เชื่อว่าหลายคนคงกำลังจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดว่าทิศทางเศรษฐกิจบ้านเราในปีนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อล่าสุดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ได้ออกมาประกาศข่าวดีด้วยการกกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้ามาช่วยกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี ถือเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความท้าทายระดับโลกครับ
กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”
การปรับเป้าหมายในครั้งนี้ถือเป็นการขยับตัวที่น่าสนใจ โดยทางคุณผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยได้ชี้แจงว่า นอกจากผลพวงจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ตัวเลขการส่งออกในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยผลักดันให้ตัวเลขภาพรวมขยายตัวได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะดูดีขึ้น แต่เอกชนยังคงเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบ K-shaped ที่อาจทำให้การเติบโตไม่กระจายตัวเท่าที่ควร
เจาะลึกความท้าทาย: เมื่อ กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังพอไหม?
แม่ว่าจะมีแรงหนุนจากโครงการภาครัฐ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสี่ยงด้านพลังงานโลกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ เอกชนไทยตอนนี้ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางและหันไปหาแหล่งพลังงานที่มั่นคงกว่าเดิม นี่คือบทสรุปสิ่งที่ภาคเอกชนกำลังเร่งดำเนินการ:
- เร่งบริหารความเสี่ยงด้านการจัดหาวัตถุดิบและพลังงาน
- สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและส่งเสริมแผนพัฒนาไฟฟ้า PDP2026
- ปรับโครงสร้างการส่งออกให้สามารถลงลึกถึงภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
- ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อสร้างจ้างงานคนไทย
สถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา ทั้งเรื่องเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงมีความผันผวนสูง ในมุมมองของผม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การเติบโตของตัวเลขจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ธุรกิจ SME และแรงงานในประเทศสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ การเร่งปฏิรูปกฎระเบียบต่างๆ และการนำเทคโนโลยีอย่าง AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในระดับฐานราก จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและทั่วถึงมากกว่าแค่หวังพึ่งมาตรการกระตุ้นเพียงครั้งคราวครับ
ที่มา – กกร. ปรับเป้าเศรษฐกิจไทยโต 1.6-2.0% อานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”







