใช้กำลังทหารในพื้นที่ขัดแย้ง
สถานการณ์จริง: เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025
จากรายงานล่าสุดพบว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ เมื่อเทียบกับปี 2024 ที่มีผู้เสียชีวิตเพียง 2 คน โดยปฏิบัติการส่วนใหญ่ในปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นในประเทศเยเมน ภายใต้ภารกิจที่มุ่งเน้นการต่อต้านกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทั้งนี้ทางเพนตากอนยืนยันว่าการสูญเสียครั้งนี้เกิดจากการโจมตีทางอากาศ 3 ครั้งใหญ่ในช่วงเดือนเมษายน 2025
รายละเอียดปฏิบัติการและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
การประเมินจากข้อมูลข่าวกรองและภาพถ่ายทางอากาศระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเยเมน ได้แก่:
- การโจมตีใกล้กรุงซานา (6 เมษายน) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน
- การโจมตีใกล้ท่าเรือราสอีซา (17 เมษายน) มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 80 คน
- การโจมตีใกล้เมืองซาดา (28 เมษายน) มีผู้เสียชีวิต 68 คน
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่ายังมีเหตุการณ์อีกกว่า 15 กรณีที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้ยอดรวมความสูญเสียพุ่งสูงขึ้นไปอีกในอนาคต
ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่า เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025 หลายฝ่ายต่างตั้งคำถามถึงทิศทางของกระทรวงกลาโหมภายใต้การบริหารของ พีต เฮกเซธ ที่ประกาศเน้นย้ำถึง “ความสามารถในการสังหาร” มากขึ้น ประกอบกับการลดงบประมาณและบุคลากรในหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลการคุ้มครองพลเรือนลงอย่างเห็นได้ชัด การปรับลดเจ้าหน้าที่จาก 40 คนเหลือเพียง 9 คน ยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่ามาตรการป้องกันความสูญเสียในอนาคตจะอ่อนแอลงกว่าเดิม
ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญสำหรับประชาคมโลก ปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งหวังชัยชนะเชิงกลยุทธ์ไม่ควรแลกมาด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก และโปร่งใสในการตรวจสอบคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยกู้คืนความเชื่อมั่นจากนานาชาติ หากสหรัฐฯ ต้องการรักษาฐานะผู้นำโลกที่ให้ความสำคัญกับหลักสิทธิมนุษยชน การทบทวนมาตรการเหล่านี้อย่างจริงจังคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา – เพนตากอนเผย ปฏิบัติการทหารสหรัฐฯ คร่าชีวิตพลเรือน 153 คนในปี 2025


