การเลือกตั้งปี 2569 สร้างความฮือฮาอย่างมาก โดยเฉพาะผลในจังหวัดเชียงใหม่ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการเมืองไทย พรรคเพื่อไทยที่เคยครองพื้นที่อย่างเหนียวแน่น กลับต้องพบกับความพ่ายแพ้แบบยกจังหวัดทั้ง 10 เขต โดยพ่ายให้กับพรรคประชาชน 6 เขต และพรรคกล้าธรรม 4 เขต ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่ แล้วหรือ?
เชียงใหม่ถือเป็นฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยมานาน เพราะเป็นบ้านเกิดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเคยเป็นเมืองหลวงทางการเมืองของพรรคสีแดง แต่ครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป พรรคเพื่อไทยไม่ได้ที่นั่งสักเขตเดียว สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ภาคเหนือ
เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่: วิเคราะห์จากอาจารย์รัฐศาสตร์ มช.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกมาถอดรหัสสาเหตุของความพ่ายแพ้ครั้งนี้ อาจารย์ณัฐกรชี้ว่าปัญหาหลักอยู่ที่พรรคเพื่อไทยขาดจุดยืนที่ชัดเจน ไม่แน่ใจว่าจะสานต่อการเมืองแบบเก่าแบบพรรคกล้าธรรมที่เน้นฐานท้องถิ่น หรือจะปรับตัวไปสู่การเมืองใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์เหมือนพรรคประชาชน
การทำการเมืองแบบครึ่งๆ กลางๆ ทำให้เพื่อไทยกลายเป็นพรรคอันดับ 3 ในเชียงใหม่ สูญเสียความน่าเชื่อถือจากฐานแฟนคลับเดิม แม้จะพยายามยกเครื่องพรรค ส่งผู้สมัครโปรไฟล์ดีลงแข่ง แต่ก็ไม่เวิร์ค
สาเหตุหลักที่ทำให้เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่
นอกจากจุดยืนที่คลุมเครือ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจารย์ณัฐกรวิเคราะห์ไว้ ดังนี้
- ตัวผู้สมัครไม่ตอบโจทย์พื้นที่: แม้เพื่อไทยจะคัดผู้สมัครที่มีความรู้ แต่พรรคกล้าธรรมเลือกคนที่มีฐานเดิมในท้องถิ่น มีความพร้อมส่วนตัวสูงกว่า ทำให้เข้าถึงชาวบ้านได้ดี โดยเฉพาะในอำเภอห่างไกล
- ขาดผลงานที่จับต้องได้: ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลแบบผสมขั้ว เพื่อไทยไม่มีผลงานเด่นชัดเหมือนยุคทักษิณที่เคยสร้างความสำเร็จด้านเศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม ทำให้ไม่มีอะไรมาขายในการหาเสียง
- ภาพลักษณ์เสียหายจากตระบัดสัตย์: การข้ามขั้วจัดตั้งรัฐบาลทำให้สูญเสียความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในพื้นที่อย่างเชียงใหม่ที่ประชาชนเริ่มเปิดกว้างกับพรรคใหม่
- กลยุทธ์พรรคคู่แข่งเหนือกว่า: พรรคประชาชนเน้นอุดมการณ์ก้าวหน้า ดึงดูดคนรุ่นใหม่ ขณะที่พรรคกล้าธรรมโฟกัสพื้นที่เฉพาะเจาะจง เช่น เขต 6 (เชียงดาว เวียงแหง พร้าว), เขต 7 (ฝาง แม่อาย ไชยปราการ), เขต 9 (ดอยหล่อ จอมทอง), เขต 10 (อมก๋อย ดอยเต่า ฮอด แม่แจ่ม)
แม้แต่การส่ง ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หลานชายทักษิณ ลงหาเสียงหลายรอบ ก็ไม่สามารถดึงคะแนนกลับมาได้ สุดท้ายเขต 10 ที่นางสาวศรีโสภา โกฏคำลือ เจ้าของพื้นที่ ก็ยังแพ้ให้อดีต ส.ส. นายนรพล ตันติมนตรี จากพรรคกล้าธรรม
โอกาสกลับมาของพรรคเพื่อไทยหลังพ่ายยกเชียงใหม่
ผศ.ดร.ณัฐกร ยอมรับว่านาทีนี้ยากมากสำหรับเพื่อไทยที่จะกลับมาครองเชียงใหม่ เพราะผู้เลือกตั้งเปิดใจรับพรรคใหม่แล้ว การเมืองเชียงใหม่ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของพรรคใดพรรคหนึ่งอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม หากเพื่อไทยปรับจุดยืนให้ชัดเจน สร้างผลงานใหม่ และเลือกผู้สมัครที่เข้ากับท้องถิ่น ยังมีลุ้นในอนาคต
ปรากฏการณ์ เพื่อไทย สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่ นี้ สะท้อนเทรนด์การเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนจากระบบอุปถัมภ์สู่การเมือง基于อุดมการณ์และผลงานจริง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และพื้นที่ชนบทห่างไกล ต้องการตัวแทนที่ตอบโจทย์ปัญหาจริง ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงเก่าๆ
ในมุมมองของผู้เขียน ผลเลือกตั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้พรรคใหญ่ๆ ต้องปรับตัวด่วน มิเช่นนั้นจะเสียพื้นที่เพิ่มอีก หากคุณเป็นคนเชียงใหม่หรือสนใจการเมืองไทย คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรเพื่อกลับมา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ!
ที่มา – เลือกตั้ง 2569 อาจารย์รัฐศาสตร์ มช. ถอดสาเหตุ “เพื่อไทย” สิ้นมนต์ขลัง พ่ายยกเชียงใหม่





