กกต.มีมติเสียงข้างมาก ชี้ ยงยุทธ พิริยสถิต เข้าข่ายซื้อเสียง จากกรณีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เปิดเผยมติที่ประชุมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการให้เงินเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตามกฎหมาย และการเพิกถอนสิทธิหรือจัดการเลือกตั้งใหม่จะต้องรอคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้อง
กรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับนายยงยุทธ พิริยสถิต ผู้สมัครนายกเทศมนตรีตำบลเกาะพะงัน หมายเลข 1 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้เงินจำนวน 500 บาทแก่บุคคลหนึ่ง พร้อมกล่าวถ้อยคำในลักษณะขอให้ช่วยสนับสนุนและบอกต่อญาติพี่น้องให้เลือกหมายเลข 1 ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผู้รับเงินไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ แต่ กกต.เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ทำให้การกระทำพ้นจากข่ายความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น
กกต.มีมติเสียงข้างมาก ชี้ ยงยุทธ พิริยสถิต เข้าข่ายซื้อเสียง
กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้ทรัพย์สินหรือเงินเพื่อจูงใจทางการเมืองอาจเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมอบให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงเท่านั้น หากผู้ให้ย่อมเล็งเห็นได้ว่าเงินหรือประโยชน์ที่มอบอาจถูกนำไปส่งต่อ หรือใช้เพื่อโน้มน้าวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บุคคลที่มอบเงินก็อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายได้
กฎหมายที่เกี่ยวข้องคือมาตรา 65 (1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2569 โดยบทบัญญัตินี้ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครรายอื่น
กกต.มีมติเสียงข้างมาก ชี้ ยงยุทธ พิริยสถิต เข้าข่ายซื้อเสียงอย่างไร
กกต. อธิบายว่า คำว่า “ผู้ใด” ในมาตรา 65 (1) มีความหมายครอบคลุมบุคคลทั่วไป ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้น ผู้รับเงินจึงไม่จำเป็นต้องมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งของพื้นที่ การพิจารณาจะมุ่งดูพฤติการณ์โดยรวม เจตนา และความเป็นไปได้ว่าเงินหรือทรัพย์สินนั้นอาจถูกนำไปใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่
ในมุมของ กกต. การมอบเงิน 500 บาทพร้อมข้อความขอคะแนนเสียง อาจสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพย์สินกับการสนับสนุนผู้สมัคร แม้ผู้รับเงินจะไม่มีสิทธิลงคะแนนในเขตเลือกตั้งก็ตาม ประเด็นนี้จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ที่ประชุม กกต. มีมติเสียงข้างมากให้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
แนวทางดำเนินการหลังมติ กกต.
มติของ กกต. ในกรณีนี้มีแนวทางหลัก 3 ประการ ซึ่งแต่ละขั้นตอนยังต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด โดยมีรายละเอียดดังนี้
- ยื่นคำร้องต่อศาล: กกต. จะยื่นศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค เพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ รวมถึงขอให้จัดการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลเกาะพะงันใหม่
- รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง: หากศาลมีคำสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ นายยงยุทธอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่เป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่ง ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายระบุไว้
- ดำเนินคดีอาญา: กกต. เห็นควรร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามมาตรา 65 (1) ประกอบมาตรา 126 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรแยกให้ออกระหว่าง “มติของ กกต.” กับ “คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล” เพราะมติ กกต. เป็นขั้นตอนสำคัญในการรวบรวมและส่งต่อเรื่องตามกระบวนการ แต่ยังไม่ใช่คำตัดสินขั้นสุดท้ายว่าบุคคลใดมีความผิดหรือจะถูกเพิกถอนสิทธิแน่นอน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการเลือกตั้งเกาะพะงัน
หากศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งตามคำร้องของ กกต. การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลเกาะพะงันอาจต้องจัดขึ้นใหม่ การเลือกตั้งครั้งใหม่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องติดตามประกาศ วันเลือกตั้ง ผู้สมัคร และกติกาที่หน่วยงานกำหนดอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ผู้สมัครทุกคนควรระมัดระวังการสื่อสารและการมอบสิ่งของหรือเงินระหว่างหาเสียง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อสงสัยหรือถูกร้องเรียน
กรณีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้สมัครทางการเมืองท้องถิ่น เพราะการหาเสียงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าผู้รับผลประโยชน์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ แต่ยังต้องพิจารณาถึงเจตนา พฤติการณ์ และผลที่อาจเกิดขึ้นต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วย การมอบเงินหรือทรัพย์สินในช่วงเลือกตั้งจึงควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและสอดคล้องกับกฎหมายทุกขั้นตอน
สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารจาก กกต. และคำสั่งศาลจะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน ไม่ควรสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดเด็ดขาดก่อนกระบวนการยุติธรรมสิ้นสุด ขณะเดียวกัน หากพบเห็นพฤติการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง ควรรวบรวมข้อมูลอย่างระมัดระวังและแจ้งต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้มีการตรวจสอบตามหลักฐาน
สรุป: กกต.มีมติเสียงข้างมาก ชี้ ยงยุทธ พิริยสถิต เข้าข่ายซื้อเสียง และเตรียมดำเนินการทั้งการยื่นศาล ขอให้รับผิดค่าใช้จ่ายเลือกตั้งใหม่ และร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญา แต่ผลสุดท้ายยังต้องเป็นไปตามการพิจารณาของศาล ผู้ติดตามข่าวควรยึดข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและรอความชัดเจนตามกระบวนการกฎหมาย
ติดตามความคืบหน้าจากประกาศอย่างเป็นทางการของ กกต. และคำสั่งศาล เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลเกาะพะงันอย่างถูกต้อง
ที่มา – กกต.มีมติเสียงข้างมาก ชี้ “ยงยุทธ พิริยสถิต” ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเกาะพะงัน เข้าข่ายซื้อเสียง


