โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ

โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังวางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่น หรือมีเพื่อนฝูงอยู่ที่นั่นคงต้องคอยติดตามข่าวคราวกันเป็นพิเศษครับ เพราะล่าสุดสถานการณ์อากาศร้อนในญี่ปุ่นน่าเป็นห่วงมากจริงๆ โดยเฉพาะข่าวที่ว่า โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เตือนภัยพวกเราทุกคนได้เป็นอย่างดีครับ

สถานการณ์วิกฤต: โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี

จากการรายงานล่าสุด พบว่ากรุงโตเกียวเผชิญกับคลื่นความร้อนระลอกใหญ่ ส่งผลให้มีผู้ป่วยจากโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heatstroke) ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลมากถึง 453 คนในวันเดียว ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติในปี 2553 หรือในรอบกว่า 15 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพอากาศในช่วงนี้อันตรายเพียงใดครับ

ทำไมต้องระวังตัวเป็นพิเศษ?

การที่ โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยครับ เพราะอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาคของญี่ปุ่น ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยดังเช่นที่มีรายงานผู้เสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย

ข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย:

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอตลอดทั้งวัน อย่ารอให้หิวน้ำแล้วค่อยดื่มครับ
  • หลีกเลี่ยงการออกไปอยู่กลางแจ้งในช่วงที่แดดจัดที่สุดของวัน
  • เปิดเครื่องปรับอากาศหรือใช้พัดลมเพื่อลดอุณหภูมิในห้องพักอยู่เสมอ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าโปร่งสบาย ระบายอากาศได้ดี
  • หากรู้สึกเวียนหัวหรือคลื่นไส้ ให้รีบหลบเข้าที่ร่มและหาทางทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงทันที

สถานการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ให้เราไม่ประมาทกับหน้าร้อน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หากอุณหภูมิสูงเกินมาตรฐาน การดูแลตัวเองให้ดีที่สุดคือวิธีป้องกันโรคลมแดดที่ได้ผลดีที่สุดครับ ใครที่กำลังเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงนี้ ขอให้รักษาตัวและวางแผนการเดินทางให้ดี อย่าลืมพกอุปกรณ์กันแดดติดตัวไว้ตลอดเวลาด้วยนะครับ

ที่มา – โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: