สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ หลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลที่ส่งผลให้ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเสียชีวิต พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายราย ล่าสุด “ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ จากคำให้สัมภาษณ์ของฟาราห์ ปาห์ลาวี หรือที่รู้จักในนามพระราชินีหม้ายของโมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน กับสำนักข่าวเอเอฟพี ซึ่งเป็นมุมมองที่อาจเปลี่ยนมุมมองของหลายคนต่ออนาคตของอิหร่าน
“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ
ฟาราห์ ปาห์ลาวี วัย 87 ปี ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงปารีสตั้งแต่การปฏิวัติอิหร่านปี 1979 เปิดเผยว่า แม้การเสียชีวิตของคาเมเนอีจะเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าระบอบสาธารณรัฐอิสลามจะพังทลายลงทันที เธอเน้นย้ำว่า การสิ้นสุดของบุคคลสำคัญเพียงคนเดียว ไม่ได้ทำให้โครงสร้างอำนาจทั้งระบบล้มครืนโดยอัตโนมัติ
พระองค์เรียกร้องให้ประชาคมโลกเคารพต่ออธิปไตยของอิหร่าน และสนับสนุนประชาชนอิหร่านให้กำหนดอนาคตของตนเอง โดยปัจจัยหลักคือความสามารถของประชาชนในการรวมตัวกัน สร้างการเปลี่ยนผ่านที่สันติ ระเบียบ และอยู่ภายใต้นิติธรรม
“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ทางออกอนาคตอิหร่านผ่านประชาชน
นอกจากนี้ ฟาราห์ ปาห์ลาวียังกล่าวถึงบุตรชาย เรซา ปาห์ลาวี วัย 65 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกทางการเมืองหากระบอบปัจจุบันล่มสลาย เขากำลังเตรียมแผนสำหรับกระบวนการเปลี่ยนผ่าน โดยล่าสุดโพสต์ข้อความในแพลตฟอร์ม X เรียกร้องให้ชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ในอิหร่านร่วมมือกัน สร้างเอกภาพชาติ โดยไม่ใช้ความขัดแย้งเป็นโอกาสแยกดินแดน
เรซา ปาห์ลาวีได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกระแสประท้วงทั่วอิหร่านในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งผู้ประท้วงหลายคนตะโกนชื่อสนับสนุนเขา สะท้อนถึงความหวังในตัวบุคคลจากราชวงศ์ปาห์ลาวี
ฟาราห์ ปาห์ลาวียังเรียกร้องให้โลกสนับสนุนสิทธิพื้นฐานของชาวอิหร่าน เช่น สิทธิเลือกผู้นำ การแสดงความคิดเห็นเสรี และชีวิตที่มีศักดิ์ศรีกับความมั่งคั่ง โดยเน้นว่าการสนับสนุนควรมุ่งไปที่ประชาชน ไม่ใช่เกมภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมขอให้ทางการอิหร่านยับยั้งชั่งใจ หลีกเลี่ยงการนองเลือด
ประวัติศาสตร์อิหร่าน: จากราชวงศ์ปาห์ลาวีสู่ระบอบอิสลาม
เพื่อเข้าใจบริบท ต้องย้อนดูประวัติศาสตร์ ราชวงศ์ปาห์ลาวีปกครองอิหร่านตั้งแต่ปี 1925 โดยโมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ชาห์องค์สุดท้าย ดำเนินนโยบาย现代化 ทำให้อิหร่านเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ถูกวิจารณ์เรื่องการกดขี่ทางการเมือง สิ้นสุดลงด้วยการปฏิวัติอิสลามปี 1979 นำโดยอยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคเมนี นำไปสู่การสถาปนาสาธารณรัฐอิสลาม
ตั้งแต่นั้น ผู้นำสูงสุดอย่างคาเมเนอี (ต่อจากโคเมนีปี 1989) ถืออำนาจสูงสุดเหนือประธานาธิบดีและรัฐสภา ระบอบนี้เผชิญวิกฤตภายในหลายครั้ง โดยเฉพาะประท้วงใหญ่ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งถูกปราบปรามรุนแรง สำนักข่าว HRANA รายงานผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 คน และถูกจับกว่า 53,000 คน ตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น
- สาเหตุประท้วง: เศรษฐกิจย่ำแย่จาก санкции, การกดขี่สิทธิสตรีและเสรีภาพ
- บทบาทโซเชียลมีเดีย: ช่วยขยายกระแสต่อต้านระบอบ
- กระแสราชวงศ์เก่า: ชื่อปาห์ลาวีถูกหยิบยกเป็นสัญลักษณ์อิสรภาพ
ฟาราห์ ปาห์ลาวีเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่ากระแสประท้วง “ไม่มีวันย้อนกลับ” และชัยชนะของประชาชนจะนำสันติภาพมาสู่โลก
วิเคราะห์: ระบอบอิสลามจะล่มสลายหรือไม่?
แม้คาเมเนอีจะจากไป แต่โครงสร้างอิสลามยังแข็งแกร่ง มีสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญคัดเลือกผู้นำใหม่ได้ รัฐบาลมีกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ทรงพลัง ทว่าแรงกดดันภายในจากประท้วงและภายนอกจาก санкцииอาจเร่งการเปลี่ยนแปลง
“ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นโอกาสให้ประชาชนลุกขึ้นกำหนดชะตากรรม นี่คือ insight สำคัญที่นักวิเคราะห์ควรพิจารณา
ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์อิหร่านเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากประชาคมโลกสนับสนุนประชาชนอย่างแท้จริง อาจนำไปสู่ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน คุณคิดว่าอนาคตอิหร่านจะเป็นอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารตะวันออกกลางแบบอัปเดต!
ที่มา – “ควีน ปาห์ลาวี” ชี้ การเสียชีวิตของคาเมเนอีไม่ทำให้ระบอบอิสลามล่มสลายโดยอัตโนมัติ


