โอมานเผย อิหร่านยอม 'ไม่กักตุนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ' ชี้จุดเปลี่ยนเจรจาสหรัฐฯ

โอมานเผย อิหร่านยอมไม่กักตุนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ

โอมานเผย อิหร่านยอมไม่กักตุนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเจรจานิวเคลียร์กับสหรัฐฯ

ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน นายซัยยิด บัดร์ บิน ฮาหมัด บิน ฮามูด อัลบูไซดี ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางสำคัญในการเจรจาระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS News โดยระบุว่า อิหร่านยอมไม่กักตุนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งเป็นความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

อิหร่านยอมไม่กักตุนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ จุดเปลี่ยนของการเจรจา

รัฐมนตรีโอมานอธิบายว่า ข้อตกลงนี้ครอบคลุมถึง “การไม่สะสม ไม่กักตุน และการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ” โดยเฉพาะประเด็นการกักตุนยูเรเนียมที่ระดับศูนย์ ซึ่งทำให้ประเด็นระดับการเสริมสมรรถนะลดความสำคัญลงอย่างมาก นี่คือสัญญาณบวกที่ช่วยรับประกันว่าอิหร่านจะไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ในอนาคต และตอนนี้ข้อตกลงขั้นสุดท้ายอยู่ใกล้แค่เอื้อม

ก่อนหน้านี้ การเจรจาในช่วงโค้งสุดท้ายเต็มไปด้วยความตึงเครียด อิหร่านเคยเตือนสหรัฐฯ ให้ยกเลิกข้อเรียกร้องที่เกินกว่าเหตุ หากต้องการเห็นข้อตกลงเกิดขึ้นจริง ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการให้อิหร่านมีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมแม้แต่เพื่อวัตถุประสงค์พลเรือน

บทบาทสำคัญของโอมานในการเป็นคนกลาง

โอมานมีประวัติยาวนานในการเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก โดยเฉพาะตั้งแต่ข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2015 ที่อิหร่านตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวในปี 2018 ส่งผลให้อิหร่านกลับมาเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัด ทำให้เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน โอมานกลับมาเป็นตัวกลางอีกครั้ง โดยช่วยประสานการสนทนาทั้งแบบโดยตรงและทางอ้อม ช่วยลดช่องว่างระหว่างสองฝ่าย ล่าสุด การยอมรับของอิหร่านในประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การฟื้นฟูข้อตกลงใหม่

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

หากข้อตกลงสำเร็จ อิหร่านยอมไม่กักตุนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ป้องกันการแข่งขันทางอาวุธในตะวันออกกลาง และเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาเรื่องอื่นๆ เช่น สงครามตัวแทนในเยเมนหรือซีเรีย นอกจากนี้ ยังช่วยให้เศรษฐกิจอิหร่านฟื้นตัวจากการคว่ำบาตร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

  • ป้องกันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์: การตรวจสอบ IAEA เต็มรูปแบบจะยืนยันได้ว่าอิหร่านไม่มีโครงการลับ
  • ลดความตึงเครียดกับอิสราเอล: อิสราเอลซึ่งมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลัก อาจผ่อนคลายท่าที
  • เสริมสร้างเสถียรภาพพลังงาน: ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งอิหร่านควบคุม จะปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • เปิดทางเศรษฐกิจ: สหรัฐฯ อาจผ่อนคลาย санкции ช่วยให้อิหร่านส่งออกน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น ความไม่ไว้วางใจระหว่างฝ่าย และแรงกดดันจากรัฐบาลใหม่ในอิหร่านหรือการเลือกตั้งสหรัฐฯ

จุดยืนของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีทรัมป์

ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำเสมอว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้อิหร่านมีโครงการเสริมสมรรถนะใดๆ นโยบาย “แรงกดดันสูงสุด” ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2018 ได้ผลในการบังคับให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจา แต่ทรัมป์ก็เปิดช่องสำหรับข้อตกลงที่ดีกว่า JCPOA เดิม

นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จนี้เป็นชัยชนะทางการทูตของโอมานและสหรัฐฯ ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้า geopolitics ในตะวันออกกลาง

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อตกลงนี้อาจเป็นก้าวสำคัญสู่สันติภาพยั่งยืน หากทั้งสองฝ่ายรักษาสัญญา คุณคิดอย่างไรกับพัฒนาการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารสำคัญ!

ที่มา – โอมานเผย อิหร่านยอม “ไม่กักตุนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ” ชี้จุดเปลี่ยนเจรจาสหรัฐฯ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: