ประเด็นการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ยังคงเป็นเรื่องที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีมติส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องบางส่วน ขณะที่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าการดำเนินการดังกล่าวครอบคลุมผู้มีบทบาทสำคัญมากน้อยเพียงใด ในเวทีเสวนาเรื่องการทุจริตเลือก สว. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. และนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ได้แสดงความเห็นต่อทิศทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระ
นันทนา ชี้ฟ้อง 26 สว. ไม่เปลี่ยนอะไร พิชายอัด กกต.
น.ส.นันทนา ระบุว่า การที่ กกต. ดำเนินคดีกับ สว. เพียงบางส่วน โดยเฉพาะตัวเลข 26 คน ไม่ได้ทำให้สมการทางการเมืองในวุฒิสภาเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเสียงส่วนใหญ่ยังคงมีจำนวนมากพอที่จะเดินหน้าลงมติในเรื่องสำคัญได้ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกองค์กรอิสระ การพิจารณากฎหมาย หรือการทำงานในคณะกรรมาธิการต่าง ๆ
เธอมองว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่จำนวนผู้ถูกฟ้อง แต่ควรตรวจสอบให้เห็นภาพรวมของกระบวนการ หากมีข้อสงสัยว่าการเลือก สว. เกิดขึ้นเป็นเครือข่ายหรือมีการประสานงานกัน การตรวจสอบก็ควรเดินหน้าไปถึงผู้มีอำนาจสั่งการหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่หยุดอยู่ที่ผู้สมัครหรือผู้ปฏิบัติการระดับล่างเท่านั้น
มุมมองของนันทนา ชี้ฟ้อง 26 สว. ไม่เปลี่ยนอะไร
น.ส.นันทนา ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการรวมตัวในห้องจูปีเตอร์ โดยยืนยันว่าเป็นการรวมตัวที่เปิดเผย มีการเชิญสื่อมวลชนและ กกต. เข้าร่วมรับรู้ ไม่ใช่การนัดหมายลับเพื่อจัดทำโพยหรือวางแผนฮั้วคะแนน เธอเห็นว่าการหยิบเรื่องดังกล่าวมาโจมตีอาจเป็นการตอบโต้ทางการเมือง หลังจากเธออภิปรายคัดค้านการใช้อำนาจของเสียงข้างมากในวุฒิสภา
นอกจากนี้ น.ส.นันทนา ตั้งข้อสังเกตว่าผู้ดำรงตำแหน่งในสภาบางส่วนถูกกล่าวหาว่าได้มาโดยไม่สุจริต แต่ยังมีบทบาทในการเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ เช่น กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ เธอจึงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความเสี่ยงต่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน แม้ข้อกล่าวหาทั้งหมดยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามกฎหมาย
สำหรับผลการพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. ที่มีการลดจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีลงจากเดิม น.ส.นันทนามองว่า สังคมยังคงคับข้องใจ เพราะยังไม่เห็นการตรวจสอบไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูงหรือผู้บงการที่แท้จริง เธอเชื่อว่าการตรวจสอบควรเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามได้ว่าคดีมีพยานหลักฐานอย่างไร และเหตุใดบุคคลบางกลุ่มจึงไม่ถูกดำเนินคดี
พิชายมองการฟ้องคดีและความชอบธรรมทางการเมือง
นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนข้อจำกัดของระบบการได้มาซึ่ง สว. และการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา โดยมองว่าการจำกัดสิทธิของประชาชนและการเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองจัดตั้งผู้สมัคร อาจทำให้ผู้ที่มีเครือข่ายเข้มแข็งสามารถควบคุมผลลัพธ์ทางการเมืองได้ง่ายขึ้น
นายพิชายเปรียบเทียบการดำเนินคดีครั้งนี้ว่าเป็นการฟ้องผู้มีบทบาทระดับเล็ก แต่ยังไม่เห็นการไปถึงผู้มีอำนาจระดับใหญ่ หรือที่หลายคนเรียกว่า “ฟ้องมดแต่ไม่ฟ้องช้าง” เขาตั้งคำถามว่าหากการเลือก สว. มีลักษณะเป็นขบวนการ เหตุใดการตรวจสอบจึงไม่ดำเนินไปตลอดทั้งสาย ตั้งแต่ผู้สมัคร ผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุน ไปจนถึงผู้ที่อาจได้รับประโยชน์ทางการเมือง
ในมุมของนายพิชาย ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ กกต. และองค์กรอิสระอยู่ในระดับต่ำมาก เมื่อประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมเลือกดำเนินการเฉพาะบางกลุ่ม ความสงสัยก็จะขยายตัว และอาจกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองในระยะยาว เขามองว่าความชอบธรรมของรัฐบาลและกลุ่มอำนาจไม่ได้เกิดจากการมีเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมาพร้อมความโปร่งใสและการยอมรับจากสังคมด้วย
เหตุใดการฟ้อง 26 สว. จึงยังไม่เปลี่ยนดุลอำนาจ
เหตุผลสำคัญคือจำนวน สว. ที่ยังคงอยู่ในสภายังมากพอที่จะรักษาดุลเสียงข้างมากได้ การฟ้องคดีบางส่วนจึงอาจไม่กระทบต่อการลงมติในประเด็นหลัก ขณะเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายจนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สังคมจึงควรติดตามทั้งกระบวนการสอบสวนและการพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ ไม่ควรตัดสินบุคคลจากกระแสข่าวเพียงด้านเดียว
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบโดยประชาชน สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมยังมีความสำคัญ เพราะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงข้อมูลอย่างโปร่งใส น.ส.นันทนาเสนอแนวทางรับมือปัญหาไว้หลายด้าน ได้แก่ การเปิดโปงข้อมูลของเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง การใช้ช่องทางศาลเพื่อขอความเป็นธรรม การตรวจสอบการทุจริตในทุกระดับ และการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
ประเด็นนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำถามว่าใครจะถูกฟ้องหรือใครจะพ้นจากข้อกล่าวหา แต่ยังเกี่ยวข้องกับอนาคตของระบบเลือกตั้ง ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และสิทธิของประชาชนในการกำหนดทิศทางประเทศ หากหน่วยงานรัฐสามารถเปิดเผยเหตุผล พยานหลักฐาน และขั้นตอนการทำงานได้อย่างชัดเจน ความไว้วางใจก็มีโอกาสฟื้นกลับมาได้
สรุปแล้ว นันทนา ชี้ฟ้อง 26 สว. ไม่เปลี่ยนอะไร เพราะโครงสร้างเสียงข้างมากในสภายังคงอยู่ ขณะที่พิชายเรียกร้องให้ตรวจสอบไปถึงผู้มีอำนาจเบื้องหลัง ไม่ใช่หยุดที่ผู้เกี่ยวข้องระดับล่างเท่านั้น สำหรับประชาชน สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือศึกษาข้อมูลจากหลายแหล่ง ติดตามกระบวนการตามกฎหมาย และใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพราะความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของสังคมคือแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยตรวจสอบได้มากขึ้น
ที่มา – “นันทนา” ซัดฟันแค่ 26 สว. ไม่ทำให้อะไรเปลี่ยน “พิชาย” อัด กกต. ฟ้องแต่มด ไม่ฟ้องช้าง




