พิชชารัตน์หนุนกฎหมายคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว พร้อมย้ำว่า บ้านควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้ถูกกระทำต้องเผชิญความกลัว ความกดดัน หรือความรุนแรงโดยลำพัง ประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อผู้ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเด็ก สมาชิกในครอบครัว ชุมชน และภาพรวมของสังคมในระยะยาว
วันที่ 18 กันยายน 2569 น.ส.พิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงการอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 กันยายน ซึ่งมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. …. โดยเธอเน้นย้ำว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาความรุนแรง และอาจเชื่อมโยงกับการสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวไทยในอนาคต
พิชชารัตน์หนุนกฎหมายคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว
น.ส.พิชชารัตน์มองว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อย หลายฝ่ายมักตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ต้องการสร้างครอบครัวและมีลูกมากขึ้น บางแนวทางอาจเน้นการให้เงินอุดหนุนหรือเพิ่มสวัสดิการ แต่ก่อนจะถามประชาชนว่าทำไมจึงไม่อยากมีลูก สังคมควรย้อนกลับมาพิจารณาว่า ประเทศไทยได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าไว้วางใจเพียงพอแล้วหรือยัง
ครอบครัวที่ดีไม่ควรมีเพียงความพร้อมด้านรายได้ ที่อยู่อาศัย หรือการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องมีความปลอดภัยทางร่างกายและจิตใจด้วย หากคนคนหนึ่งกังวลว่าจะต้องพบกับการควบคุม การทำร้าย การข่มขู่ หรือการถูกละเลยเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ ความกังวลเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจสร้างครอบครัว ดังนั้น การคุ้มครองผู้ถูกกระทำจึงเป็นพื้นฐานของการสร้างสังคมที่คนรุ่นใหม่กล้าวางแผนชีวิตในอนาคต
พิชชารัตน์หนุนกฎหมายคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เพื่อเปลี่ยนบ้านให้ปลอดภัย
สาระสำคัญอีกประการคือการเปลี่ยนมุมมองของสังคม จากเดิมที่หลายคนมองว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นเรื่องของคนอื่น ไปสู่ความเข้าใจว่า ทุกคนมีส่วนช่วยป้องกันและหยุดยั้งปัญหาได้ เมื่อพบสัญญาณผิดปกติ คนใกล้ชิด เพื่อนบ้าน หรือสมาชิกในชุมชนไม่ควรเพิกเฉย แต่ควรสังเกต ให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำเป็นอันดับแรก
การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรง หลายคนอาจรู้สึกกลัว สับสน ขาดความมั่นใจ หรือกังวลว่าการเปิดเผยเรื่องราวจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง บางรายยังต้องพึ่งพารายได้จากผู้กระทำ หรือมีบุตรที่ต้องดูแลร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ ระบบช่วยเหลือจึงไม่ควรตั้งเงื่อนไขว่าผู้ถูกกระทำต้องเข้มแข็งหรือพร้อมเดินทางมาขอความช่วยเหลือด้วยตัวเอง
แนวทางเชิงรุกควรทำให้หน่วยงานสามารถเข้าถึงผู้ที่กำลังเผชิญอันตรายได้อย่างรวดเร็ว โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจธรรมชาติของความรุนแรงในครอบครัวและสื่อสารอย่างไม่ตัดสิน การช่วยเหลือที่ดีควรให้ข้อมูลทางกฎหมาย จัดพื้นที่ปลอดภัย ประเมินความเสี่ยง และวางแผนคุ้มครองให้เหมาะกับแต่ละกรณี เพราะผู้ถูกกระทำแต่ละคนมีบริบทและข้อจำกัดแตกต่างกัน
หัวใจสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายมีดังนี้
- จัดเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ด้านความรุนแรงในครอบครัวและสิทธิมนุษยชน
- จัดสรรงบประมาณสำหรับศูนย์พักพิง การเยียวยา และการช่วยเหลือฉุกเฉินอย่างเพียงพอ
- กำหนดมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ถูกกระทำได้รับบริการอย่างเท่าเทียม
- สร้างระบบประสานงานระหว่างตำรวจ ฝ่ายปกครอง แพทย์ นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์
- คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยของผู้แจ้งเหตุหรือผู้ขอความช่วยเหลือ
น.ส.พิชชารัตน์ยังเสนอว่า ร่างกฎหมายไม่ควรเป็นเพียงเสือกระดาษ หรือมีสิทธิอยู่เฉพาะในเอกสาร แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน การมีกฎหมายที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากไม่มีเจ้าหน้าที่ งบประมาณ ระบบติดตาม และการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ผู้ถูกกระทำก็อาจยังไม่ได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ สังคมควรส่งเสริมความรู้เรื่องความสัมพันธ์ที่ปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก สอนให้รู้จักการเคารพสิทธิในร่างกาย การสื่อสารโดยไม่ใช้ความรุนแรง และการขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดการยอมรับพฤติกรรมที่ทำร้ายกัน และทำให้คนรอบข้างกล้าเข้ามาช่วยเหลืออย่างถูกวิธีมากขึ้น
การที่ พิชชารัตน์หนุนกฎหมายคุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว จึงสะท้อนข้อเสนอสำคัญว่า การสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งต้องเริ่มจากการสร้างความปลอดภัย ไม่ใช่การคาดหวังให้ผู้ถูกกระทำอดทนเพียงฝ่ายเดียว ทุกคนควรมีสิทธิใช้ชีวิตในบ้านที่ปราศจากความกลัว และได้รับความช่วยเหลือทันเวลาเมื่อเผชิญอันตราย
ในมุมมองของผู้เขียน กฎหมายฉบับนี้จะมีความหมายมากที่สุดเมื่อเจ้าหน้าที่และสังคมร่วมกันทำให้สิทธิบนกระดาษเกิดขึ้นจริง หากพบเห็นความรุนแรง อย่านิ่งเฉย ควรขอคำปรึกษาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและช่วยกันส่งต่อผู้ถูกกระทำไปสู่ความปลอดภัย เพราะการเปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย เริ่มต้นได้จากการที่ทุกคนเลือกไม่เพิกเฉย
ที่มา – “พิชชารัตน์” หนุนร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว


