ในยุคที่การลงทุนจากต่างชาติกำลังทะลักเข้าประเทศไทยแบบไม่หยุดหย่อน รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ “เอกนิติ” ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานยักษ์ ปั้นแผน “พลังงานสะอาด” รับมือทุนโลกทะลัก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับบิ๊กโปรเจกต์ด้านพลังงานที่กำลังจะตามมาแบบถล่มทลาย
“เอกนิติ” ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานยักษ์ ปั้นแผน “พลังงานสะอาด” รับมือทุนโลกทะลัก
วันที่ 23 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมด่วนร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อบูรณาการนโยบายและวางแผนงานสำคัญ โดยมุ่งเป้าหมายหลักคือการเตรียมระบบพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายในกลุ่ม New S-Curve ที่ไทยกำลังเร่งดึงดูดการลงทุน เช่น ชิปเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมชีวภาพ
ทำไม “พลังงานสะอาด” ถึงเป็นหัวใจสำคัญในการดึงดูดทุนโลก
นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าปัจจัยพลังงานไม่ได้เป็นแค่เรื่องปริมาณไฟฟ้าอีกต่อไป แต่กลายเป็น “หัวใจสำคัญ” ในการตัดสินใจลงทุนของบริษัทชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะเหล่านักลงทุนที่มีนโยบายความยั่งยืน (ESG) เข้มงวด พวกเขาต้องการไฟฟ้าที่เสถียรภาพสูง และสัดส่วนพลังงานสะอาดที่ชัดเจน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero หรือความเป็นกลางทางคาร์บอนของตัวเอง หากไทยขาดแคลนด้านนี้ ทุนใหญ่ๆ จากสหรัฐฯ ยุโรป จีน หรือญี่ปุ่น ก็อาจหันไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแทน
ที่ประชุมได้วิเคราะห์ภาพรวมการบริหารจัดการไฟฟ้าอย่างละเอียด ทั้งกำลังการผลิต การส่งไฟฟ้า การจำหน่าย และแนวโน้มความต้องการที่พุ่งสูงจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะใน EEC (Eastern Economic Corridor) ที่กำลังกลายเป็นฮับอุตสาหกรรมไฮเทค จากข้อมูล สศช. คาดว่าความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นกว่า 20% ใน 5 ปีข้างหน้า หากไม่เร่งปั้นแผนพลังงานสะอาด ไทยอาจพลาดโอกาสทองในการเป็นฐานผลิตระดับภูมิภาค
- หน่วยงานที่ร่วมผนึกกำลัง: กระทรวงการคลัง, กระทรวงพลังงาน, สศช., และ BOI
- เป้าหมายหลัก: ไฟฟ้าเสถียร + พลังงานสะอาดเกิน 50% ภายในปี 2030
- อุตสาหกรรมเป้าหมาย: EV Battery, Data Center, Semiconductor
การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประชุมธรรมดา แต่เป็นการประสานงานเชิงรุกระหว่างหน่วยงานเศรษฐกิจและพลังงาน เพื่อขจัดอุปสรรคโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขยายโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โซลาร์ ลม และไฮโดรเจนเขียว รวมถึงปรับปรุงグリッドไฟฟ้าให้รองรับการผลิตขนาดใหญ่ การมีแผนชัดเจนแบบนี้ จะช่วยยืนยันความพร้อมของไทยในการแข่งขันกับเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโอกาสในอนาคต
หากแผน “พลังงานสะอาด” สำเร็จ ไทยจะสามารถดึงดูด FDI (Foreign Direct Investment) ได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะจากทุนเทคยักษ์อย่าง Google, Microsoft ที่ต้องการ data center ขนาดใหญ่แต่ต้องใช้ไฟสะอาด นอกจากนี้ ยังช่วยลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิล ลดต้นทุนไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม และสร้างงานใหม่นับแสนตำแหน่งในสายงานพลังงานหมุนเวียน
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลงทุนด้านพลังงานสะอาดไม่ใช่แค่ตอบโจทย์นักลงทุน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืนของชาติ ไทยมีศักยภาพสูงจากแสงแดด ลม และที่ดินราคาถูก หากรัฐบาลเร่งอนุมัติโครงการเร็วขึ้น ประกอบกับ incentives จาก BOI เช่น ยกเว้นภาษีนำเข้าเทคโนโลยีสะอาด จะทำให้ไทยกลายเป็นผู้นำอาเซียนด้านนี้ได้ไม่ยาก
สุดท้ายนี้ การเคลื่อนไหวของ “เอกนิติ” ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานยักษ์ ปั้นแผน “พลังงานสะอาด” รับมือทุนโลกทะลัก ถือเป็นสัญญาณบวกที่นักลงทุนรอคอย หากคุณเป็นนักธุรกิจหรือนักลงทุน สนใจติดตามพัฒนาการล่าสุดและโอกาสลงทุนในไทยได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ!
ที่มา – “เอกนิติ” ผนึกกำลัง 3 หน่วยงานยักษ์ ปั้นแผน “พลังงานสะอาด” รับมือทุนโลกทะลัก


