สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ล่าสุด รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ด้วยการที่ ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพอย่างเร่งด่วน
ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้อนุมัติชุดงบประมาณพิเศษมูลค่ามหาศาลกว่า 3.1 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 6.9 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาเสถียรภาพทางพลังงานและการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน
กลยุทธ์การจัดงบประมาณและมาตรการช่วยเหลือ
การดำเนินการของรัฐบาลญี่ปุ่นในครั้งนี้ เน้นความโปร่งใสและไม่ให้กระทบต่อตลาดการเงินมากจนเกินไป โดยรายละเอียดสำคัญประกอบด้วย:
- จัดตั้งกองทุนสำรองพิเศษมูลค่า 2.5 ล้านล้านเยน เพื่ออุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าโภคภัณฑ์
- ยกเลิกวงเงินกู้เดิมของปีก่อนหน้า เพื่อไม่ให้ปริมาณพันธบัตรที่ออกสู่ตลาดโดยรวมเพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงต่อตลาดพันธบัตร
- พิจารณามาตรการลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารและเครื่องดื่มลงเหลือ 1% ในอนาคตเพื่อช่วยค่าครองชีพ
นางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความมั่นใจแก่ประชาชนและนักลงทุนว่า การที่ ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง ในคราวนี้ จะไม่ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เนื่องจากมีการบริหารจัดการโควตาการกู้ยืมอย่างรัดกุมและเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การดำเนินนโยบายดังกล่าวถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการใช้กลไกการคลังเข้าช่วยประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต ซึ่งเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาวได้ดีเพียงใด และจะกลายเป็นโมเดลให้ประเทศอื่นนำไปปรับใช้หรือไม่
ที่มา – ครม.ญี่ปุ่น ไฟเขียวอัดงบพิเศษ 3.1 ล้านล้านเยน รับมือพิษสงครามตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง


